สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๕ · ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๘

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ พรรคประชาชน อย่างที่ท่านประธานทราบนะคะ ดิฉันอยากจะพูดถึง MOU แรร์เอิร์ธ แล้วก็ อภิปรายสนับสนุน สส. ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ เกี่ยวกับ MOU แรร์เอิร์ธ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน แล้วก็เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจไทย ขอสไลด์ขึ้นด้วยค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ซึ่งประเทศไทยเป็น ประเทศหนึ่งที่มีศักยภาพสูงในการผลิตแรร์เอิร์ธค่ะ จากตารางท่านจะเห็นว่าประเทศไทย เป็นอันดับ ๖ ของประเทศที่ผลิตแรร์เอิร์ธได้สูงที่สุดในโลก ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มี บริษัทที่ทำเหมืองแร่แรร์เอิช์ธเป็นหลัก เนื่องจากยังไม่ค้นพบแหล่งแร่ที่มีความหนาแน่น มากพอสำหรับการดำเนินกิจการในเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตามมีบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ ห่วงโซ่อุปทานของแร่หายากส่วนอื่น ๆ ได้แก่ ๑. บริษัทที่แปรรูป เช่น บริษัทลูกของ Neo Performance Material ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติแคนาดา มีโรงงานในจังหวัดนครราชสีมา เพื่อผลิตแม่เหล็กถาวรสำหรับใช้ในรถยนต์อิเล็กทรอนิกส์หรือว่ารถ EV และอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ไทย ซัสโก้ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการลงทุนของแร่ดีบุก และ ๒. บริษัทที่กำลัง ศึกษาความเป็นไปได้หรือทำ Research เช่น ไรท์นา แรร์เอิร์ธ บริษัทจากออสเตรเลียค่ะ ซึ่งกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในโรงงานแปรรูปในอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรีค่ะ แล้วก็กำลังศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับการสกัดแร่โคลัมไบต์-แทนทาไลต์ ซึ่งมีแร่หายากผสมอยู่ หน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมทรัพยากรธรณีวิทยา อย่างเช่นที่ท่าน สส. เลาฟั้ง ได้พูดก่อนหน้านี้ ที่ทำการสำรวจและแหล่งแร่หายากทั่วประเทศ แม้ว่าอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธจะยังไม่ได้เป็น อุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนประเทศไทย แต่ก็เห็นได้ว่าประเทศไทยมีการใช้ประโยชน์ ทางเศรษฐกิจจากแรร์เอิร์ธ จากบริษัทที่มีบริษัทที่ผลิตและส่งออกแรร์เอิร์ธอยู่ ซึ่ง MOU ฉบับนี้ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีอนุทินได้เซ็นไปแล้ว อาจส่งผลกระทบถึงบริษัทเหล่านี้และโอกาสในการ เข้ามาดำเนินกิจการกับแร่แรร์เอิร์ธ ท่านประธานคะ การที่เราไปลงชื่อใน MOU แรร์เอิร์ธนั้น ส่งผลกระทบที่ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียโอกาสดังต่อไปนี้

๑. เสียเปรียบในการแข่งขัน หากไทยเรายังขาดความพร้อมทางด้านกฎหมาย และศักยภาพในการเจรจาต่อรอง ไทยอาจถูกใช้เป็นเพียงฐานการผลิตหรือทางผ่านสำหรับ แร่หายาก ทำให้ไม่ได้ส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ และเป็นเพียงผู้ส่งออกวัตถุดิบ หรือที่เขาเรียกว่า Raw Material ซึ่งอยู่จุดต่ำสุดของ Supply Chain หรือห่วงโซ่อุปทาน ไม่ใช่สินค้าที่ผ่านการแปรรูปหรือเพิ่มมูลค่าทางการตลาดแต่อย่างใด แต่เป็นการส่งทรัพยากร เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรที่ไม่สามารถผลิตใหม่ได้แล้ว หรือเขาเรียกว่า Unrenewable Resource หมากตัวสำคัญของทรัพยากรทางธรรมชาติและยุทธศาสตร์ ทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นกรณี MOU แรร์เอิร์ธ ที่เป็นที่จับตาในขณะนี้ และเป็นหนึ่งในเป้าหมายของ ประเทศจีนและสหรัฐในเกมยุทธศาสตร์การยึดครองทรัพยากรในประเทศที่กำลังพัฒนา หรือที่เขาเรียกว่า Level Developed Country หรือว่า LDC ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการลงทุนของประเทศจีนในรัฐฉาน แม่น้ำกก และการเซ็นสัญญา MOU ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) และประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทยนะคะ ซึ่งเป็นที่โจษจันว่าเป็นการผูกขาดทรัพยากรทางธรรมชาติ ท่านประธานคะ แม้ว่า MOU ของเรา จะไม่มีลำดับศักดิ์ที่เป็นสนธิสัญญาพหุภาคีและไม่มีผลผูกพันระบุไว้ว่าเราสามารถยกเลิกได้ ผ่านการส่งหนังสือถึงเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยจากสหรัฐอเมริกาแต่ท่านต้องอย่าลืมว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศมหาศาล ที่มีหนทางอื่น ๆ ในการกดดันนโยบายเชิงเศรษฐกิจ กับประเทศไทยให้ทำตาม MOU ที่เขาเคยทำมาแล้ว ตัวอย่างเช่น การตัดสินค้าบางชนิด ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน เช่น เกษตรกรรายย่อยผู้ผลิตวัตถุดิบและผู้ประกอบการ ในรูปแบบการแปรรูปและการขึ้นกำแพงภาษีอีกเป็นต้นค่ะ คุณฟูอาดี้ พิศสุวรรณ อาจารย์ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กางเอกสาร USGS แล้วระบุว่าไทยสำรอง แร่แรร์เอิร์ธถึง ๔.๕ พันตัน แต่ปีที่แล้วผลิตได้ ๑.๓ หมื่นตัน ตั้งข้อสังเกตว่าเหมืองที่รัฐฉาน ทำสิ่งแวดล้อมที่แม่น้ำกกพังพินาศ แล้วก็คงถูกส่งมาแปรรูปให้ส่งออกในนามประเทศไทยค่ะ ท่านมองว่าเป็นเรื่องยากที่จะผลักดันนโยบายแร่พร้อมกับปกป้องสิ่งแวดล้อมไปด้วยกันค่ะ

๒. คือความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่นในรูป เราก็จะเห็นในข่าว เต็มไปหมด มีทั้งปลาติดเชื้อ คนป่วยไข้จากมลพิษหรือมลภาวะของแร่แรร์เอิร์ธ ของเหมือง แรร์เอิร์ธ ในลุ่มแม่น้ำโขงและลุ่มแม่น้ำกกของเมียนมา ขยายไปทางลาว แล้วก็กิจกรรม การทำเหมืองแรร์เอิร์ธเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบกับประชากร มากกว่า ๑.๒ ล้านคน ที่ประกอบอาชีพตามแนวลุ่มแม่น้ำกกและประชากรเกือบ ๖๕ ล้านคน ที่อยู่ในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ที่พึ่งพาแม่น้ำและทรัพยากรธรรมชาติ อันสมบูรณ์เพื่อดำรงชีวิต ดังนั้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องรักษา สิ่งแวดล้อมเพราะประชากรจำนวนมากและหนาแน่นที่อาศัยอยู่ลุ่มแม่น้ำกกและลุ่มแม่น้ำโขง วิกฤติครั้งนี้สามารถทำลายเศรษฐกิจในท้องถิ่นซึ่งพึ่งพาทางการเกษตรและการท่องเที่ยว เป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นหายนะของสิ่งแวดล้อมกันเลยทีเดียวค่ะ ความต้องการของธาตุ หายากที่ไม่มีวันสิ้นสุด ซึ่งปัจจุบันพบในรถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม สมาร์ตโฟนและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกมากมาย กำลังดึงกิจกรรมการทำเหมืองที่ไร้การควบคุม เข้ามาสู่พื้นที่เล็ก ๆ ในลุ่มแม่น้ำโขง ของเมียนมา สารพิษที่ไหลออกจากเหมืองเหล่านี้ก่อมลพิษให้แม่น้ำข้ามพรมแดนไหลจาก เมียนมาสู่ประเทศไทย ไหลลงสู่แม่น้ำโขงสายหลักกระทบคนกว่า ๖๐ ล้านคน หลายประเทศ ในประเทศอาเซียนได้รับผลกระทบค่ะ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบไม่ต้อง เป็นห่วงค่ะ พวกเขาเหล่านี้จะไม่สามารถทำการประมงได้ ผลผลิตทางการเกษตรจะถูกกีดกัน ไม่ให้จำหน่ายในตลาดในประเทศไทยและทั่วโลก เพราะกังวลว่าจะปนเปื้อนกับสารพิษ ที่เกิดจากเหมืองแร่ค่ะ นักเคลื่อนไหวแล้วก็นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นกล่าวว่าหากรัฐบาล ไม่ดำเนินการโดยเร่งด่วน บางคนสงสัยว่าอาจจะมีการปกปิดข้อมูลเพราะกระบวนการการ ทำเหมืองมีความเป็นพิษสูงและฉีดน้ำผสมปุ๋ยหรือกรดลงในเนินเขาที่ถูกตัดไม้ทำลายป่า ทำให้เกิดของเหลวเหนียวข้นสะสมอยู่แอ่งน้ำด้านล่างเพื่อแยกวัตถุดิบแรร์เอิร์ธออกจากกัน และแม่น้ำที่ถูกดูดกลับส่งไปในแม่น้ำท้องถิ่นที่ปนเปื้อนโลหะหนัก สารเคมีต่าง ๆ สารปรอท แคดเมียม สารหนู จากบทความล่าสุดของ BBC ก็ชี้ให้เห็นว่า ๑ ตันของแร่แรร์เอิร์ธที่ผ่าน กระบวนการจะมีของเสียอันตรายเกิดขึ้นถึง ๒,๐๐๐ ตัน

และ ๓. MOU ดังกล่าว ถูกมองว่าเป็นการเลือกข้างระหว่างสหรัฐกับจีน ซึ่ง ๒ มหาอำนาจหลักในอุตสาหกรรมแร่หายากหรือแรร์เอิร์ธ หากท่านได้ติดตามข่าวสาร ก็จะเห็นว่ากรณีแรร์เอิร์ธเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างประเทศสหรัฐ กับจีน แล้วเราก็ไปเซ็นสัญญา MOU กับสหรัฐแล้ว แล้วก็หักจีนโดยที่ไม่มีมหาอำนาจอื่น ๆ แม้กระทั่งสหภาพยุโรป จีน รัสเซีย อยู่ในเวทีที่ประชุม ดังนั้นข้อมูลที่นำเสนอไปแล้วมีการ ออกมาตรการกีดกันการส่งออก เป็นคุณค่าที่ระดับอเมริกาทนอยู่เฉยไม่ได้ต้องเดินสายทำ MOU แร่เอิร์ธกับหลายประเทศเพื่อแก้ห่วงโซ่อุปทาน และไทยจะไม่สามารถรักษาสมดุล ความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง ๒ ประเทศได้ และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาจีนค่ะ

๔. ข้อสุดท้ายแล้วค่ะ นักวิชาการบางส่วนอาจจะตั้งข้อสงสัยว่า MOU ฉบับนี้ ให้สิทธิกับสหรัฐอเมริกาในการเข้าถึงข้อมูลและโอกาสในการลงทุนก่อนการตรวจสอบแร่ ก่อนประเทศอื่น ทำให้ไทยเสียอำนาจต่อรองในการควบคุมและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่เป็นของคนทั้งประเทศ ขอบพระคุณค่ะ