พริษฐ์ เสนอไทยเป็นศูนย์กลางปราบ Scammer ฟื้นฟูบทบาทเวทีโลก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๕ · ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๘

พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายเรื่องปัญหา Scammer โดยเสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมชี้ว่าการตื่นตัวระดับโลกต่อปัญหานี้เป็นโอกาสให้ไทยมีบทบาทนำในการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ พริษฐ์ วัชรสินธุ ชี้ให้เห็นความล้มเหลวในการตั้งศูนย์ ASEAN Center on Transnational Crime มาเกือบ 30 ปี และเสนอให้เร่งจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวที่ประเทศไทยเพื่อรวมทรัพยากรและฐานข้อมูลระดับภูมิภาค โดยหวังว่าหากไทยสามารถเป็นเจ้าภาพเชิญผู้นำสหรัฐและจีนมาหารือร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหานี้ จะช่วยเปลี่ยนสถานะจากประเทศที่ถูกดึงไปมาระหว่างมหาอำนาจสองขั้ว มาเป็นผู้ที่สร้างสมดุลและเพิ่ม Soft Power ให้แก่ประเทศไทยในอนาคต

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกลครับ วันนี้ขออนุญาตมาร่วมอภิปรายในญัตติเรื่องของปัญหา Scammer ซึ่งเป็นปัญหาที่เร่งด่วนที่สุดปัญหาหนึ่งที่สังคมคาดหวังให้รัฐบาลแก้ไขและเป็นปัญหาที่ผมคิดว่า สภาแห่งนี้คาดหวังจะเห็นความเอาจริงเอาจังและความคืบหน้าจากรัฐบาลในช่วงปิดสมัยประชุม ๖ สัปดาห์ข้างหน้านี้ ที่พูดแบบนี้เพราะว่าหากรัฐบาลเอาจริงกับปัญหา Scammer ผมคิดว่า ประเทศและประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างมหาศาลใน ๓ ด้านด้วยกัน เปรียบเสมือนกับการ ยิงปืนนัดเดียวได้นก ๓ ตัว

ประการแรก คือการเอาจริงกับเรื่อง Scammer จะช่วยปกป้องชีวิตและ ทรัพย์สินของพี่น้องคนไทย ซึ่งปัจจุบันมีการคาดการณ์ว่าต้องสูญเสียเงินเป็นหลักหลาย ร้อยล้านบาทต่อวัน

ประการที่ ๒ คือการเอาจริงกับเรื่อง Scammer จะเพิ่มโอกาสให้เรายุติ ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา หากเราเชื่อว่ารายได้จาก Scammer ณ เวลานี้กำลัง หล่อเลี้ยงเครือข่ายผู้มีอิทธิพลที่ใกล้ชิดกับผู้นำกัมพูชา

ส่วนประการที่ ๓ ที่ผมจะขยายความคือผมเห็นว่าการเอาจริงกับเรื่อง Scammer นั้นจะเป็นการรื้อฟื้นบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก เพราะว่า ณ เวลานี้ ปัญหาเรื่อง Scammer ไม่ได้กระทบแค่คนไทยแต่กำลังกระทบคนทั่วโลกและเป็นปัญหา ที่รัฐบาลหลายประเทศนั้นกำลังเร่งดำเนินการแก้ไข

ท่านประธานครับ ความจริงแล้วความตื่นตัวของโลกต่อปัญหานี้เป็นโอกาส ที่ดีมากสำหรับประเทศไทย ในมุมหนึ่งโลกก็ต้องการไทยในเรื่องนี้ ประเทศต่าง ๆ ทราบดีว่า ถ้าเขาต้องการจะสามารถแก้ปัญหาเรื่อง Scammer ได้ไม่สามารถทำได้เลยหากไทย ไม่ร่วมมือ ในเชิงภูมิศาสตร์ประเทศไทยเราถูกล้อมรอบด้วยประเทศทางด้านซ้ายและ ด้านขวาที่เป็นศูนย์กลางของ Scammer ดังนั้นถ้าพูดกันง่าย ๆ สงครามกับ Scammer เราจะชนะหรือเราจะแพ้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและบทบาทของไทยว่าจะเป็นส่วนต่อขยาย ของเครือข่าย Scammer ที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้านหรือจะเป็นสะพานให้โลกนั้นมารวมพลังกัน ในการทลายศูนย์ Scam Center เหล่านี้ แต่ในมุมกลับกันครับ โลกไม่ได้ต้องการไทยอย่างเดียว แต่ไทยก็ต้องการโลกเช่นกัน เพราะเพื่อจะรับมือกับปัญหาที่มีลักษณะเป็นอาชญากรข้ามชาติ เราก็ต้องการมาตรการที่สามารถทำงานข้ามชาติข้ามพรมแดนได้เช่นกัน หากเราต้องการ จะจับกุมอาชญากรที่กำลังหลอกลวงคนไทย แต่มีฐานที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เราก็จำเป็น จะต้องอาศัยความร่วมมือด้านข้อมูลและด้านการส่งผู้ร้ายข้ามแดน หากเราต้องการจะไป สกัดกั้นและยึดคืนเส้นเงินที่ถูกโอนข้ามประเทศเราก็ต้องอาศัยความร่วมมือในเรื่องของ เทคโนโลยี เรื่องของการอายัดทรัพย์ รวมไปถึงการยกระดับมาตรฐานเรื่องการป้องกัน การฟอกเงิน ถ้าเราต้องการจะลบหรือว่า Take Down Post โฆษณาหลอกลวงออนไลน์ที่อยู่ตาม โลกออนไลน์นั้น เราก็ต้องขอความร่วมมือจากบริษัทแพลตฟอร์มระดับโลก ซึ่งแน่นอนครับ เป็นสิ่งที่ไทยขอเองนั้นก็อาจจะไม่มีน้ำหนักเท่ากับถ้าหลายประเทศมาขอร่วมกัน และท้ายที่สุดครับ ถ้าเราจะเร่งช่วยเหลือและเยียวยาคนไทยที่ถูกหลอกลวงในศูนย์ Scam ต่าง ๆ ทั่วโลก เราก็จำเป็นต้องประสานความร่วมมือกับองค์กรมนุษยธรรมระดับนานาชาติ มันเลยเป็นเรื่องที่น่าเสียดายครับ เหมือนที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดไว้ว่าในการประชุม อาเซียนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ แม้ว่าเราเห็นว่านายกรัฐมนตรีก็มีการเอ่ยปากว่าต้องการ ให้ไทยนั้นไปเป็นเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ แต่เราเห็นว่านายกรัฐมนตรีนั้นกลับไม่ได้ มีการเตรียมแผนไปเสนออย่างเป็นรูปธรรมว่าไทยนั้นจะเป็นศูนย์กลางในการจัดการเรื่องนี้ อย่างเป็นระบบได้อย่างไร และประเทศอื่นที่เราจะขอความร่วมมือนั้นจะเข้ามาร่วมมือกับเรา ผ่านกลไกที่เป็นรูปธรรมอย่างไร แล้วเวลานี้สังคมก็คงจับตาดูว่าเราจะเห็นรูปธรรมดังกล่าว ในเวทีเอเปกหรือไหม แต่ท่านประธานครับ ในเชิงรูปธรรมผมมีข้อเสนอเพราะผมเห็นว่า ไทยนั้นสามารถใช้เรื่องการปราบ Scammer เพื่อลุกขึ้นมามีบทบาทนำในเวทีโลกได้ในอย่างน้อย ๒ มิติด้วยกัน

มิติที่ ๑ ผมเห็นว่าไทยนั้นสามารถชิงบทบาทนำในอาเซียนได้โดยการใช้กลไก และทรัพยากรของอาเซียนที่มีอยู่แล้วในการรวมพลังกันปราบ Scammer หลายคนมักจะตั้ง ข้อครหาว่ากลไกอาเซียนนั้นไร้น้ำยา ไร้ประสิทธิภาพ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งครับ กลไกของ อาเซียนจะมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าประเทศไทยนั้นใช้กลไกอาเซียน อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน หากเราย้อนไปดูสิ่งที่เรียกว่า ASEAN Declaration on Transnational Crime 1997 หรือว่า ปฏิญญาของอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ เราจะเห็นว่ามีข้อหนึ่งที่พูดถึงการพิจารณา ตั้งศูนย์ ASEAN Center on Transnational Crime แต่ผ่านมาเกือบ ๓๐ ปีแล้วนะครับ ตั้งแต่ปฏิญญาดังกล่าวศูนย์นี้ก็ยังไม่เกิด ฉะนั้นข้อเสนอที่ ๑ อย่างเป็นรูปธรรมเลยคือหากไทย ต้องการจะเอาจริงในการใช้กลไกอาเซียนเพื่อปราบ Scammer เราควรเดินหน้าในการเสนอ ให้เร่งตั้งศูนย์ดังกล่าวที่ประเทศไทยนี้เพื่อรวมทรัพยากรและฐานข้อมูลระดับภูมิภาคมาร่วม การแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ส่วนข้อเสนอที่ ๒ คือผมเห็นว่าไทยนั้นควรจะใช้ประเด็นเรื่อง Scammer เป็นเครื่องมือในการแสวงหาสมดุลระหว่าง ๒ มหาอำนาจ ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าบทบาท ของไทยในเวทีโลกนั้นมักจะถูกตั้งคำถามว่าเราถูกดึงไปมาระหว่าง ๒ มหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็น กรณีเรื่องอุยกูร์เมื่อตอนต้นปี หรือแม้กระทั่งล่าสุดเรื่องการเซ็น MOU เกี่ยวกับแร่หายาก ดังนั้นในเมื่อปัญหาเรื่อง Scammer เป็นปัญหาที่มีเหยื่อจำนวนมากทั้งในสหรัฐ ทั้งในจีน จังหวะนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะใช้ประเด็นเรื่อง Scammer มาพลิกบทบาทของประเทศไทย ในเวทีโลก เปลี่ยนจากผู้ที่ถูกบีบให้ต้องเลือกระหว่าง ๒ ขั้วอำนาจ มาเป็นผู้ที่ใช้ประโยชน์ จากสภาวะภูมิรัฐศาสตร์โลกตรงนี้ ผมไม่ทราบว่าครั้งสุดท้ายที่ผู้นำระดับสูงของสหรัฐกับจีน มาเจอกันที่ไทยนั้นต้องย้อนไปปีไหนหรือว่าวาระอะไร ผมรู้ว่าเป้าหมายดังกล่าวมันไม่ง่ายมากนัก ภายใต้สภาพที่มันตึงเครียด ณ เวลานี้ แต่ผมเห็นว่าหากจะมีสักเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ไทยนั้น สามารถเป็นตัวเชื่อมหรือเป็นเจ้าภาพในการเชิญผู้นำของสหรัฐอเมริกากับจีนมาร่วมโต๊ะ สนทนาด้วยกัน และร่วมกันหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาระดับโลก ผมคิดว่าเรื่อง Scammer น่าจะเป็นเรื่องที่เข้าข่ายจะสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้มากที่สุด

ดังนั้นทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของประโยชน์ที่ ๓ ที่ผมได้เกริ่นไว้ว่าถ้าเราเอาจริง กับเรื่อง Scammer นอกจากจะปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของคนไทย นอกจากจะเพิ่มโอกาส ในการยุติความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา และคืนความปกติที่ปลอดภัยให้กับพี่น้อง ในชายแดน แต่หากเราพลิกวิกฤติดังกล่าวเรื่อง Scammer มาเป็นโอกาสในการฟื้นฟูบทบาท ของประเทศไทยในเวทีโลก หากเราทำให้คนทั่วโลกนึกถึงประเทศไทย แล้วเขานึกถึงบทบาท ของเราในการปราบ Scammer บทบาทของเราในการปกป้องความปลอดภัยของโลกออนไลน์ ผมเชื่อว่าอิทธิพลหรือสิ่งที่เรียกว่า Soft Power ที่ไทยจะได้นั้นจะสร้างประโยชน์มหาศาล ให้กับประโยชน์ของพี่น้องประชาชนคนไทยในเวทีโลกในอนาคตด้วยเช่นกันครับท่านประธาน