เอกนิติ ชี้แจงปัญหาเศรษฐกิจคนละครึ่งพลัส ฟื้นฟูร้านค้าและลดหนี้ครัวเรือน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๒ ตุลาคม ๒๕๖๘

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ชี้แจงปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำและหนี้สินของประชาชน โดยอธิบายนโยบายคนละครึ่งพลัสตามแนวทางของนายกรัฐมนตรี เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบายหลักการโครงการคนละครึ่งโดยรัฐบาลสมทบ ๒๐๐ บาทจากงบประมาณที่มีอยู่เพื่อลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบายรายละเอียดโครงการคนละครึ่งพลัส โดยเน้นประโยชน์ต่อร้านค้าขนาดเล็กและประชาชนในระบบภาษี พร้อมเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและสร้างทักษะขายออนไลน์เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนในระยะยาว

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และขอบคุณท่านสมาชิกสภา ผู้ทรงเกียรติที่กรุณาตั้งคำถามที่ดีมาก ๆ แล้วก็ให้โอกาสผมมาชี้แจงให้กับท่านสมาชิกสภา ผู้ทรงเกียรติ เพราะว่าอันนี้จะได้ช่วยไปอธิบายให้กับประชาชนด้วย ต้องกราบเรียนว่า สภาพที่ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติอธิบายถูกต้องเลย คือวันนี้สภาพเศรษฐกิจแย่มาก ชาวบ้านต่าง ๆ ก็ได้รับความเดือดร้อน การซื้อขายต่าง ๆ มันก็ไม่คล่องตัว เพราะฉะนั้น ก็นำไปสู่ปัญหาหนี้สิน ซึ่งประเทศไทยคนก็เป็นหนี้อยู่เยอะอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าภาพรวม เศรษฐกิจที่ผมได้อธิบายไปในตอนแถลงนโยบายก็คือ มันเหมือนกับเศรษฐกิจกำลัง จะติดหล่ม รถยนต์กำลังจะติดหล่ม ถ้าเราไม่ทำอะไรมันจะไม่แค่ติดหล่ม มันจะตกเหว นี่คือการออกนโยบายที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้แนะนำว่าควรจะต้อง มีอะไรที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจโดยเร็ว แล้วท่านได้มอบนโยบายว่าต้องเร็วด้วยนะ Quick แล้วก็ต้องใหญ่พอ Big แล้ว Win คือประชาชนจะได้ประโยชน์ สิ่งที่ท่านได้แนะนำ ก็คือเรื่องคนละครึ่ง อันนี้ท่านก็ได้มอบนโยบายว่าทำอย่างไรให้คิดถึงเรื่องระยะยาวด้วย เราถึงใช้คำว่าคนละครึ่งพลัส อันนี้คำถามที่ ๑ ก็คือรายละเอียดมันแตกต่างจากคนละครึ่ง ในอดีตอย่างไรและแตกต่างจากเงินหมื่นอย่างไร คนละครึ่งพลัส มันบวกด้วยอะไรบ้าง

อันที่หนึ่ง คนละครึ่ง หลักการคล้าย ๆ เดิม คือเอาประชาชนที่เขามีรายได้ แล้วรัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่งไปซื้อของ รัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่ง อย่างของเดิม ๑๕๐ บาท ที่รัฐบาลในอดีตเคยทำ รัฐบาลสมทบให้อีก ๑๕๐ บาท แต่วันนี้ด้วยความที่เศรษฐกิจมันแย่มาก มันต้อง Big พอที่จะช่วยให้ฟื้นเศรษฐกิจเราก็ตัดสินใจว่าจะใช้ ๒๐๐ บาท ก็คือว่ารัฐบาลสมทบ ๒๐๐ บาท ประชาชนมี ๒๐๐ บาท ตรงนี้มันก็จะทำให้ Big พอ เร็วด้วย เพราะว่าวันนี้เราใช้ งบประมาณสิ่งที่มีอยู่แล้วงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท บวกงบกลางอีก ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท รวมเป็น ๔๔,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบที่มีอยู่แล้ว แล้วก็ไม่ได้เพิ่มปัญหาของภาระ ทางการคลังเพราะเป็นงบประมาณที่มีอยู่ Win ก็คือประชาชนจะได้ประโยชน์ ประชาชนได้ ประโยชน์ก็คือว่าประชาชนทั้งหมด สิทธิที่เราจะใช้ ๒๐ ล้านคน ๒๐ ล้านคน ประชาชนได้ ประโยชน์คือเขาจะได้ลดค่าครองชีพ ไปซื้อของ ลดบริการสาธารณะก็ใช้ได้ ซื้ออาหารใน ตลาดทั้งหลาย เขาจะลดค่าครองชีพลง เพราะครึ่งหนึ่งรัฐสมทบให้ อันนี้คือประโยชน์อันที่ ๑

ประโยชน์อันที่ ๒ คือร้านค้า ร้านค้าก็จะได้เกิดการหมุนเวียนในเศรษฐกิจ อันนี้ต้องขอย้ำเน้นว่าเราให้เฉพาะร้านขนาดเล็ก แม่ค้าขายหมูปิ้ง พ่อค้าในตลาดขายส้มตำ เราจะไม่ได้ให้ร้านใหญ่ ๆ ร้านที่เราเห็นกันอยู่ที่เป็นของบริษัทขนาดใหญ่ เพราะเราต้องการ ให้เงินไปตกอยู่กับชาวบ้านจริง ๆ ก็ได้รับฟังความเห็นประชาชนว่าแล้วนิติบุคคลเล็ก ๆ ที่เขา อยู่ในระบบภาษี เขาอยากจะขอเข้าด้วย เราก็ให้ด้วย อันนี้ก็จะเป็นอันที่เพิ่ม สิทธิประชาชน นี่ความแตกต่างจากอันเดิมก็คือ ของเดิมอายุ ๑๘ ปี วันนี้เราจะให้ลดลงมาถึง ๑๖ ปี เพราะว่าเขาก็คือเด็กที่เรียนมหาวิทยาลัยเขาก็ต้องการตรงนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น อายุจะลดลง ประชาชนจากของเดิม ๑๘ ปี อันนี้จะเป็น ๑๖ ปี ร้านค้าที่แตกต่างจากเดิม คนละครึ่งก็คือว่าให้ร้านค้าเล็ก ๆ SMEs เล็ก ๆ เข้าได้ด้วย อันนี้คือคนละครึ่ง แล้วพลัส คือพลัสอะไร มี ๒ มิตินะครับ พลัสตัวที่ ๑ คือ พลัสในเรื่องของคนในระบบภาษี วันนี้ คนละครึ่งเราจะให้สิทธิ ๒,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาทนี้ แต่ถ้าคนอยู่ในระบบภาษี ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่เอามาทำคนละครึ่ง มันมาจากระบบภาษีเขาจะได้รู้สึกว่าเขาเป็นผู้เสียภาษี เขาก็ได้ประโยชน์จากตรงนี้ เขาจะได้เป็น ๖๐ เปอร์เซ็นต์จากของเดิม ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือเพิ่มขึ้น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเขาจะได้ ๒,๔๐๐ บาท คนธรรมดาที่ไม่อยู่ระบบภาษี ได้ ๒,๐๐๐ บาทถ้าคุณอยู่ในระบบภาษี ชาวบ้านจะได้ ๒,๔๐๐ บาท อันนี้เพื่อสะท้อนให้กับ Rating Agency นี่ได้ผลที่ ๓ ครับ นอกจากประชาชนได้ ร้านค้าได้ ได้ผลที่ ๓ Rating Agency เขาจะได้รู้ว่าเราคำนึงถึง เราจะขยายทำให้เราคำนึงถึงวินัยการคลัง คนที่อยู่ ในระบบภาษีเหมือนกับคนที่อยู่ต่างประเทศนี่เขายินดีจ่ายภาษี เพราะว่าเขาได้ประโยชน์ จากรัฐที่ให้ตรงนี้ ก็เป็นพลัสที่ ๑ พลัสที่ ๒ ซึ่งสำคัญมาก กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว ได้ผลยาวคือเราจะมีการเพิ่มทักษะ ให้พ่อค้าแม่ค้า คนตัวเล็กตัวน้อย เขาได้มีทักษะที่สำคัญคือว่าเราจะมีการสอนทักษะในการ ขายของออนไลน์ เขาเคยขายของได้แค่ในตลาดเขา วันนี้เราจะให้มีการพัฒนาที่เรียกว่า Reskill เขาจะได้มีทักษะ อีกหน่อยเขาขายของแค่ในตลาด อีกหน่อยเขาจะสามารถ ขยายตลาด เพราะว่าเขาสามารถเข้าไปอยู่ออนไลน์ได้ จะทำให้เขามีรายได้อย่างยั่งยืน เพราะฉะนั้นกระตุ้นสั้นได้ผลยาว อันนี้คือความแตกต่างถึงเรียกว่าคนละครึ่งพลัส อีกอันหนึ่ง คือเราจะทำระบบบัญชีแบบง่าย ๆ เช่น พ่อค้าหมูปิ้ง แม่ค้าหมูปิ้ง ถ้าเขาขายของออนไลน์ เราจะมีระบบบัญชีเหมือนบัญชีครัวเรือนครับ เขาจะรู้เลยว่าเขาซื้อหมูมาเท่าไร ซื้อไม้ปิ้งหมู เท่าไร เราทำบัญชีให้เขาใจง่าย ๆ แล้วตอนนี้กระทรวง การคลังกำลังติดต่อกับธนาคาร เพื่อให้ธนาคารไปปล่อยสินเชื่อได้โดยตรงเลย เขาบอกถ้าคุณทำบัญชีถูกต้อง เขาจะสามารถ ปล่อยสินเชื่อ เพราะฉะนั้นเป็นการได้ผลยาวที่ครบวงจร แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้ในระยะยาว ต้องขอกราบเรียนตอบเบื้องต้นเท่านี้ก่อนครับ