วรภพ วิริยะโรจน์ เสนอร่างกฎหมายเพื่อคืนอำนาจการบริหารงานบุคคลท้องถิ่นจากการยึดอำนาจของ คสช. โดยเน้นยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ ๘/๒๕๖๐ และให้จังหวัดจัดสอบแข่งขัน เพื่อแก้ปัญหาตำแหน่งว่างและเพิ่มความเป็นธรรมในการเลื่อนขั้นสายบริหาร
กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และเสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๘/๒๕๖๐ เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ทั้ง ๒ ร่างเป็นเรื่องที่มีหลักการ ใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบบริหารงานบุคคลแล้วก็ยกเลิก คำสั่ง คสช. ที่เกี่ยวข้องกัน ก็เลยขออนุญาตท่านประธานว่าในการเสนอเหตุและผลไป พร้อม ๆ กัน ซึ่งถ้าให้ผมกล่าวโดยสรุปทั้ง ๒ ร่างนี้ จริง ๆ สาระสำคัญถ้าให้สรุปภายใน ๑ ประโยคก็คือการที่จะยกเลิกคำสั่ง คสช. เพื่อคืนอำนาจการบริหารงานบุคคลให้กับท้องถิ่น และในขณะเดียวกันก็ให้ทางจังหวัดยังคงช่วยจัดสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการท้องถิ่นได้ด้วย ซึ่งก็ต้องเกริ่นเท้าความไปอย่างนี้ว่าแต่เดิมการบริหารงานบุคคลผมคิดว่ามันมีประเด็นใหญ่ ๆ อยู่ ๒ ประเด็น ก็คือเรื่องของการสอบแข่งขัน ก็คือการบรรจุข้าราชการเข้าใหม่เป็น ข้าราชการท้องถิ่นเรียกว่าสอบแข่งขัน ในขณะเดียวกันการเลื่อนขั้นก็จะเรียกว่าการคัดเลือก และสอบคัดเลือก ซึ่งไม่ว่าจะเป็นสอบแข่งขันคัดเลือกหรือสอบคัดเลือก อันนี้เป็นอำนาจ การบริหารงานบุคคล ซึ่งแต่เดิมโดยกำหนดไว้ภายใต้ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารงานบุคคลว่า อำนาจนั้นอยู่ที่ท้องถิ่นที่จะสามารถดำเนินการจัดสอบแข่งขันคัดเลือกและสอบคัดเลือก ภายใต้มาตรฐานที่กำหนดโดย ก. จังหวัด แล้วก็คณะกรรมการมาตรฐานของส่วนกลาง ที่วางหลักเกณฑ์ไว้ได้นะครับ แต่ว่าแน่นอนเมื่อมีคำสั่ง คสช. ที่ ๘/๒๕๖๐ เพื่อยึดอำนาจ การบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ๒ ก้อนนี้ที่ผมได้อธิบายไปนะครับ ยึดอำนาจจากท้องถิ่น เข้าไปสู่ส่วนกลางโดยมีการหยิบยกเหตุผลว่ามีการทุจริต เรียกรับผลประโยชน์ในการ สอบแข่งขันหรือการสอบคัดเลือกของท้องถิ่นจำนวนหนึ่ง ซึ่งจากทั้งหมด ๘,๖๐๐ กว่าแห่ง ก็เลยจึงเป็นที่มาที่ออกคำสั่ง คสช. สมัยนั้น แต่กาลเวลาก็ได้พิสูจน์มาแล้วว่าเมื่อผ่านมา ๘ ปี เมื่อยึดอำนาจไปแล้วรวบเข้ามาที่ส่วนกลางนั้นก็มีปัญหา ข้อครหาต่าง ๆ ที่ไม่ได้แตกต่างกันเลย แล้วในขณะเดียวกันก็เป็นการซ้ำเติม ปัญหาหนึ่งก็คือจำนวนข้าราชการท้องถิ่นนั้นตำแหน่งว่าง มากมายเพราะว่าความล่าช้า ความไม่กระตือรือร้นในการจัดสอบแข่งขันหรือการสอบ คัดเลือก ทำให้ตำแหน่งต่าง ๆ ในท้องถิ่นก็ยังคงมีปัญหาตำแหน่งว่างจำนวนมาก ส่งผลกระทบกับการทำงานของท้องถิ่นแล้วก็การบริการสาธารณะให้กับพี่น้องประชาชน ในแต่ละพื้นที่ หรือแม้กระทั่งการรวบอำนาจมาตรงนี้ปุ๊บมีอีกปัญหาหนึ่งก็คือการทำให้ ที่จะให้มีคนในพื้นที่ได้บรรจุเข้าข้าราชการนั้นก็ได้ผลกระทบตรงนี้ ทุกคนบรรจุเข้ามาแล้วก็ ต้องการจะโอนย้ายกลับภูมิลำเนา ก่อเกิดปัญหาตำแหน่งว่างต่าง ๆ อีกมากมาย จึงเป็นที่มา ที่ทางสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ จริง ๆ ก็ตั้งแต่สมัยปีที่แล้วที่ได้เสนอร่างกฎหมายบริหาร งานบุคคลส่วนท้องถิ่นแล้วก็ยกเลิกคำสั่ง คสช. ตรงนี้เข้ามาในสภาผู้แทนส่วนนี้นะครับ ซึ่งอย่างที่ผมได้เกริ่นไปว่าหลักการใหญ่ ๆ ถ้าผมให้สรุปก็จะมีอีก ๒ ประเด็นว่าในเรื่องของ การสอบคัดเลือก แล้วก็การคัดเลือกบริหารงานบุคคลท้องถิ่น ถ้าให้อธิบายง่าย ๆ มันเหมือน การพิจารณาในการเลื่อนขั้นของข้าราชการท้องถิ่น เมื่อบรรจุเข้ามาแล้วก็ไต่เต้าขึ้นมา การคัดเลือกและสอบคัดเลือกขึ้นไปเป็นสายบริหาร ซึ่งแน่นอนเมื่อข้าราชการท้องถิ่นทำงานในพื้นที่นั้น แต่การสอบคัดเลือกถูกดึงอำนาจกลับมา ที่ส่วนกลาง ผลลัพธ์ทุกวันนี้ก็คือการเลื่อนขั้นขึ้นเป็นสายงานบริหารของท้องถิ่นนั้น ก็ผ่านการคัดสรรโดยข้อสอบข้อเขียนและการสัมภาษณ์สั้น ๆ ซึ่งผมคิดว่าทุกองค์กร ทั้งประเทศไทยหรือองค์กรไม่ว่าสากลแบบไหนก็ตามยืนยันว่าการจะประเมินวัดผล ความสามารถของผู้บริหารนั้น ไม่สามารถวัดผลกันได้ด้วยข้อสอบข้อเขียนและการสัมภาษณ์ สั้น ๆ ดังนั้นมันจึงเป็นที่มาที่เราต้องยืนยันว่าอำนาจในการคัดเลือกหรือสอบคัดเลือก ในการเลื่อนขั้นเป็นสายงานบริหารนั้น มันจึงควรจะต้องกลับไปอยู่ที่ท้องถิ่นในพื้นที่ตรงนั้น เพราะคนตรงนั้นเขารู้ความรู้ความสามารถของผู้บริหารตรงนั้น เขารู้ความสามารถว่า ใครสมควรที่จะได้เลื่อนขั้นมาเป็นผู้บริหาร เป็น ผอ. กองต่าง ๆ เป็นปลัดท้องถิ่นต่าง ๆ ท้องถิ่นรู้ดีที่สุดและสามารถทำให้การให้ความดีความชอบ ให้คุณให้โทษกับผู้บริหารที่ทำงานดี ในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละท้องถิ่นได้อย่างยุติธรรมมากขึ้นและตรงกว่าการที่จะมาคัดสรรหรือ การสอบคัดเลือกผ่านข้อสอบข้อเขียน นี่คือประเด็นที่ ๑ ประเด็นใหญ่ที่ว่าทำไมถึงจะต้อง ยกเลิกคำสั่ง คสช. แล้วคืนอำนาจการคัดเลือกและสอบคัดเลือกสายงานบริหารกลับไปยัง ท้องถิ่น
ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของการสอบแข่งขัน อย่างที่ผมได้เกริ่นไป สอบแข่งขัน คือบรรจุข้าราชการท้องถิ่นเข้าไปใหม่ ซึ่งแน่นอนเรื่องนี้ผมคิดว่าสิ่งที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ เราต้องการมีมาตรฐานกลางที่เชื่อถือได้มากขึ้น เพราะว่าการสอบบรรจุ สอบแข่งขัน เพื่อบรรจุเข้าใหม่แน่นอนก็คือเริ่มต้นจากประชาชนทั่วไปที่ต้องการจะสอบแข่งขันเข้ามาเป็น ข้าราชการท้องถิ่น การมีมาตรฐานกลางทำให้ความน่าเชื่อถือของข้าราชการท้องถิ่นนั้น เพิ่มขึ้นได้ และในขณะเดียวกันถ้าเราบอกว่าให้สอบแข่งขันแต่ละท้องถิ่น ๘,๐๐๐ กว่าแห่ง ต่างคนต่างจัดสอบแข่งขันกันเองปัญหามันก็เกิดขึ้น เมื่อการเปิดสอบแข่งขันจำนวนน้อย ๆ มันก็ไม่เกิดความคุ้มค่าในการจัดสอบแข่งขัน แล้วก็ไม่เกิดความคุ้มค่าที่จะทำให้การมี มาตรฐานการสอบแข่งขันที่เราอยากจะเห็นได้ มันจึงเป็นที่มาที่เราบอกว่าในสภาก็มีการ คุยกันว่าถ้าอย่างนั้นการสอบแข่งขันก็ควรจะเปิดช่องให้ทางจังหวัดหรือคณะกรรมการ จังหวัดเขาสามารถมาช่วยจัดสอบแข่งขันให้กับท้องถิ่นได้ พูดง่าย ๆ คือมีการ Pull รวม ตำแหน่งว่างต่าง ๆ ที่ต้องการจะเปิดรับข้าราชการใหม่ให้มาจัดสอบแข่งขันร่วมกันภายใน จังหวัด ผมคิดว่าอันนี้ก็จะทำให้มีการประหยัดของขนาด แล้วก็ทำให้การจัดสอบแข่งขันนั้น ใช้งบประมาณได้คุ้มค่ามากขึ้นดีกว่าการที่แต่ละท้องถิ่นนั้นแยกไปจัดสอบแข่งขัน แต่ละไม่กี่ตำแหน่งกันเอง และในขณะเดียวกันมันก็จะเป็นการแก้ไขปัญหาอีกปัญหาหนึ่งว่า จากผลลัพธ์ที่มีคำสั่ง คสช. เมื่อรวบอำนาจการสอบแข่งขันเข้าไปแล้วการสอบแข่งขันต่าง ๆ มันล่าช้าเพราะมันไม่มีงบประมาณ ส่วนกลางก็ไม่มีงบประมาณ อันนี้ก็แน่นอนเป็นเรื่อง การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลส่วนกลางเองด้วย แต่ถ้าเราบอกว่าให้ ก. จังหวัด มีอำนาจ ในการจัดสอบแข่งขันตามที่ท้องถิ่นร้องขอได้อย่างที่ผมได้เสนอในร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้ มันก็จะสามารถช่วยแก้ไข ปัญหาประเด็นเรื่องนี้ได้ เพราะจากเดิมอย่างที่บอกว่าถ้าให้ท้องถิ่นไปจัดสอบแข่งขัน ใช้งบประมาณตัวเองจัดสอบแข่งขันตำแหน่งน้อย ๆ มันก็ไม่คุ้มค่า ถ้าอย่างนั้นมีการ Pull รวมกันจัดสอบแข่งขันแล้วท้องถิ่นก็สามารถอุดหนุนงบประมาณเข้ามาให้ ก. จังหวัด ช่วยจัด สอบแข่งขันได้ มันก็จะสามารถแก้ไขตอบโจทย์ปัญหาทั้ง ๒ เรื่องว่าการจัดสอบแข่งขัน ที่ล่าช้าเพราะไม่มีงบประมาณก็สามารถแก้ไขได้ เพราะท้องถิ่นสามารถอุดหนุนงบประมาณ มาให้ ก. จังหวัดจัดสอบได้ ในขณะเดียวกัน ก. จังหวัดจัดสอบมันก็จะมีมาตรฐานกลางมาก ขึ้น ทำให้การบรรจุเข้าใหม่ของข้าราชการท้องถิ่นนั้นก็ได้รับความน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย อันนี้ ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่เราได้เสนอในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แน่นอนมันก็จะมีอีกข้อเสนอ ที่ผมคิดว่าอยากจะให้นำไปพูดคุยในกรรมาธิการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของให้มีมาตรฐานกลาง ก็คือข้าราชการท้องถิ่นที่สอบบรรจุแข่งขันใช้มาตรฐานภาค ก ของ ก.พ. ไปเลย อันนี้มันก็จะ ทำให้มีมาตรฐานกลางมากขึ้นได้ ซึ่งก็ต้องบอกว่าตามกฎหมาย พ.ร.บ. บริหารงานส่วนบุคคล ท้องถิ่นรัฐบาลส่วนกลางหรือราชการส่วนกลาง โดยคณะกรรมการมาตรฐานกลางก็สามารถ กำหนดหลักเกณฑ์แบบนั้นได้อยู่แล้ว จึงเป็นที่มาที่เราอาจจะไม่ได้นำข้อความเฉพาะตรงนี้ เข้ามาใส่ใน พ.ร.บ. บริหารงานบุคคล แต่เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าก็ได้รับ Feedback ได้รับข้อเสนอแนะหรือข้อวิพากษ์วิจารณ์กลับมา แล้วก็ยินดีรับนำไปพูดคุยกันต่อในชั้น กรรมาธิการต่อไป จึงเป็นที่มาที่ทางผมได้เสนอทั้ง ๒ ร่างเข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ และจริง ๆ แล้วสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ก็เห็นตรงกันที่จะต้องการแก้ไขปัญหานี้ แต่ด้วยข้อติดขัดทางกฎหมายบางประการเมื่อปีที่แล้ว จึงเป็นที่มาที่ต้องให้ตกไปและทำให้ ทางสภาผู้แทนราษฎรต้องมาพิจารณากันใหม่ในวันนี้ ก็หวังว่าทางสภาผู้แทนจะรับหลักการ ของทั้ง ๒ ร่าง แล้วก็นำมาพิจารณาแก้ไขในชั้นกรรมาธิการเพื่อกลับมาแก้ไขปัญหาให้กับ ท้องถิ่นให้สามารถบริการพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นต่อไป ขอบคุณครับ