ร่มธรรม เสนอร่างยกเลิกคำสั่ง คสช. คืนอำนาจครู ปรับโครงสร้างสภาวิชาชีพ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๑ กันยายน ๒๕๖๘

ร่มธรรม ขำนุรักษ์ หารือร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อคืนอำนาจการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและมาตรฐานวิชาชีพ โดยเสนอให้ยกเลิกคำสั่ง คสช. 3 ฉบับเพื่อคืนสิทธิครู และสนับสนุนการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. สภาครูและระเบียบข้าราชการครู เพื่อปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการให้กระชับ โปร่งใส มีสัดส่วนผู้ประกอบวิชาชีพโดยตรง พร้อมทั้งเสนอแนะให้ปรับปรุงวิธีการสรรหาและเลือกตั้งคณะกรรมการเพื่อสะท้อนปัญหาหน้างานจริง

นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ พัทลุง

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติทุกฉบับที่เข้าพิจารณาพร้อมกันในวาระนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนา และการดูแลคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งสิ้นครับ โดยให้ความสำคัญ กับบทบาทของครูผู้ปฏิบัติงานจริงในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและกำหนดนโยบาย ในคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ซึ่งร่างกฎหมายทุกฉบับที่เข้าพิจารณาพร้อมกันนี้มีทั้ง เรื่องการยกเลิกคำสั่งในยุค คสช. และการแก้ไขกฎหมายเดิมเพื่อปรับปรุงสัดส่วน และองค์ประกอบของคณะกรรมการให้สะท้อนเสียงและเชื่อมโยงกับครูและบุคลากร ทางการศึกษามากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยเราครับ ผมขอเรียนกับท่านประธานว่าแม้การยึดอำนาจรัฐประหาร โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ผ่านมาแล้วกว่า ๑๑ ปี และแม้เราจะมีการเลือกตั้งมาแล้วถึง ๒ ครั้ง แต่ผลพวงจากยุค ดังกล่าวยังคงส่งผลอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่มีปัญหาทั้งที่มา ขาดการเชื่อมโยงกับประชาชน และเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน เรายังมี กฎหมายต่าง ๆ ที่ออกมาในยุคดังกล่าวที่ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มาจากการแต่งตั้ง แล้วเราก็มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหลายร้อยฉบับที่ส่งผลกระทบต่อการ บริหารราชการแผ่นดิน มีการรวบอำนาจส่วนกลาง รวมศูนย์ จำกัดสิทธิ และลดการมี ส่วนร่วมของประชาชน วันนี้จึงถึงเวลาที่เราจะคืนความปกติสุขให้กับประเทศของเรา จึงเป็น ที่มาที่สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้เราได้เสนอยกเลิกคำสั่ง คสช. มาแล้วหลายฉบับ รวมถึงร่างที่ เกี่ยวกับครูและบุคลากรทางการศึกษาที่พิจารณาอยู่ในวาระนี้เช่นเดียวกันครับ โดยในยุค ดังกล่าวได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเพื่อปรับองค์ประกอบของ คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับครูและบุคลากรทางการศึกษา ทำให้ขาดการสะท้อนจากผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียอย่างแท้จริง และได้ส่งผลต่อการพัฒนาครูและการศึกษาไทย ในวาระนี้จึงมี การนำเสนอยกเลิกคำสั่งดังกล่าวถึง ๓ ฉบับด้วยกันดังนี้ครับ ฉบับที่ ๑ ร่างพระราชบัญญัติ ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๖/๒๕๖๐ เรื่อง การบริหารงานบุคคล ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยร่างนี้เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือที่เรียกว่า กคศ. ซึ่งมีหน้าที่กำหนดนโยบาย บุคลากร เช่น อัตรากำลัง เงินเดือน และการพัฒนาครูต่าง ๆ โดยคำสั่งหัวหน้า คสช. ดังกล่าวได้ปรับองค์ประกอบและตัดส่วนผู้แทนครูออกไป เพราะฉะนั้นการยกเลิกคำสั่ง ดังกล่าวจะเป็นการคืนองค์ประกอบเดิม เปิดพื้นที่ให้ครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหาร การศึกษาได้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในการกำหนดทิศทางนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ซึ่งบุคคลเหล่านี้เขามีความรู้ มีความเข้าใจปัญหาอย่างแท้จริง อีกทั้งการยกเลิกคำสั่งดังกล่าว ยังเป็นการคืนกลไกอนุกรรมการข้าราชการครูประจำเขตพื้นที่ในการสอบแข่งขันบรรจุ แต่งตั้งได้ ซึ่งจะทำให้กระบวนการสรรหาใกล้เคียงกับบริบทพื้นที่และทำให้นโยบาย ในภาพรวมแล้วมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อครูมากยิ่งขึ้นครับ ร่างที่ ๒ คือ ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๑/๒๕๖๑ เรื่อง การแก้ไของค์ประกอบของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพตามกฎหมายว่าด้วยสภาครู และบุคลากรทางการศึกษา โดยที่คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพมีบทบาทสำคัญในการออก พัก หรือเพิกถอนใบอนุญาตวิชาชีพ จนถึงการกำกับมาตรฐานและจรรยาบรรณและส่งเสริม การพัฒนาวิชาชีพ อย่างไรก็ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ดังกล่าวได้ทำให้มีกรรมการที่มาจาก ข้าราชการโดยตำแหน่งมากกว่าผู้ประกอบวิชาชีพ แล้วส่วนใหญ่เป็นการแต่งตั้งโดย คณะกรรมการคุรุสภาซึ่งขาดการเชื่อมโยงกับผู้มีส่วนได้เสีย ดังนั้นการยกเลิกคำสั่งดังกล่าวนี้ ก็คือคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๑๑/๒๕๖๑ จะปรับให้กลับไปเป็นตามกฎหมายเดิมที่เป็นการเพิ่ม บทบาทผู้ประกอบวิชาชีพและคณาจารย์และเปิดวิธีได้มาที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การสรรหา การเลือกกันเองหรือการเลือกตั้ง ซึ่งจะส่งผลให้มาตรฐานและจรรยาบรรณครู มีความเข้มแข็งและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ร่างที่ ๓ ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๗/๒๕๕๘ เรื่อง การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และ คณะกรรมการบริหารองค์การการค้า โดยที่คำสั่งหัวหน้า คสช. ดังกล่าวได้มีการทำให้ เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะกรรมการชุดต่าง ๆ โดยตัดผู้แทนของผู้ประกอบวิชาชีพ ทางการศึกษาออกไป ซึ่งเปรียบเสมือนการตัดหัวใจสำคัญของระบบออกไปนั่นเอง และได้ กำหนดให้มีคณะกรรมการมาจากข้าราชการโดยตำแหน่งทั้งสิ้น ทำให้ขาดการมีส่วนร่วม ดังนั้นแล้วการยกเลิกคำสั่ง ที่ ๗/๒๕๕๘ จะทำให้คณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการ ส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูหรือ สกสค. มีสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความ เชี่ยวชาญ และมีผู้แทนผู้ประกอบวิชาชีพอย่างสมดุลมากยิ่งขึ้น มีการสะท้อนเสียงของครู และผู้ปฏิบัติงานจริงมากยิ่งขึ้น โดยรวมแล้วจะนำไปสู่นโยบายและมาตรการที่มีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิต แล้วก็สวัสดิการ แล้วก็วิชาชีพของครูต่อไปครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ทั้ง ๓ ฉบับนี้ โดยรวมแล้วเป็นการคืนสิทธิคืนเสียงให้กับครูและผู้ประกอบวิชาชีพในการมีส่วนร่วมเข้ามา กำหนดนโยบายและมาตรการในคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกัน นอกจากนี้ร่าง พ.ร.บ. อื่น ๆ ยังมีอีก ๒ ฉบับ ที่เขาพิจารณาพร้อมกัน เป็นการเสนอแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. เดิมเพื่อปรับปรุง คณะกรรมการต่าง ๆ ดังนี้

๑. ร่างพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นการเสนอปรับปรุงโครงสร้าง องค์ประกอบ บทบาทและคุณสมบัติของคณะกรรมการ คุรุสภา คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ และคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพ ครูและบุคลากรทางการศึกษา

๒. ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นการเสนอเพื่อแก้ไขปรับปรุงคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ในเรื่องทั้งโครงสร้าง บทบาทหน้าที่ และยกระดับคณะกรรมการ ให้เป็นหน่วยงานที่มีความเข้มแข็งขึ้นไปอีก

สำหรับประเด็นการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับนี้ ผมคิดว่า เราสามารถไปถกเถียงกันได้ในเชิงรายละเอียดในชั้นกรรมาธิการ แต่ก็ขอให้พิจารณาว่า องค์ประกอบของกรรมการเหล่านี้ต้องมีความกระชับ โปร่งใส และมีบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจน และสอดคล้องกับยุคปัจจุบันให้ได้มากที่สุด

อีกประการที่สำคัญก็คือขอให้พิจารณาว่าสัดส่วนของคณะกรรมการต่าง ๆ ควรจะมาจากผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงมากที่สุด โดยเฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ครู ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารระดับพื้นที่

นอกจากนี้การได้มาของคณะกรรมการต่าง ๆ ควรจะมีวิธีที่หลากหลาย โดยเฉพาะการสรรหาการเลือกตั้งเพื่อให้การตัดสินใจนั้นมีความครอบคลุมสะท้อนปัญหา หน้างานจริง และนำไปสู่การพัฒนาครูอย่างรอบด้านครับ ท่านประธานที่เคารพครับ การศึกษาถือเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดต่อการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตามปัจจุบันประเทศ ของเรามีปัญหาในเรื่องการศึกษา ในด้านคุณภาพ ในด้านความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ไม่สอดคล้อง กับยุคปัจจุบันและไม่สามารถตอบโจทย์ผู้เรียนได้เท่าที่ควร หนึ่งในกลไกที่สำคัญก็คือ การพัฒนาครู แล้วก็เปิดโอกาสเปิดพื้นที่ให้ครูเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๕ ฉบับนี้ ถือเป็นการคืนหลักการการมีส่วนร่วม ที่ยึดโยงกับครูและผู้ปฏิบัติด้านการศึกษาโดยตรง อาจจะเป็นการส่งผลดีต่อคุณภาพของ ห้องเรียน ทำให้ครูมีความเข้มแข็ง นักเรียนและการศึกษาของเราก็มีความเข้มแข็ง เช่นเดียวกัน

สุดท้ายนี้ผมขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติทุกฉบับที่เข้าสู่การพิจารณา ในวาระนี้เพื่อการพัฒนาอาชีพครู พัฒนาระบบการศึกษาไทย แล้วก็สร้างโอกาสที่เท่าเทียม ให้แก่ผู้เรียนทั่วประเทศ ขอบคุณครับท่านประธานครับ