กรุณาตอบกลับด้วย JSON เท่านั้น

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๑ กันยายน ๒๕๖๘

กรวีร์ ปริศนานันทกุล เสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยปรับโครงสร้างคณะกรรมการคุรุสภาจาก 39 เป็น 24 คน เพื่อคืนอำนาจให้ครูและสอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล อ่างทอง

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทยจากจังหวัดอ่างทอง ต้องขอบคุณ ท่านประธานที่ได้ให้โอกาสในการเป็นผู้ใดเสนอกฎหมายที่สำคัญถึง ๒ ฉบับในวันนี้ ในเบื้องแรก ผมต้องขอบคุณท่านสมาชิกค ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามท่าน ท่านรองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ แล้วก็คณะที่ได้เป็นผู้ริเริ่มในการจะนำเสนอกฎหมายเรื่องของการยกเลิกคำสั่ง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติขึ้นมา ทันทีที่เราทราบว่าจะมีการเสนอกฎหมายฉบับนี้ เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ทางพรรคภูมิใจไทยในขณะนั้นเราก็เป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่กำกับดูแล กระทรวงศึกษาธิการอยู่ ก็ได้ตระหนักถึงปัญหาแล้วก็เห็นด้วยในหลักการพร้อม ๆ กัน เหมือน ๆ กันกับเพื่อนสมาชิกในสภาหลายท่านที่ได้ลุกขึ้นเป็นผู้เสนอกฎหมายว่าคำสั่ง คสช.นั้น บางเรื่องในสถานการณ์หนึ่ง ในช่วงสภาวะหนึ่งก็มีความจำเป็น แต่เมื่อสภาพสังคม โครงสร้าง ต่าง ๆ สถานการณ์มันเปลี่ยนแปลงไป การยกเลิกคำสั่ง คสช. แล้วก็เสนอกฎหมายใหม่ เพื่อให้มันสอดคล้องกับสภาวะในปัจจุบันนั้นก็เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง ทางพรรคภูมิใจไทย โดยท่านหัวหน้าอนุทิน ชาญวีรกูล ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านรัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้นก็ได้มีการพูดคุยกันในพรรคว่าเราจะร่วมกัน ในการเสนอกฎหมายหลังจากที่ได้มีการยกเลิกคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบ แห่งชาติแล้วอย่างไร จึงเป็นที่มาที่เราได้ช่วยกันในการเขียนร่าง ยกร่างของตัวพระราชบัญญัติ ทั้ง ๒ ฉบับนี้ และผมต้องขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาบรรจุระเบียบแล้วก็ให้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่เลยวันนี้เราพิจารณาพร้อม ๆ กัน รวมกันถึง ๑๓ ฉบับด้วยกัน ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยผมขออนุญาตไล่ไปทีละฉบับครับ

ฉบับแรก คือ เรื่องของพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในหลักการของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็คือการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ สภาครูและบุคลากรทางการศึกษาของปี ๒๕๔๖ โดยยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติที่ ๗/๒๕๕๘ และยกเลิกคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คำสั่งที่ ๑๗/๒๕๖๐ และยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๑๑/๒๕๖๑ ฉบับแรกนั้นเราคิดว่าจะยกเลิกคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่เกี่ยวข้องด้วยกัน ๓ คำสั่ง และต้องบอกกับท่านประธานแบบนี้ครับ พวกเราเองได้พิจารณาร่างกฎหมายของเพื่อนสมาชิกที่เสนอเข้าสู่สภาในการยกเลิกคำสั่งของ คสช. เหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างกันกับทางพรรคภูมิใจไทยคือเราตระหนักดีว่าการยกเลิกคำสั่ง ของ คสช. นั่นหมายความว่าเราจะต้องกลับไปใช้พระราชบัญญัติที่มีอยู่เดิม ก็คือเป็น พระราชบัญญัติที่มีตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ปัญหาของมันก็คือว่าถ้าหากว่าเรายกเลิกคำสั่ง คสช. อย่างเดียวและกลับไปใช้พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ นั้น ในทางปฏิบัติแล้วมันจะไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และจะทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ที่จะตามมาอีกมากมายกับทางกระทรวงศึกษาธิการและสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา เราจึงได้ยกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมา ผมยกตัวอย่างสั้น ๆ ครับ ในคณะกรรมการ คุรุสภา แต่เดิมใน พ.ร.บ. ปี ๒๕๔๖ นั้นในคณะกรรมการคุรุสภาจะประกอบไปด้วย คณะทั้งหมดถึง ๓๙ ท่าน จะมีทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาโดยตำแหน่ง มีคณะกรรมการโดยตำแหน่ง มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ มากมาย ซึ่งในคณะทั้งหมดนี้ มีอยู่ด้วยกันถึง ๓๙ ท่าน ต่อมาคำสั่ง คสช. ได้มีคำสั่งที่เปลี่ยนแปลง และเปลี่ยนจาก ๓๙ ท่าน ให้เหลือ ๑๒ ท่าน ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดไปครับ พี่น้องข้าราชการครู ได้สะท้อนปัญหาเข้ามาว่าการที่ปรับจาก ๓๙ เหลือแค่ ๑๒ มันไม่ได้มีการมีส่วนร่วม ที่เพียงพอ ไม่ได้มีตัวแทนของสัดส่วนต่าง ๆ ของคนที่ประกอบวิชาชีพครูได้เข้าไปทำหน้าที่ ในคณะกรรมการคุรุสภานี้อย่างพอเพียง พวกเราจึงคิดว่าแล้วจะเขียนและออกแบบรูปแบบ กฎหมายใหม่อย่างไร ไหน ๆ เราจะแก้กฎหมายแล้วก็อยากให้มันเป็นกฎหมายที่สามารถ ที่จะเอาไว้ใช้แล้วก็เหมาะสมกับสภาพในปัจจุบันครับ ในร่างของผมแล้วก็เพื่อนสมาชิก พรรคภูมิใจไทยจึงปรับโครงสร้างโดยอิงจากโครงสร้างเดิมจากปี ๒๕๔๖ นี่ละครับ แต่ปรับ ให้มีความกะทัดรัดมากขึ้น จาก ๓๙ ท่าน ก็ให้เหลือ ๒๔ ท่าน เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพ แล้วก็สถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะมีคุรุสภาที่จะครอบคลุมไปถึงทั้งผู้ประกอบ วิชาชีพทางการศึกษา กรรมการซึ่งมาจากการแต่งตั้งจากผู้ดำรงตำแหน่งคณบดี แล้วก็มี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ เราต้องการที่จะเห็นการมีส่วนร่วมทางการศึกษา โดยเปิด โอกาสให้กับบุคลากรทางการศึกษาและคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะกระทบกับพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำกฎหมาย แล้วก็ในการกำหนดอนาคต แล้วก็ชะตาชีวิต ของตัวเองเหมือนกัน ไม่ต่างไปจากร่างของเพื่อนสมาชิกท่านอื่นหรอกครับ ที่เราพูดกัน บอกว่าเราจะคืนอำนาจให้กับครู แต่การคืนอำนาจให้กับครูนั้นผมอยากจะย้ำกับ ท่านประธานฝากไปยังท่านสมาชิกว่าเราก็ต้องดูด้วยว่าสภาพโครงสร้างของกระทรวง ศึกษาธิการในปัจจุบันนี้มันไม่เหมือนกับเมื่อปี ๒๕๔๖ ดังนั้นถ้าหากว่าจะปรับไป ก็ควรที่จะ ปรับให้มันสอดคล้องกับสภาพปัจจุบันจึงจะทำให้กระทรวงศึกษาธิการนั้นสามารถที่จะ ทำงาน แล้วก็สร้างขวัญกำลังใจ ยกระดับคุณภาพครูให้เป็นครูอาชีพ และสร้างความหวัง ให้กับสังคมไทยได้อย่างแท้จริง อันนั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติฉบับแรกที่ผมเสนอต่อสภา ก็คือร่างพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา

ฉบับที่ ๒ ก็คือพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทาง การศึกษา พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษานั้น ในหลักการ ก็คือมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พุทธศักราช ๒๕๔๗ โดยมีการยกเลิกคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๖/๒๕๖๐ เรื่อง การบริหารงานบุคคของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ลงวันที่ ๒๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ เหตุผลที่เราต้องยกเลิกคำสั่งดังกล่าวก็เป็นอย่างที่ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายมาแล้ว เราอยากจะคืนอำนาจทางการบริหารบุคลากร ทางการศึกษาให้กับครูจริง ๆ ให้กับบุคลากรทางการศึกษาเขาได้มีส่วนร่วมในการบริหาร ในการกำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในการบริหารงานบุคคลโดยให้ข้าราชการที่เป็นครูและ บุคลากรทางการศึกษานั้นได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ จึงได้เสนอแล้วก็คิดว่าจะร่าง พระราชบัญญัติหลังจากที่ได้มีการยกเลิกคำสั่ง คสช. แล้ว เราก็ทราบครับว่าถ้าหากว่ายกเลิกคำสั่ง คสช. แล้วมันจะต้องกลับไปใช้ พ.ร.บ. เดิม ก็คือ ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ เราก็พิจารณาดูกันว่า มันน่าจะมีปัญหาในการปฏิบัติใช้ ในการนำไปใช้จริง เพราะโครงสร้างต่าง ๆ ในปี ๒๕๔๗ กับปี ๒๕๖๘ ณ ปัจจุบันนั้นมันมีความแตกต่างกันในหลายประเด็น จึงได้เสนอกฎหมายนี้ เข้าสู่การพิจารณาของสภาเพื่ออยากจะเห็นเหมือนกันครับ นั่นก็คือคืนอำนาจทางการบริหาร ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผ่านทางที่เขาเรียกว่าคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ให้มันสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างของ กระทรวงศึกษาธิการ เปลี่ยนแปลงทั้งสภาพเศรษฐกิจ เปลี่ยนแปลงทั้งสภาพสังคมในปัจจุบัน จึงคิดว่าหากว่ามี พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้นมาน่าจะตอบโจทย์แล้วก็สามารถที่จะทำให้บุคลากร ทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการได้เข้ามามีส่วนร่วมในกฎหมายฉบับนี้มากยิ่งขึ้น ทั้ง ๒ ฉบับ ผมสรุปครับ ผมคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้มาพิจารณากันในสภาแห่งนี้ หลังจากที่เรายกเลิกคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติแล้ว อยากจะให้เพื่อน สมาชิกได้พิจารณาครับว่าการยกเลิกแต่เพียงอย่างเดียวและกลับไปใช้ตัวกฎหมายเดิมนั้น ถ้าหากว่าการยกเลิกแล้วกลับไปใช้กฎหมายเดิม และกฎหมายเดิมนั้นมันไม่ตอบรับกับ โครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน การกลับไปใช้กฎหมายเดิมนอกจากไม่ได้เป็น การแก้ปัญหาแล้วอาจจะนำไปสู่การสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา พวกเราเองเห็นด้วยในหลักการ ที่อยากจะเห็นกฎหมายที่มันทันสมัย อยากจะเห็นกฎหมายทางด้านการศึกษาที่เปิดโอกาส ให้กับบุคลากรทางการศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดชะตาชีวิต กำหนดคุณภาพ กำหนดอนาคตของการศึกษาไทยให้มากขึ้น จึงคิดว่าควรที่จะต้องรับหลักการในกฎหมาย ฉบับนี้ทั้ง ๒ ฉบับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ