สุรวาท เสนอร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกคำสั่ง คสช. คืนอำนาจ สกสค.

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๑ กันยายน ๒๕๖๘

สุรวาท ทองบุ เสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๑๖/๒๕๖๐ เรื่องการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อปรับปรุงกลไกให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน พร้อมทั้งเสนอร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อคืนอำนาจให้สภาครูและบุคลากรทางการศึกษาตามหลักกฎหมายเดิม สุรวาท ทองบุ อภิปรายปัญหาโครงสร้างคณะกรรมการคุรุสภาและ สกสค. ตามคำสั่ง คสช. โดยชี้ว่าคำสั่งดังกล่าวทำให้เสียสมดุลอำนาจโดยให้รัฐมนตรีเป็นประธานและลดจำนวนกรรมการลงจนขาดตัวแทนผู้ประกอบวิชาชีพ ขอร้องให้ยกเลิกคำสั่งเพื่อกลับไปใช้กฎหมายเดิมที่มีสัดส่วนที่ครอบคลุมและเป็นธรรม สุรวาท ทองบุ วิพากษ์วิจารณ์การปรับโครงสร้างคณะกรรมการ ก.ค.ศ. และนโยบายของ คสช. ที่เน้นอำนาจนิยม โดยชี้ว่าอำนาจถูกเบียดบังจากครูและบุคลากร ทำให้ขาดผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ประกอบวิชาชีพ รวมถึงวิพากษ์นโยบายที่เปลี่ยนประธานเป็นรัฐมนตรีศึกษาฯ แทนปลัดกระทรวง ซึ่งส่งผลให้กลไกการกำกับดูแลขาดประสิทธิภาพ สุรวาท ทองบุ เสนอให้ยกเลิกคำสั่ง ๔ คำสั่ง เพื่อคืนอำนาจการจัดการคุรุสภาสู่หลักการประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของครูเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการแข่งขันระดับนานาชาติ พร้อมเสนอให้กลับไปใช้กฎหมายเดิมก่อนเพื่อรอการแก้ไขพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เนื่องจากคุณภาพการศึกษาไทยยังตกต่ำตามผลประเมิน PISA

รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ด้วยกระผม รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ กับคณะ สส. พรรคประชาชน ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๖/๒๕๖๐ เรื่อง การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษา ลงวันที่ ๒๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ พ.ศ. .... โดยมีหลักการดังนี้

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๖/๒๕๖๐ เรื่อง การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ลงวันที่ ๒๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ โดยมีเหตุผลดังนี้ โดยที่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๖/๒๕๖๐ เรื่อง การบริหารงานบุคคล ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ลงวันที่ ๒๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้กำหนดมาตรการและกลไกเพื่อแก้ปัญหาในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษาซึ่งใช้บังคับมาเป็นเวลานาน และบทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้อง กับสภาพการณ์ในปัจจุบันที่มีการพัฒนานวัตกรรมใหม่เกิดขึ้น จึงต้องมีการบริหารทรัพยากร บุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อพัฒนาองค์กรและระบบทรัพยากร บุคคลให้สอดคล้องกับบริบทสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ให้องค์กรสามารถเติบโต ได้อย่างเข้มแข็งและสามารถปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับกาล ปัจจุบัน และเพื่อให้เป็นไปตามหลักการแห่งกฎหมายว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ประกอบกับมาตรา ๒๗๙ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้การยกเลิกคำสั่งดังกล่าวให้กระทำเป็นพระราชบัญญัติ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

ท่านประธานครับ สำหรับวาระที่สองก็คือกระผมเอง รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ และคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิก คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๗/๒๕๕๘ เรื่อง การปฏิบัติหน้าที่ของ คณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากร ทางการศึกษา และคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม สวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ลงวันที่ ๑๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘ และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๗/๒๕๖๐ เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติม คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๗/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๒๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ โดยมีหลักการต่อไปนี้ ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๗/๒๕๕๘ เรื่อง การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและ สวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ลงวันที่ ๑๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘ และ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๗/๒๕๖๐ เรื่อง การแก้ไขคำสั่งหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๗/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๒๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ ร่างพระราชบัญญัตินี้มีเหตุผลดังต่อไปนี้ โดยที่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๗/๒๕๕๘ เรื่อง การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการส่งเสริม สวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการบริหารองค์การค้า ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ลงวันที่ ๑๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘ และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๗/๒๕๖๐ เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๗/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๒๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้กำหนดหลักการเกี่ยวกับเรื่ององค์ประกอบและ อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสำนักงาน คณะกรรมการสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาได้กำหนดไว้ ดังนั้นจึงเห็นควรที่จะยกเลิกองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ เนื่องจากว่ามีความแตกต่าง ไปจากกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาที่กำหนดไว้ ดังนั้นจึงเห็นควรที่จะ ยกเลิกองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการส่งเสริม สวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการบริหารองค์การค้า ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ในปัจจุบันนี้ให้กลับไปเป็นหลักการและเหตุผลตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากร ทางการศึกษาตามเดิม ประกอบกับมาตรา ๒๗๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวให้กระทำเป็นพระราชบัญญัติ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ ท่านประธานครับ สำหรับวาระที่ ๒ วันนี้ กระผม รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ กับคณะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๑/๒๕๖๑ เรื่อง การแก้ไของค์ประกอบของคณะกรรมการ มาตรฐานวิชาชีพตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ลงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑ พ.ศ. .... โดยมีหลักการดังนี้ ยกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๑/๒๕๖๑ เรื่อง การแก้ไของค์ประกอบของคณะกรรมการมาตรฐาน วิชาชีพตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ลงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑ โดยเหตุผลว่าโดยที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความ เห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และอาศัยอำนาจตามมาตรา ๒๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ได้ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๑/๒๕๖๑ เรื่อง การแก้ไของค์ประกอบของคณะกรรมการมาตรฐาน วิชาชีพตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ลงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้จนปัจจุบัน โดยผลของมาตรา ๒๗๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมไปถึงสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาและผู้บริหารเป็นไปตามพระราชบัญญัติสภาครู และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ก่อน จึงสมควรยกเลิก คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๑/๒๕๖๑ เรื่อง การแก้ไของค์ประกอบของ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ลงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑ ประกอบกับมาตรา ๒๗๙ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้การยกเลิกคำสั่งดังกล่าวให้กระทำเป็นพระราชบัญญัติ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ รวม ๓ ร่างพระบัญญัติ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต อภิปรายเพื่อขอความสนับสนุนจากเพื่อนสมาชิกให้รับหลักการร่างพระราชบัญญัติยกเลิก คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ผมนำเสนอเมื่อสักครู่นี้ ซึ่งมีจำนวน ๔ ฉบับ ร่างทั้ง ๓ นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับครู แต่หลายคนบอกว่าเป็นเพียงเรื่องของครูเท่านั้น แต่ผมอยากกราบเรียนว่าจริง ๆ แล้วมีความสำคัญต่อผู้เรียนและมีความสำคัญต่อการเตรียม พลเมืองที่ดีเพื่อไปสู่การพัฒนาประเทศ โดยปกติมีกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมวิชาชีพ แล้วก็บริหารงานบุคคลและบุคลากรที่เป็นข้าราชการ ควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพครูเป็น ๒ ฉบับ คือพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา อันนี้เป็นกฎหมายที่ใช้ควบคุม ผู้ประกอบวิชาชีพ การประกอบวิชาชีพ และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษา อันนี้ใช้ในการบริหารจัดการ ออกหลักเกณฑ์ วิธีการ กฎต่าง ๆ เพื่อบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู แต่พระราชบัญญัติสภาครูนั้นใช้บังคับสำหรับครู ในทุกสังกัด ๒ พระราชบัญญัตินี้ก็จะมีสภาวิชาชีพและคณะกรรมการที่สำคัญที่ผมจะ นำเรียนในวันนี้อยู่ ๔ คณะ ก็คือคณะกรรมการคุรุสภา ซึ่งเป็นสภาวิชาชีพของครู แล้วก็ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและ บุคลากรทางการศึกษา ซึ่งจะดูแลเรื่องของสวัสดิภาพ สวัสดิการ ซึ่งอาจจะเรียกง่าย ๆ ว่า เป็นสมาคมวิชาชีพครับ และคณะที่ ๔ คือคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการ ศึกษา ที่ย่อว่า กคศ. กฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่เราเริ่มมีการปฏิรูปการศึกษา ในปี ๒๕๔๒ แล้วก็ได้มีตราพระราชบัญญัตินี้ พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการ ศึกษานี้ในปี ๒๕๔๖ ส่วนพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรนั้นในปี ๒๕๔๗ ซึ่งคณะกรรมการทั้ง ๔ คณะนี้ ในยุคสมัยนั้นบัญญัติขึ้นตามหลักประชาธิปไตยในสถานการณ์ บ้านเมืองที่อยู่ในสถานการณ์ที่สงบสุข ปราศจากความขัดแย้งหรือขัดแย้งน้อยมาก แล้วก็ตราขึ้น โดยอาศัยหลักธรรมาภิบาล ซึ่งก็หมายถึงว่าตามหลักคุณธรรม นิติธรรม หลักความโปร่งใส ถ่วงดุล ตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผู้มีส่วนได้เสียทั้งหลายมีส่วนร่วม มีหลักความรับผิดชอบ คณะกรรมการต่าง ๆ คณะคุรุสภาก็ตาม ได้มีมติอะไรก็ต้อง รับผิดชอบกับมติที่ออกมา และที่สำคัญก็คืออาศัยหลักความคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ในการ บริหารจัดการที่เกี่ยวกับวิชาชีพครูและข้าราชการครู ซึ่งกฎหมายทั้ง ๒ นั้น แล้วก็มี ๔ คณะกรรมการที่สำคัญนั้นก็ได้สร้างความเชื่อมั่นให้บุคคลภายนอกและประชาชนได้เชื่อมั่น ในองค์กร ในวงการการศึกษาของประเทศไทย ได้ส่งเสริมประสิทธิภาพองค์กรที่มีศักยภาพ และประสิทธิภาพในการดำเนินงานให้มากขึ้น นำไปสู่การพัฒนาและส่งเสริมให้เกิดการ พัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศเรื่อยมา ต่อมาสถานการณ์บ้านเมือง ของเราก็ตกอยู่ในความขัดแย้งทางสังคมอย่างหนักหน่วง รวมทั้งวงการการศึกษาหรือวงการครู ในระยะนั้น และขณะเดียวกันก็เกิดคณะรักษาความสงบแห่งชาติขึ้นมา หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า คสช. เมื่อปี ๒๕๕๗ แล้วก็ได้ใช้อำนาจตาม มาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ นี้ ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ผมได้นำเสนอไปข้างต้นนั้นทั้ง ๔ คำสั่ง ๔ คำสั่งนี้กระทบต่อคณะกรรมการสภาวิชาชีพและคณะกรรมการอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการ บริหารจัดการ การบริหารงานบุคคลกลางของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งขออนุญาตทวนอีกครั้งหนึ่งคือ คำสั่งที่ ๑๖/๒๕๖๐ คำสั่งที่ ๑๑/๒๕๖๑ คำสั่งที่ ๗/๒๕๕๘ และคำสั่งที่ ๑๗/๒๕๖๐ คำสั่งเหล่านี้อาจจะมีความเหมาะสมในช่วงเวลาที่มีความขัดแย้งกัน ในสังคม แต่บัดนี้สถานการณ์ก็คลี่คลายลงไป แล้วเรากลับเข้ามาสู่การเลือกตั้งและกลับ เข้ามาสู่ความเป็นประชาธิปไตยและสู่ปกติมากขึ้น โดยที่คำสั่งเหล่านี้เมื่อพิจารณาแล้ว แท้จริงแล้วถ้าจะใช้ต่อไปคำสั่งเหล่านี้จะขัดต่อหลักการประชาธิปไตย และที่สำคัญคือ หลักธรรมาภิบาลที่ผมกล่าวไป จึงจำเป็นต้องทำการยกเลิกแล้วกลับนำเอาบทบัญญัติจาก พระราชบัญญัติทั้ง ๒ ที่กล่าวมานั้นกลับมาบังคับใช้ เนื่องจากว่าขณะนี้พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทของระบบการศึกษาของประเทศยังไม่ได้นำเข้า สภาผู้แทนราษฎรมาพิจารณาเลย ไม่ได้ปรับปรุงขึ้นใหม่แล้วก็ประกาศใช้ใหม่ รวมถึง กฎหมายลูกต่าง ๆ ทุกฉบับก็ยังไม่ได้ปรับปรุง กระผมและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบ แห่งชาติทั้ง ๔ ฉบับนั้น แล้วกลับไปบังคับใช้โดยพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทาง การศึกษา และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีอยู่ แต่เดิมและเกิดขึ้นในยุคสมัยที่สถานการณ์ที่สงบ แล้วก็ได้ร่างขึ้นอาศัยหลักประชาธิปไตย และธรรมาภิบาลอย่างดียิ่งครับ ผมขออนุญาตอภิปรายเพิ่มเติมเพื่อให้เห็นความแตกต่าง ของคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติทั้ง ๔ ฉบับนั้น ซึ่งจะเป็นการเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของบทที่บัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาว่าแตกต่างกับคำสั่ง คสช. นั้นอย่างไร ขอเริ่มต้นที่ คณะกรรมการคุรุสภานะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

คณะกรรมการคุรุสภา ถ้าท่านดูสไลด์นี้แล้วก็ได้กรุณาพิจารณานะครับ ในคณะกรรมการมีกลุ่มกรรมการที่เป็น ประธาน และมีกรรมการที่มาโดยตำแหน่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับแต่งตั้งโดย คณะรัฐมนตรีแล้วก็คณบดี สภาวิชาชีพจะยึดโยงกับคณบดีผู้ผลิตบัณฑิต คำว่าสภาวิชาชีพ คำว่าวิชาชีพ ผู้ประกอบวิชาชีพจะต้องสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญา แล้วผู้แทน ผู้ประกอบวิชาชีพ ตอนนี้องค์ประกอบจะเป็นอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ในช่องที่ ๒ สดมภ์ที่ ๒ ที่เขียนว่า พ.ร.บ. อันนี้ผมหมายถึงพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทาง การศึกษาว่าได้กำหนดคณะกรรมการไว้อย่างที่เห็นนะครับ แล้วในช่องถัดมา คสช. นั่นหมายถึงองค์ประกอบของคณะกรรมการคุรุสภาตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ ผมขออนุญาตอภิปรายเพียง ๓ ช่องแรก เพราะว่าช่องที่ ๓ นั้นเป็นสัดส่วนข้อมูล ของร่างที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ ซึ่งผมไม่ขออนุญาตก้าวล่วงไป ขอให้ดู ๓ ช่องแรก เราจะเห็นว่า ในคณะกรรมการคุรุสภานี้ประธานเดิมนั้นเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ว่าของ คสช. เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผมเรียนว่าสภาวิชาชีพที่มีในประเทศไทยประมาณ ๒๐ สาขาวิชาชีพ ไม่มีสภาวิชาชีพใดที่ให้รัฐมนตรีเป็นประธาน เขาจะให้รัฐมนตรีนั้นมีหน้าที่ ในการกำกับควบคุมและถ่วงดุลครับ เราจะสังเกตเห็นแพทยสภาที่มีการดำเนินการในช่วง ที่ผ่านมา มติของแพทยสภาเป็นอย่างไร ท่านรัฐมนตรีก็จะมีฐานะเป็นสภานายกพิเศษแล้วก็จะ ถ่วงดุลกัน ถ้าไม่เห็นด้วยกับมติก็ส่งคืนมาพิจารณาว่ายืนยันไหม ถ้ายืนยันก็ให้เป็นไปตาม คณะกรรมการ จะเห็นว่าถ่วงดุลกัน ถ้าดูคณะกรรมการชุดนี้ที่ คสช. ตั้ง ให้รัฐมนตรีมาเป็นประธานแล้วมันจะถ่วงดุลได้อย่างไร และกรรมการโดยตำแหน่งก็มากขึ้นอีก ซึ่งกรรมการโดยตำแหน่งนั้นเป็นผู้ที่อยู่ใต้บังคับ บัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นอกนั้นผู้ทรงคุณวุฒิไม่มีเลย ไม่ให้มี คณบดี ไม่ต้องมาเกี่ยวข้องไม่มี ผู้ประกอบวิชาชีพที่จะยึดโยงไปสู่การประกอบวิชาชีพนั้นก็ไม่มี ก็จะเห็นว่าคณะกรรมการคุรุสภาทั้งหมด ๓๙ คน สำหรับกฎหมายเดิม แล้วก็คำสั่ง คสช. มีแค่ ๑๒ คน แล้วก็นำโดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเป็นประธาน และผู้ใต้บังคับบัญชา โดยตำแหน่ง แล้วไม่มีใครอื่นเลย ถ้าอย่างนี้แล้วมันก็คือการรวบอำนาจและรวมศูนย์อำนาจ จากผู้มีอำนาจเท่านั้น การพิจารณอะไรก็จะไม่รอบคอบ ท่านประธานครับ นี่คือ คณะกรรมการคุรุสภา ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วเราก็จะเห็นว่าผลที่ออกมา การดำเนินการ ที่ออกมาก็สร้างความผิดพลาดคลาดเคลื่อน ลองผิดลองถูกอยู่เรื่อยมา เพราะฉะนั้นเราจึงขอ กลับไปใช้ ๓๙ คน ถ้ายกเลิกคำสั่ง คสช. นี้แล้วก็กลับไปใช้พระราบัญญัติ ซึ่งมีคณะกรรมการ คุรุสภารวมทั้งสิ้น ๓๙ คน ที่มีผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้แทนของผู้ประกอบวิชาชีพ ๑๙ คน เนื่องจากว่าประเทศเรามีครูหลายสังกัด หลายระดับ ใน ๑๙ คนนี้ จะมีตั้งแต่ผู้อำนวยการ เขตพื้นที่ ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู ครูเอกชน แล้วก็ครูอาชีวะ ประถม มัธยม ๑๙ คน การเป็นสภาวิชาชีพถ้าเราไปศึกษาสภาวิชาชีพอื่น ยกตัวอย่างสภาวิชาชีพที่มีความ เข้มแข็งมากคือแพทยสภา แพทยสภานี้มีจำนวน ๗๐ ท่าน เป็นผู้บริหารในระดับอธิบดี ทางด้านการแพทย์ ไม่ว่าอธิบดีกรมการแพทย์ เจ้ากรมแพทย์ทหารหรือนายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจเหล่านี้ รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิและคณบดี คณบดีมีเท่าไรเป็นกรรมการทั้งสิ้น รวมกันแล้ว ๓๕ คน ที่แพทยสภา ผู้ทรงคุณวุฒิบวกคณบดีของมหาวิทยาลัยที่จัดการเรียน การสอนคณะแพทย์ศาสตร์เป็นกรรมการแพทยสภา แล้วก็มีผู้แทนผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ หรืออาจจะเรียกว่าผู้ประกอบโรคศิลปะ ๓๕ คน เพราะแพทยสภาก็คือสภาของแพทย์ เพราะฉะนั้นก็ต้องเหมือนกับสภาผู้แทนราษฎร พวกเรานั่งอยู่ตรงนี้ก็เป็นผู้แทนราษฎร ถ้าท่านดูคณะกรรมการคุรุสภา ของ คสช. ไม่ใช่สภาของครู เป็นสภาของรัฐมนตรีว่าการ ซึ่งอาจจะเป็นตำรวจบ้าง ทหารบ้าง เป็นหมอบ้าง แล้วก็ผู้ใต้บังคับบัญชาก็เป็นคนที่อยู่ ใต้บังคับบัญชา จะมีอิสระในการคิด ในการอภิปราย ในการแสดงความคิดเห็นและลงมติ เป็นอิสระได้อย่างไร

คณะกรรมการชุดต่อไปคือคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ คณะกรรมการ มาตรฐานวิชาชีพหรือ กมว. ท่านดูองค์ประกอบก็แตกต่างกัน คือของ คสช. นั้นไม่มี ผู้ทรงคุณวุฒิ แต่มีคณบดีและผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งเดิมนั้น ๖ คน ก็ลดเหลือเพียง ๔ คน นั่นก็คือการเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมน้อยลง

สำหรับคณะกรรมการชุดต่อไปคือคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและ สวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือที่เราเรียกชื่อย่อว่า สกสค. สกสค. นี้บริหาร จัดการซึ่งเราได้ยินตัวเลขเป็นหมื่นล้าน เป็นแสนล้าน เป็นล้านล้าน แต่เงินเหล่านั้นตัวเลข เหล่านั้นไม่ใช่เงินของรัฐแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นคณะกรรมการนี้จึงควรเป็นของเขา ของครู ที่เราได้ยินบ่อย ๆ ว่าครูเป็นหนี้ ๑.๔ ล้านล้าน อันนั้นก็เป็นเรื่องของเขา ซึ่งคณะกรรมการนี้จะต้องไปพิจารณาหาทางช่วยเหลือ รวมทั้งที่เราได้ยินว่ามีกองทุนพิเศษ ของผู้กู้ตามโครงการ ชพค. กับธนาคารออมสิน มีกองทุนถึงยอด ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท นั่นก็เกิดจากดอกเบี้ยของครูผู้กู้ไม่ใช่เงินของรัฐแต่อย่างใด ขอเรียนเพิ่มนิดหนึ่งเรื่องตัวเลข งบประมาณที่รัฐให้กับ สกสค. ปีหนึ่งเพียง ๑๐๐ ล้านบาท เป็นเงินเดือนของเจ้าพนักงาน ในส่วนกลางเท่านั้น ส่วนที่อยู่รายจังหวัดนั้นก็ยังใช้กองทุนที่มาจากดอกเบี้ยเงินกู้ของ ข้าราชการครูเหล่านั้น เพราะฉะนั้นคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ไปเปลี่ยน เดิมทีคือท่านปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน ซึ่งก็มีความเป็นครูอยู่ก่อนแล้ว ท่านก็มา เปลี่ยนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานแทน แล้วกรรมการตำแหน่ง ก็เพิ่มขึ้น ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิท่านก็ไม่ให้มี ผู้ประกอบวิชาชีพไม่ให้มี มาบริหารจัดการ เงินของเขา หนี้ของเขา แต่ไม่ให้พวกเขามามีส่วนร่วม นี่คือแนวคิดของคณะรักษาความสงบ แห่งชาติที่เป็นแนวคิดอำนาจนิยม ต้องการอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ห้ามไม่ให้ใครมีส่วนรู้เห็น ไม่ให้พูด ไม่ให้ได้ยินอะไรทั้งสิ้น สกสค. ตามพระราชบัญญัติเดิม ๒๓ คน แต่ คสช. ๙ คน แล้วก็มีรัฐมนตรีกับผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้นท่านประธานครับ

คณะกรรมการชุดสุดท้าย ที่ผมจะอภิปรายที่เกิดจากการออกคำสั่งคือ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือชื่อย่อว่า ก.ค.ศ. คณะกรรมการ ชุดนี้จะมีหน้าที่คล้ายเป็นนิติบัญญัติของประเทศ เป็นนิติบัญญัติของครูที่จะออกมาตรฐาน กำหนดตำแหน่ง หลักเกณฑ์วิธีการในการเลื่อนยศ ปลด ย้าย การบรรจุแต่งตั้ง การลงโทษ ทางวินัยอะไรทั้งหลาย โดยออกหลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการทั้งหลาย การได้มาซึ่งผู้บริหาร ทุกตำแหน่ง การบรรจุแต่งตั้งครูผู้ช่วย การเลื่อนวิทยฐานะทั้งหลาย การส่งเสริมและพัฒนา ความก้าวหน้าของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เรียกว่า ก.ค.ศ. แต่ว่าครูที่อยู่ ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการนี้คือข้าราชการครู ซึ่งวันนี้มีอยู่ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าคน แต่ถ้าครูทั่วไปที่ยังถือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพประมาณ ๑ ล้านคน เมื่อดูองค์ประกอบ เดิมทีนั้นคณะกรรมการข้าราชการครูเราเข้าใจ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานถูกต้องแล้ว แล้วก็มีปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นรองประธาน คำสั่ง คสช. ได้กำหนดให้ผู้บริหาร โดยตำแหน่ง กฎหมายเดิม ๘ คน คสช. ให้ ๑๐ คน ใน ๑๐ คนนั้นมีรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ๑ หรือ ๒ คน แล้วแต่คณะรัฐมนตรีชุดนั้นจะกำหนดให้มี แล้วผู้ทรงคุณวุฒิของเก่าเดิมมีถึง ๙ คน แต่ คสช. สั่งให้เหลือแค่ ๓ คน ส่วนผู้แทนผู้ประกอบ วิชาชีพหรือผู้แทนข้าราชการครูซึ่งมีความหลากหลาย หลายระดับ หลายสังกัดการศึกษา ทั้ง สพฐ. ที่เป็นมัธยมศึกษา ประถมศึกษา อาชีวศึกษา กศน. เหล่านั้น หรือวันนี้เป็น สกร. กรมส่งเสริมการเรียนรู้ อันนี้ก็จะมาเป็นกรรมการตรงนี้ด้วย เพื่อให้เกิดการยึดโยง พวกเขา เหล่านี้อยู่ภายใต้คณะกรรมการที่เป็นธรรมาภิบาล พวกเขาจะมีความรับผิดชอบ มีความเป็น เจ้าของ เขาจะสะท้อนปัญหาต่าง ๆ ในการปฏิบัติหน้าที่การเป็นครู เป็นข้าราชการครู ของพวกเขา เขาจะสะท้อนปัญหาอุปสรรคทั้งหลายในการทำงาน เขาจะสะท้อนผลกระทบ จากมติต่าง ๆ ของคณะกรรมการชุดเหล่านี้ เขาจะสื่อสารว่าตอนนี้ทางคณะกรรมการจะมี การเปลี่ยนแปลงอะไร เขาจะสื่อสารว่ามติ เงื่อนไข หลักเกณฑ์ต่าง ๆ เป็นอย่างไร ซึ่งเป็น เรื่องที่มีประโยชน์ทั้งนั้น รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง ๙ คน ก็ครอบคลุมทุกด้าน เราต้องอาศัย ประสบการณ์ของท่านเหล่านั้นมาช่วยกัน ๓๑ คน ในพระราชบัญญัติ แต่คำสั่ง คสช. เหลือแค่ ๑๓ คน ในขณะที่ท่านให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ ๑-๒ คน มาเป็นกรรมการด้วย แล้วไม่มีผู้ประกอบวิชาชีพ คสช. ในช่องที่ ๓ แล้วก็มีรัฐมนตรีและมีรัฐมนตรีช่วยว่าการ ถ้าอย่างนี้แล้วการถ่วงดุลอำนาจเป็นไปไม่ได้ อำนาจทางการเมืองก็สามารถที่จะไปครอบงำ และไปแทรกแซงได้ รวมทั้งคณะกรรมการต่าง ๆ ที่ผมเล่ามา ที่ผมนำเรียนมานะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงเสนอว่าจะต้องกลับไปเป็นพระราชบัญญัติเดิมนั้น

ท่านประธานครับ จากที่ผมอภิปรายมาทั้งหมดจะเห็นว่าคำสั่งหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติทั้ง ๔ คำสั่งนั้นจึงควรยกเลิกไป แล้วกลับไปใช้พระราชบัญญัติ สภาครูและบุคลากรทางการศึกษาและพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษา จะได้มีคณะกรรมการที่เป็นไปตามหลักการของประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล กลับคืนมา ซึ่งครูเขาเรียกร้องว่านี่จะเป็นการคืนคุรุสภาซึ่งเป็นสภาวิชาชีพของพวกเขา ให้กับพวกเขา คืนองค์คณะบุคคลที่มีการบริหารจัดการข้าราชการครู นำไปสู่การที่พวกเขา มีส่วนร่วมอันจะนำไปสู่การเป็นครูที่อยู่ในสังคมการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และจะส่งผลให้ผู้เรียน มีศักยภาพ สามารถสร้างชาติบ้านเมืองให้มีความสามารถในการแข่งขันกับนานาชาติได้

ท่านประธานที่เคารพ ขอเรียนว่าร่างของพรรคประชาชนที่ขอยกเลิกคำสั่ง ดังกล่าวนี้ แล้วก็กลับไปใช้พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาและพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามเดิมก่อน ก็เพราะในสังคมไทยนี้ ยังไม่ตกผลึกแทบทุกประการของการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา โดยเฉพาะโครงสร้าง ในการบริหารจัดการก็ยังไม่ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แต่ที่สำคัญคือพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ ผมขออนุญาตเน้นย้ำอีกทีหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บท พรรคประชาชนและ พรรคอื่น ๆ ได้ร่างเสร็จแล้วเมื่อเกือบ ๒ ปีที่แล้ว แล้วก็เสนอเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎร ผ่านการขอความคิดเห็นจากประชาชนตามมาตรา ๗๗ แล้ว แล้วก็ไปอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎรให้ส่งไปที่คณะรัฐมนตรีร่วมปีกว่า ๆ แล้ว แต่ว่าไม่ได้ส่ง กลับคืนมา ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นแม่บทยังไม่ได้นำเข้ามาพิจารณาในสภาเลย นั่นคือไม่ได้ แก้ไขหรือปรับปรุงอะไรเลย เพราะฉะนั้นแล้วเรายกเลิกคำสั่งแล้วกลับไปใช้พระราชบัญญัติ ซึ่งเป็นกฎหมายลูกของกฎหมายแม่บทฉบับนั้น เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วก็กลับมาแก้ มาปรับปรุงพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติและพระราชบัญญัติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องพร้อมกัน ถ้าอย่างนี้แล้วทุกส่วนทุกฝ่ายประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ซึ่งวันนี้เราบอกว่าผลของการ เรียนรู้ระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นระดับใด ระบบใดจะตกต่ำ แล้วก็จากการประเมินผลนักเรียนนานาชาติหรือโครงการ PISA นั้นก็เห็นว่าที่ผ่านมาที่สอบ ล่าสุดในปี ๒๐๒๒ ก็พบว่าคุณภาพตกต่ำที่สุดในรอบ ๒๐ ปี เพราะฉะนั้นเรากลับมาตั้งหลัก กันอีกทีหนึ่งนะครับ ให้ครูเขาได้ดูแล ครูได้มีส่วนร่วมเข้ามาตามที่บัญญัติไว้ครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณมากครับ