สมศักดิ์ เทพสุทิน อภิปรายสรุปการผลักดัน พ.ร.บ. อสม. โดยชี้แจงที่มาตั้งแต่ปี ๒๕๒๐ และแก้ไขความเข้าใจผิดเรื่องมติ ครม. จ่ายค่าป่วยการ พร้อมเสนอให้ใช้ อสม. ในการแก้ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ผ่านโครงการนับคาร์โบไฮเดรตเนื่องจากบุคลากรและเครื่องมือยังไม่เพียงพอ
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ขออนุญาตได้ อภิปรายสรุป ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรคการเมืองที่ได้ เสนอกฎหมายร่วมเพื่อให้พิจารณา พ.ร.บ. ของ อสม. ในครั้งนี้ ซึ่งกระผมได้พยายามอย่างยิ่ง ในการดำเนินการในเรื่องทำให้กฎหมายนี้ได้เข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร ผมต้องเรียนว่า ความเป็นมาของ อสม. นี้มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ผ่านบุคคลสำคัญหลาย ๆ ท่าน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องให้เกียรติท่านศาสตราจารย์ เรือโท นายแพทย์ยงยุทธ สัจจวาณิชย์ ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในครั้งนั้นที่มีมติให้นำร่อง อสม. ใน ๒๐ จังหวัด จังหวัดละ ๑ อำเภอ อำเภอละ ๑ ตำบล แล้วก็มีพัฒนาการมาเรื่อย ๆ และผ่านท่านนายกรัฐมนตรีมาหลายท่าน ท่านชวน หลีกภัย ท่านอภิสิทธิ์ ท่านทักษิณ ชินวัตร ท่านยิ่งลักษณ์ แล้วสิ่งสำคัญที่สุดที่จุดเริ่มต้นที่รัฐมนตรีสาธารณสุข ศาสตราจารย์ เรือโท นายแพทย์ยงยุทธ สัจจวาณิชย์ นั่นก็คือท่านนายกรัฐมนตรีที่ท่านเป็นองคมนตรี ท่านธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ดังกล่าวตรงนั้น ก็มีส่วนถูกส่วนผิด ในส่วนที่ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กรุณากล่าวถึง ต้องเรียนว่าท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ก็เป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งที่ทำให้เกิดมติคณะรัฐมนตรีเมื่อมีนาคม ๒๕๖๖ ในเรื่องค่าป่วยการ ของ อสม. แต่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก็ได้พูดเกินเลยว่าเป็นมติคณะรัฐมนตรีหรือ การจ่ายเงิน ๒,๐๐๐ บาท ที่เป็นค่าป่วยการในตุลาคมปี ๒๕๖๗ ซึ่งผมขอเรียนว่าไม่ใช่ เงินค่าป่วยการตรงนี้ได้ดำเนินการมาสมัยท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ท่านรัฐมนตรี ชลน่าน ศรีแก้ว ท่านได้ดำเนินการในการดำเนินการนำเข้า ครม. และดำเนินการ เพราะการ จ่ายค่าป่วยการนี้ไม่ได้เป็นกฎหมาย จำเป็นต้องเป็นมติคณะรัฐมนตรีแล้วมากดปุ่มจ่าย ๒,๐๐๐ บาท แล้วตกเบิก พอดีผมเข้าไปเป็นรัฐมนตรีได้ ๑ สัปดาห์ แต่การเตรียมงานนั้น ท่านชลน่าน ศรีแก้ว ท่านเตรียมไว้อย่างดียิ่ง ตรงนี้ต้องขอขอบคุณ อยากจะกราบเรียนให้พี่น้องประชาชนหรือผู้คนได้เข้าใจว่าการทำงาน เกี่ยวกับ อสม. นั้นมีความเกี่ยวข้องมามากมายหลายส่วน เราเริ่มร่าง พ.ร.บ. อสม. เมื่อเรา เริ่มร่าง อสม. ก็มีเครดิต เดิมทีเดียว อสม. กู้ ธ.ก.ส. ได้ ๒๐,๐๐๐ บาท แต่พอมีข้อมูลในการ ดำเนินการมาเป็นร่าง พ.ร.บ. เข้ามา แล้วพัฒนามาถึงร่าง พ.ร.บ. เข้า ครม. ก็สามารถกู้เงิน ได้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท คือพัฒนาการที่ได้เห็น ได้ดำเนินการมาตรงนี้ และสิ่งสำคัญที่สุดท่าน สมาชิกหลายท่านได้พูดถึงหมอคนแรก และได้พูดถึงโควิดที่เกิดขึ้น ในส่วนต่าง ๆ เหล่านั้น ประเทศไทยได้ใช้บริการของ อสม. ได้ผลและดำเนินการ ในส่วนของการดำเนินการที่ผม เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผมเห็นปัญหามากเลย ปัญหาที่เห็น ก็อยากจะเล่าให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบโดยทั่วกันว่าปัญหาโรคไม่ติดต่อ เรื้อรังคือโรคที่เกิดจากการบริโภค เกิดจากการกินคาร์โบไฮเดรต แป้งและน้ำตาลมากเกินไป ทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลอดเลือดเมื่อเกิดการอักเสบแล้วมีแคลเซียมเข้าไป เกาะในหลอดเลือดตีบตัน เสียชีวิต ปีหนึ่งเป็น Stroke ๒๐๐,๐๐๐ คน Stroke ก็เกิดจากการ บริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้อง ตรงนี้เราจะใช้บริการของนายแพทย์ที่จะมาอธิบายความให้กับ ประชาชนคนป่วยในเรื่องของการบริโภคไม่สำเร็จหรอกครับ เพราะการอธิบายทำความเข้าใจ ให้กับผู้คนที่จะบริโภคอาหารให้ถูกหลักหรือถูกสูตรที่จะทำให้เกิดพลังงานในแต่ละวันนั้น ซึ่งพลังงานโดยคนปกติแล้วบริโภคคาร์โบไฮเดรตเป็นพลังงาน ๔๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่า ถ้าคนป่วยหรือคนที่อ้วน นับตั้งแต่คนอ้วน คนเป็นเบาหวาน เป็นความดัน เป็นโรคไต เป็นมะเร็ง ปัญหาสุขภาพจิตทั้งหลายตรงนี้ถ้าหากว่าบริโภคเกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของ คาร์โบไฮเดรตที่ทำให้เกิดพลังงานต่อวันแล้วมันเป็นปัญหามากมายที่สุด ผมเห็นปัญหาตรงนี้ ก็เลยแก้ปัญหาโดยการที่ให้ อสม. มานับคาร์บ คาร์บคือคาร์โบไฮเดรต จะต้องบริโภค คาร์โบไฮเดรตไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ในแต่ละวันถ้าหากว่าเป็นคนป่วย ป่วยนับตั้งแต่อ้วน เบาหวาน ความดัน โรคไต แล้วโรคมะเร็ง ในส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่นับโรคอ้วนและไม่นับ สุขภาพจิต ก็มีคนป่วย NCDs หรือโรคที่เกิดจากบริโภคคาร์โบไฮเดรตมากเกินไปนั้น ๒๒ ล้านคน เราจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องหาคนที่เข้าใจในเรื่องของปริมาณอาหารที่กินแต่ละวันนั้น บอกกับพี่น้องประชาชน ก็ได้หลักคิดแนวทางจากนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายว่าเราใช้ บริการของ อสม. ได้ เพราะในช่วงของโควิดเราก็ใช้บริการของ อสม. และสำเร็จ และบัดนี้ เราสามารถให้คนไทยได้เรียนรู้ในการนับคาร์บ ในการบริโภคคาร์โบไฮเดตถึง ๔๒,๕๒๓,๕๗๑ คน ในการนับคาร์บนี้ถ้าเราคิดทางอ้อม ในเรื่องของการดำเนินการขณะนี้เครื่องมือในการใช้ คำนวณคาร์บหรือดูแล บริหารเกี่ยวกับเรื่องของโรค NCDs ตรงนี้ยังไม่เพียงพอ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติในสภานี้ได้อภิปรายว่า NCDs เป็นนโยบายหลัก ทำไมใช้งบประมาณน้อย ผมยังจำได้นะครับเพราะว่าเราเพิ่งดำเนินการมาในระยะเวลาไม่ถึงปีในเรื่องของ NCDs แต่เราก็นับคาร์บไปแล้วได้ ๔๒ ล้านคน ผมได้ประกาศให้รางวัล อสม. ไว้ว่าถ้านับคาร์บรวมกันแล้วครบ ๔๐ ล้านคนเมื่อไรจะให้ รางวัลโดยการเพิ่มเติมในการตรวจสุขภาพ จากเดิม อสม. ได้ตรวจสุขภาพ ๕ ด้าน ความ สมบูรณ์ในเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด ตรวจไวรัสตับอักเสบ B คัดกรองมะเร็งลำไส้ คัดกรอง มะเร็งปากมดลูก ได้รางวัลในการดำเนินการก่อนที่ผมมาดำรงตำแหน่งนี้ ๕๘๕ บาท หลังจาก นับคาร์บ สอนประชาชน ผู้คนที่ดูแลอยู่นั้นนับคาร์บได้ เพิ่มได้เป็น ๔๐ ล้านคน เราก็เพิ่ม ให้สิทธิในการตรวจสุขภาพร่างกายเพิ่มอีก ๕๒๐ บาท ทำอะไรบ้างครับ สิ่งที่ทำคือเอกซเรย์ ปอด ๑๗๐ บาท ตรวจปัสสาวะ ๕๐ บาท ตรวจไขมันในเลือด ๒๐๐ บาท ตรวจค่าไต ๑๐๐ บาท เพิ่มอีก ๕๒๐ บาท รวมเป็น ๑,๑๐๕ บาท ซึ่ง Kick Off ในการตรวจสุขภาพให้ หมอทุกโรงพยาบาล แล้วก็ อสม. ได้รับทราบ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานี้เองที่ผมไปดำเนินการ Kick Off ตรงนี้เราดำเนินการเรียบร้อยไปแล้ว ในส่วนของการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องของ การรักษา NCDs โดยทางตรง ในทางตรงตอนนี้เมื่อเรานับคาร์บได้แล้วเราก็สามารถลด เข้าคลินิกหรือคลินิกโรงเรียนเบาหวาน เราดำเนินการได้ในส่วนของผู้คนที่เขาเชื่อแล้วเข้าไป ในคลินิกเบาหวาน ๓๑๕,๗๕๕ คน เราลดค่าใช้จ่ายทางตรงเลยครับ คือบางท่านบางคนลด ยา บางคนก็หยุดยาได้เลย หยุดยาเบาหวานพวกนี้ ลดเงินทางตรงได้ไป ๘๒๓ ล้านบาท เห็นไหมครับ เมื่อสักครู่นี้ผมได้เรียนท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกว่าคนเป็น NCDs ทั้งหมด ๒๒ ล้านคน ถ้าเราไม่นับอ้วน ไม่นับสุขภาพจิต ๒๒ ล้านคน ผมคิดเป็นบัญญัติไตรยางศ์แล้ว ถ้าเข้าโครงการทั้งหมดของคนที่เป็น NCDs ตรงนี้ จะลดเงินได้ถึง ๕๗,๔๐๐ ล้านบาท เห็นไหมครับ ถ้าเราลดเงินตรงนี้ได้แล้วทำอย่างไรครับ ผมเห็นใจและเข้าใจรัฐบาลดีนะครับ ว่าไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล ท่านนายกอนุทินมาเป็นรัฐบาลก็ต้องใช้จ่ายงบประมาณมาก ถ้าใครมาเป็นรัฐบาลก็ต้องใช้เงินมาก แต่สิ่งที่ผมได้ดำเนินการไปตรงนี้ผมมั่นใจว่า ลดค่าใช้จ่ายได้และใน พ.ร.บ. ของเรา ท่านดูที่มาตรา ๔๘ ครับ สนับสนุนการทำงานให้มี บัญชีเงินนอกงบประมาณ ในส่วนต่าง ๆ ตรงนี้เมื่อสักครู่นี้ที่ผมให้ดูว่า ๒๒ ล้านคน ที่เป็น NCDs เราสามารถลดค่าใช้จ่ายงบประมาณที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ การรักษา NCDs ใช้เงินถึง ๗๙,๕๓๗ ล้านบาท งบประมาณในปี ๒๕๖๗ เพราะฉะนั้นมันลดลงมาได้ แล้วเงินที่เรามีบัญชี เงินนอกงบประมาณ มาตรา ๔๖ เราสามารถที่จะดำเนินการได้ ผมอยากบอกท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถ้าอยากช่วย อสม. จริงแล้วเงินที่ใช้จ่ายในเรื่องของ NCDs มันลดลงจากการสอนให้นับคาร์บของ อสม. เราต้องมาช่วยกันทำอย่างไร แบ่งสัดส่วน แบ่งปันผลประโยชน์ตรงนี้เข้ามาสู่บัญชีเงินของ อสม. ซึ่งดำเนินการในกฎหมายฉบับที่เรา กำลังร่วมกันพิจารณาตรงนี้ ผมมั่นใจครับ สิ่งที่เราจะทำต่อไปนั้นหากว่าเราไม่สามารถเพิ่ม ค่าบริการขึ้นไปได้โดยตรงจากเงินงบประมาณ เรามาเอาเงินทางอ้อมที่เราลดค่าใช้จ่ายได้ตรงนี้ ผมก็ขอเรียนเป็นแนวทางของการดำเนินการของการบริหารงานที่ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด และประหยัดงบประมาณของประเทศไทย ผมขอสรุปเพียงเท่านี้ว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็น พ.ร.บ. ที่ทำมาด้วยความตั้งใจ และเป็นแนวทางของการแก้ปัญหาในด้านอื่น ๆ ซึ่งจะเป็น รูปแบบของการบริหารราชการแผ่นดินที่ดีต่อไป ขอขอบคุณครับท่านประธาน