อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด พูดถึงการสร้างสันติสุขจากประสบการณ์ของ 5 ประเทศที่สามารถก้าวออกจากความขัดแย้งได้ และส่งเสริมให้ประเทศไทยใช้เครื่องมือและกระบวนการนั้นในการสร้างสังคมแห่งสันติสุข
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมมี Model ความสำเร็จจาก ๕ ประเทศที่เขาใช้เป็น เครื่องมือในการก้าวออกจากความขัดแย้งเป็น Model ที่ถือว่าเป็นกรณีระดับ World Class เป็นเคสระดับตำนาน วันนี้ถ้าเราพูดเรื่องของการสร้างสันติสุข สันติสุขจะเกิดได้ไม่ได้ หมายความว่าประเทศนั้นต้องไม่มีความขัดแย้ง แต่สันติสุขเกิดได้เกิดจากการยอมรับว่ามันมี ความขัดแย้ง มีความเห็นต่างในสังคม แต่เขาเรียนรู้เพื่อจะแสวงหาแนวทางในการอยู่ร่วมกัน อย่างสันติวิธี เราไปดู ๕ Model ที่เป็นต้นแบบของโลก ความจริงเพื่อนสมาชิกหลายท่าน พูดเรื่องแอฟริกาใต้ครับ ประเทศนี้มีความขัดแย้งแบ่งแยกเรื่องสีผิวครับ ทะเลาะกันมาหลายสิบปี แต่ว่า เนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) ก็เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อจะยอมรับความจริง และการปรองดอง หัวใจสำคัญที่แอฟริกาใต้ก้าวข้ามความขัดแย้งคือการยอมรับความเห็นต่าง ในสังคม ยอมรับที่จะมีการพูดคุยกัน เน้นการฟื้นฟูเยียวยามากกว่าการตัดสินลงโทษ เน้นการแสวงหาความจริงในอดีตมากกว่าความพยายามในการมุ่งเอาผิดจากสถานการณ์ ที่ผ่านมา นั่น Model แบบแอฟริกาใต้ ประเทศที่ ๒ ไปดูแบบรวันดาครับ เขามีเหตุความ ขัดแย้งเกิดกรณีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในปี ๑๙๙๔ เขาออกจากความขัดแย้งโดยการตั้งศาลชุมชน แบบดั้งเดิม เปิดพื้นที่ในการเจรจา เปิดใจในการรับฟังความเห็นต่างของทุกกลุ่มทุกเผ่าพันธุ์ เขาลดคดีความคั่งค้างที่รออยู่ในศาลจำนวนมากให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เขาอาศัยพลังของ ชุมชน พลังภาคประชาสังคมในการแสวงหาทางออกที่จะนำไปสู่สันติสุขได้ร่วมกัน นั่นก็เป็น ความสำเร็จครับ Model ที่ ๓ ไปที่ไอร์แลนด์เหนือ ดูเหมือนจะเป็นประเทศที่ไม่มี ความขัดแย้งครับ แต่กว่า ๓๐ ปี ทะเลาะหรือเห็นต่างกันในเรื่องของการเลือกนับถือศาสนา ในนิกายที่แตกต่างกัน แต่ที่สุดเขาก็ไปเจอเครื่องมือข้อตกลงที่เรียกว่า Good Friday ในปี ๑๙๙๘ เขาใช้พลังเครือข่ายทางสังคม ใช้การจับคู่ขัดแย้ง และเอาทุกส่วนมาเจรจา ทั้งบนโต๊ะและหารือ เพื่อจะแสวงหาแนวทางในการก้าวออกจากความขัดแย้งร่วมกัน Model นี้เขาไปคุยกลุ่มติดอาวุธ ไปคุยกับพรรคการเมือง ไปคุยแม้กระทั่งรัฐบาลอังกฤษ พรรคการเมืองในไอร์แลนด์เหนือ และเน้นการเจรจาแบบมีตัวกลางและการยอมรับความมี ตัวตนของฝ่ายที่มาร่วมโต๊ะเจรจา Model ที่ ๔ เป็น Model จากโคลัมเบีย เขาขัดแย้งต่อสู้ กับกลุ่มกองโจร สู้กันมา ๕๐ กว่าปี ที่สุดไปได้ข้อสรุปสันติภาพในปี ๒๐๑๖ โดยรัฐบาล ยอมรับให้มีการเจรจาและเปิดกระบวนการยุติธรรมให้สามารถตรวจสอบได้ เขาเปลี่ยนผ่าน ความขัดแย้งสู่สันติภาพและมีมาตรการสนับสนุนฟื้นฟูให้อดีตกองโจรได้กลับมาเป็นผู้ร่วม พัฒนาสังคม Model ที่ ๕ ไปที่ฟินแลนด์ ประเทศนี้ต้นแบบการศึกษา เขาสร้างสันติสุข แบบปลูกฝังวัฒนธรรมสันติผ่านระบบการศึกษา ผ่านโครงข่ายการสร้างสังคมองค์กร ส่งเสริม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้สังคมมีความเคารพกัน นี่อย่างไรฟินแลนด์เลยเป็นต้นแบบของ ประเทศที่มีรูปแบบการศึกษาที่นำไปสู่การสร้างสันติสุข กล่าวโดยสรุป เราได้อะไรจาก ๕ Model ๕ ประเทศนี้ ๑. จะไปสู่สังคมสันติสุขนั้นทุกฝ่ายต้องยอมรับความจริงและยอมรับ ว่าทุกส่วนนั้นสามารถผิดพลาด ทุกคนมีอดีตที่เจ็บปวดได้แต่เราต้องซื่อสัตย์ต่อการแก้ไข ปัจจุบันเพื่อนำไปสู่อนาคตที่ดีกว่า บทสรุปข้อที่ ๒ จะสร้างสังคมสันติสุขนั้นต้องสร้างพื้นที่ เจรจาที่ปลอดภัย แล้วก็มีคนกลางที่เป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน ๓. ใช้พลังชุมชน พลังสังคมในการเยียวยาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และผู้ได้รับผลกระทบนั้นต้องได้รับการฟื้นฟู ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม ประการที่ ๔ เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนนั้นสามารถกลับมา เป็นผู้ร่วมพัฒนาประเทศหรือผู้ร่วมพัฒนาสังคมโดยไร้เงื่อนไขหรือมีเงื่อนไขให้น้อยที่สุด ประการที่ ๕ ประเทศที่จะนำไปสู่การสร้างสันติสุขหรือสันติภาพนั้นต้องลงทุนในเรื่องของ ระบบการศึกษา ต้องลงทุนในการสร้างวัฒนธรรมและส่งเสริมความภาคภูมิใจใน ประวัติศาสตร์ของชนชาติตัวเอง นั่นเป็น ๕ Model จาก ๕ ประเทศ และเป็น ๕ ข้อสรุป หันกลับมาครับ เหลียวหลังแลโลกแล้วมาดูประเทศไทย ถ้าประเทศไทยจะไปสู่สังคม แห่งสันติสุข เราต้องมีความกล้าหาญในการเปิดพื้นที่ เปิดใจ เปิดหูในการรับฟัง และเราต้อง กล้ายอมรับและกล้าที่จะให้อภัยโดยปราศจากเงื่อนไขหรือมีเงื่อนไขให้น้อยที่สุด และเราต้อง เชื่อมั่นในเครื่องมือและกระบวนการที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เพราะสุดท้ายสันติสุขนั้น ไม่ได้อยู่ที่การคิดเหมือนกัน แต่อยู่ที่การเคารพในความเห็นที่แม้จะต่างกัน ขอบคุณครับ