สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๘

วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ หารือเรื่องการเสนอพ.ร.บ. ฉบับนี้ และเรียกร้องการพูดความจริง พูดความจริงกับพี่น้องประชาชนทุกคนในประเทศไทย และแสดงความรับผิดชอบ โดยการขอโทษว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเสนอเข้ามาในสภาแห่งนี้ตั้งแต่แรก และยืนยันว่าจะไม่เดินหน้าเรื่องนี้ต่อไปอีก

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สตูล

ได้ครับ ท่านประธานครับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ สำหรับผมเองผมถือว่าเป็น พ.ร.บ. ที่มีความสำคัญกับรัฐบาลเป็นอย่างมาก ซึ่งถูกเสนอมาโดยคณะรัฐมนตรีในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาเข้ามาพิจารณาในสภาแห่งนี้ ผมก็เลยอยากจะขอรบกวนเวลาสภาสัก ๕ นาที ในการที่จะให้คำแนะนำรวมไปถึงฝาก ความคิดเห็นไปยังคณะรัฐมนตรีทุกท่าน วันนี้สิ่งที่คณะรัฐมนตรีหรือว่ารัฐบาลควรจะต้องทำ คือการพูดความจริง พูดความจริงกับพี่น้องสมาชิกที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ พูดความจริงต่อ พี่น้องประชาชนทุกคนในประเทศไทย ย้อนกลับไปเมื่อประมาณเดือนเมษายน คณะรัฐมนตรี ได้มีการเร่งรัดทุกวิถีทางเพื่อที่จะเอากฎหมายฉบับนี้เข้ามาพิจารณาในสภา ณ ขณะนั้นก็ต้อง บอกว่าทำในช่วงที่มีคำวิพากษ์วิจารณ์ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ทำไมผมถึงบอกว่า มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เยอะ ไปดูได้เลย ไปดูผลสำรวจ ไปดู Poll ไปดูข้อมูลที่มีการสำรวจ ออกมาได้ ไม่ใช่แค่คนกลุ่มน้อยหรือคนบางกลุ่มเท่านั้น ผลที่ออกมาที่ไม่เห็นด้วยตอนนั้น ๖๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำไป ซึ่งผมถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากและแทนพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศได้ แต่ ณ ขณะนั้นรัฐบาลก็บอกว่าได้มีการพูดคุยได้มีการทำความเข้าใจกับ พี่น้องประชาชนแล้ว แล้วบอกว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ ควรที่จะต้องเอามา พิจารณาเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้กับประเทศ นั่นคือสถานการณ์ ณ ตอนนั้น เมื่อบรรจุ วาระเข้ามา แน่นอนระเบียบคือว่าพอบรรจุเข้ามาก็ต้องไปต่อท้าย ปัญหาคือมันไม่ทันใจ มันช้าจังเลย ไปอยู่ท้ายนี่กว่าจะได้พิจารณาบางทีเผลอ ๆ อีกเป็นปี ทำอย่างไรก็ต้องเลื่อน ก็เลื่อนระเบียบวาระ ในวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๘ ผมเชื่อว่าทุกท่านจำวันนี้ได้ดี เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ในพม่าและส่งผลกระทบรุนแรงมายังประเทศไทย หลังจากนั้นเราได้มี การเปิดประชุมสภากัน ในขณะที่ทุกคนกำลังตกใจ ทุกคนกำลังกลัว ทุกคนกำลังโกลาหลกับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมก็นับถือใจที่ท่านยังเสนอที่จะเลื่อน พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้นมาพิจารณา เป็นอันดับ ๑ จากท้ายแถวขึ้นมาอยู่หัวแถว ท่านก็ใช้ทุกวิถีทางกระเสือกกระสนที่จะเอา ขึ้นมาจนสุดท้ายเอาขึ้นมาได้ ผมก็เลยบอกว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้มีความสำคัญจริง ๆ แต่สำคัญ สำหรับท่าน ไม่ได้สำคัญสำหรับพวกผม ไม่ได้สำคัญสำหรับพรรคภูมิใจไทย และไม่ได้สำคัญ สำหรับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ เพราะพวกเราไม่ได้อยากได้ วันนี้ท่านบอกว่าท่านจะถอน สาเหตุหนึ่งที่ท่านบอกก็คือว่าพี่น้องประชาชนบ้างกลุ่ม ยังไม่เข้าใจต้องทำความเข้าใจเพิ่ม อ้าว ไม่เข้าใจอีกแล้ว พอทีตอนจะเอาเข้านี่เข้าใจดี ดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ สนับสนุนเต็มที่ วันนี้ไม่เข้าใจแล้ว นี่คือการบริหารประเทศ ไม่ใช่ การเล่นขายของที่นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ อยากจะเข้าก็เข้า อยากจะออกก็ออก สิ่งที่ท่าน ต้องยอมรับก็คือว่าวันนี้ถ้าท่านคำนึงถึงพี่น้องประชาชนจริง ๆ แล้วท่านถอน ท่านจะไม่ถอน ในวันนี้ ท่านจะต้องถอนก่อนหน้านี้มาตั้งนานแล้ว เพราะตลอดระยะเวลา ๔-๕ เดือนที่ผ่านมา มีเสียงคัดค้านอย่างหนาหูมาโดยตลอดครับ ท่านจะไม่ได้มาถอนในวันนี้ แต่ท่านต้องยอมรับ ว่าที่ท่านถอนในวันนี้ก็แค่เรื่องของการเมือง เพราะท่านกลัวที่จะโหวตแพ้เท่านั้นล่ะครับ ทุกท่านที่นั่งอยู่ในห้องนี้รู้ดีครับว่าวันนี้เสียงในฟากฝั่งของรัฐบาลไม่ได้มีเสถียรภาพอย่าง ในอดีต อย่าว่าแต่การโหวตกฎหมายสำคัญเลยครับ แค่การรักษาองค์ประชุมที่ทำให้ การประชุมดำเนินต่อไปได้ เปิดมาครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาโดน Test ระบบ ระบบล่ม ปิดประชุม แล้วจะหวังอะไรกับกฎหมายที่สำคัญ และที่สำคัญก็ยังมีพี่น้องสมาชิกที่อยู่ ในฟากฝั่งรัฐบาลหลายท่าน ตัวเองก็อยากจะเป็นรัฐบาลล่ะครับ อยากจะกอดเก้าอี้เอาไว้ แต่ถามว่าพร้อมจะโหวตให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้หรือเปล่า ก็ไม่พร้อม บางพรรคเองถึงขนาดว่า ออกแถลงการณ์มาบอกว่าไม่เห็นด้วยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นนี่คือสาเหตุที่ทำไมท่านถึงกลัว ในการที่จะนำ พ.ร.บ. ฉบับนี้เข้ามาไม่ให้โดนตัดหัว ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้รัฐบาล ควรที่จะต้องยอมรับความจริง ยอมที่จะพูดความจริงกับพี่น้องประชาชน สาเหตุอะไรที่ท่าน ถอนออกไป เอาสาเหตุจริง ๆ นะครับ และที่สำคัญท่านควรที่จะต้องแสดงความรับผิดชอบ โดยการขอโทษครับ ว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเสนอเข้ามาในสภาแห่งนี้ตั้งแต่แรก อยู่แล้ว และขอโทษกับพี่น้องประชาชนที่ว่าท่านไม่เคยฟังเสียงเขาเหล่านั้นในการคัดค้าน ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเลย นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ที่ท่านควรจะทำในฐานะรัฐบาล แล้วยิ่งไปกว่านั้นก็ควรที่จะต้องยืนยันกับพี่น้องประชาชนว่าเราจะไม่เดินหน้าเรื่องนี้ต่อไปอีก ที่ผมพูดนี่พูดด้วยความปรารถนาดีถ้าท่านทำตอนนี้ ท่านยอมรับตอนนี้ พี่น้องประชาชน อาจจะยังให้อภัยอยู่นะครับ ขอบพระคุณมากครับ