พริษฐ์ วิพากษ์รัฐบาลถอนร่าง พ.ร.บ. สถานบันเทิง ชี้ซื้อเวลาไม่จริงใจ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๘

พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายคัดค้านร่าง พ.ร.บ. สถานบันเทิงครบวงจร โดยชี้แจงจุดยืนของพรรคประชาชนและเหตุผลหลักที่ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาสาระของกฎหมายดังกล่าว พร้อมยกตัวอย่างความขัดแย้งของตัวเลขคาดการณ์คนไทยเข้ากาสิโนเพื่อแสดงความเสี่ยงต่อสังคม และวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการเร่งรีบในการขับเคลื่อนนโยบายที่ไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานครับ พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกลครับ ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะอภิปรายแสดงความเห็นต่อญัตติที่ทาง ครม. ได้ยื่นมาเพื่อ ขอถอนร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. .... หรือว่ากาสิโนนั้น ผมคิดว่าต้องเริ่มต้นจากจุดยืนภาพใหญ่ที่สำคัญของพรรคประชาชนก่อน นั่นก็คือจุดยืนที่ว่า ทางผมและพรรคประชาชนนั้นไม่เห็นด้วยกับแนวทางการดำเนินนโยบายและเนื้อหาสาระ ในร่าง พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. .... ที่ทางคณะรัฐมนตรีได้เสนอ เข้ามาที่สภา เหตุผลความจริงหลากหลายครับ แต่ผมขอสรุปสั้น ๆ ให้เห็นถึง ๓ เหตุผลหลัก ว่าทำไมเราไม่สามารถเห็นด้วยได้

เหตุผลประการที่ ๑ ผมเห็นว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลมักจะ อ้างถึงเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรนั้นยังไม่ชัดเจน ถ้าเราจะ พูดถึงผลประโยชน์เรื่องการท่องเที่ยวที่ทางรัฐบาลมักอ้างถึงนั้นเราก็จะเห็นว่าไม่ได้มีรายงาน ผลการศึกษาที่รอบคอบและรอบด้านเพียงพอ หรือแม้กระทั่งประเด็นที่มีการพูดคุยกัน เมื่อสักครู่เกี่ยวกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวจีน ผมก็ต้องยืนยันว่าผมไม่ได้ บอกว่าเราควรจะเดินตาม ซ้ายหัน ขวาหันตามความต้องการของประเทศอื่น แต่ตอนนี้ ผมถามหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ว่าท่านได้คำนึงถึงไหมว่ามันมีความเสี่ยงว่าหากเดินหน้า นโยบายนี้อาจจะกระทบต่อนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มเติม หน่วยงานตอบผมกลับว่ายังไม่เคย คำนึงถึง หรือแม้จะมองข้ามเรื่องผลประโยชน์ทางการท่องเที่ยวไป อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมาก เป็นตัวแปรที่สำคัญต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและผลกระทบทางสังคมก็คือจำนวนผู้เล่น คนไทยที่รัฐบาลคาดว่าจะเข้าไปเล่นในกาสิโน ในสถานบันเทิงครบวงจร แต่ตลอดหลายเดือน ที่ผ่านมาครับ ผมถามรัฐบาลคำถามสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่าท่านคาดว่าจะมีคนไทยเข้าไปเล่นกี่คน คำตอบรัฐบาลไม่เคยเหมือนกัน บางวันรัฐบาลก็ไปหยิบเอารายงานของเอกชนเจ้าหนึ่งมาบอกว่าถ้าเดินหน้านโยบายนี้จะทำ ให้ประเทศไทยมีสถานบันเทิงครบวงจรเป็นอันดับ ๓ ของโลก แต่พอไปพลิกดูรายงาน จะเห็นว่าผลลัพธ์นั้นอยู่บนสมมุติฐานและการคำนวณว่าจะมีจำนวนคนไทยเข้าไปเล่น ในกาสิโนสูงถึง ๒๑ ล้านครั้งต่อปี แต่พอวันถัดมาเราไปดูแถลงข่าวของท่านรัฐมนตรี ในวันที่ ๔ มิถุนายน และไปดูตัวเลขที่ขึ้นสไลด์ในวันนั้นเกี่ยวกับรายได้จากค่าธรรมเนียม คนไทยเข้ากาสิโน บวกลบ คูณหารกลับมากลับได้คำตอบว่าจำนวนคนไทยที่มีการคาดการณ์ ว่าจะเข้านั้นอยู่ที่ ๗๔๐,๐๐๐ ครั้งต่อปี และเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ผมขอเอกสาร ในคณะกรรมาธิการงบประมาณจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลังว่าเขาคาดการณ์ว่าจะมี คนไทยเข้าไปเล่นกี่คน เขาก็บอกว่าในเมื่อกฎหมายเขียนชัดว่าคนไทยจะไปเล่นได้ ต้องมีเงินในบัญชีเกิน ๕๐ ล้านบาท ต่อเนื่อง ๖ เดือนก็เลยคำนวณมาว่าคนไทยนั้นจะเข้าไปเล่น ๕๐,๐๐๐ ครั้งต่อปี คำถามง่าย ๆ ว่า Model ของรัฐบาลจะมีคนไทยไปเล่นกี่คน กี่ครั้ง คำตอบต่างกันมาก ๒๑,๗๕๐,๐๐๐ ดังนั้นข้อแรกชัดเจนว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจนั้น ไม่ได้มีการศึกษาอย่างรอบคอบ รอบด้าน

ประการที่ ๒ ผมเห็นว่าผลกระทบทางสังคมที่อาจจะเกิดขึ้นจากการ ผ่านร่างกฎหมายนี้นั้นยังขาดมาตรการการป้องกันที่รัดกุมเพียงพอและถูกรับประกัน ในตัวบทกฎหมาย จริงอยู่ครับทุกครั้งที่รัฐบาลแถลงข่าวจะมีการพูดถึงมาตรการในการ ป้องกันการติดการพนัน มาตรการในการป้องกันปัญหาการฟอกเงิน แต่ด้วยความเคารพ หลายมาตรการที่รัฐบาลพูดถึงนั้นไม่มีเขียนอยู่ในตัวกฎหมาย แต่เป็นการบอกว่าให้เป็น หน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายที่จะคลอดออกมาไปกำหนดอีกทีหนึ่ง แบบนี้ผมจะมั่นใจ ได้อย่างไรว่าในวันนี้คณะกรรมการนโยบายถูกตั้งขึ้นมาซึ่งท่านอาจจะไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้ว มาตรการดังกล่าวนั้นจะมีการดำเนินการ

ส่วนเหตุผลข้อที่ ๓ ที่ทำให้ผมไม่สามารถเห็นด้วยได้กับร่างกฎหมายฉบับนี้ คือผมเห็นว่ากระบวนการในการขับเคลื่อนนโยบายที่ผ่านมานั้น มีหลายขั้นตอนที่ทำให้เรา ไม่น่าไว้วางใจ แม้ผมเข้าใจดีว่ารัฐบาลนั้นสามารถดำเนินบางนโยบายได้แม้ไม่ได้หาเสียงไว้กับ พี่น้องประชาชน แต่ในเมื่อนโยบายนี้เป็นนโยบายที่รัฐบาลไม่ได้หาเสียงไว้ แต่สิ่งที่เราเห็นคือ รัฐบาลกลับเร่งรีบเอากฎหมายนี้ เอานโยบายนี้แซงคิวกฎหมายอื่นหมดเลย แบบนี้จะให้ผม ให้ความไว้วางใจได้อย่างไร

ดังนั้นตรงนี้คือจุดยืนที่สำคัญที่สุดของพรรคประชาชนคือเราไม่เห็นด้วยกับ แนวทางการดำเนินนโยบายและเนื้อหาสาระของร่างกฎหมาย พอเรามีจุดยืนแบบนี้ตอนแรก มีท่าทีว่ารัฐบาลจะเลื่อนผมก็ออกมาพูดว่าผมไม่เห็นด้วย พอมาวันนี้ตัวแทนรัฐบาลมาบอกว่า จะถอนผมก็ต้องเรียนด้วยความเคารพว่าเราจะมีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร มันต้องดูลึก ลงไปกว่านั้นว่าท่านต้องการจะถอนแบบไหน ท่านถอนด้วยความจริงใจหรือท่านถอนเพื่อจะ ซื้อเวลา ถ้าท่านบอกกับผมว่าเหตุผลที่ท่านจะถอนนั้นเป็นเพราะท่านรับฟังข้อทักท้วงของ พวกเรา ของพี่น้องประชาชนและท่านเห็นแล้วว่าร่างกฎหมายนี้มีปัญหาดังนั้นท่านจะถอน อันนี้พอฟังแล้วสมเหตุสมผล แต่สิ่งที่ผมกลัวคือเหตุผลที่แท้จริงของท่านนั้นคือท่านต้องการ ถอนเพื่อจะซื้อเวลา เพราะตอนนี้ท่านมีเสียงในรัฐบาลไม่พอท่านก็เลยต้องการถอน เพื่อซื้อเวลาไปก่อนและพยายามใช้วิธีต่าง ๆ จะในระบบ นอกระบบ เพื่อเติมเสียงให้กับ รัฐบาล และพอเสียงพอเมื่อไรท่านก็จะเอาร่างกฎหมายนี้ลักไก่กลับเข้ามาในสภาอีก รอบหนึ่ง แบบนี้พวกผมไม่สามารถเห็นด้วยได้ แล้วถ้าไปฟังเหตุผลที่ทางรัฐบาลพูดตลอด ๒ วันที่ผ่านมา รวมถึงที่ท่านรัฐมนตรีย้ำอีกรอบหนึ่งเมื่อสักครู่นี้ผมว่าชัดเจนว่าข้อเสนอ ในการถอนวันนี้ไม่ได้เป็นข้อเสนอบนพื้นฐานของความจริงใจ ผมสรุปให้เห็น ๒ เหตุผลครับ

อย่างแรก ท่านรัฐมนตรีบอกว่าจำเป็นต้องถอนเพราะว่าองค์ประกอบของ คณะรัฐมนตรีเปลี่ยนแปลงไป อันนี้ผมก็งง เพราะว่าในมุมหนึ่งเหมือนที่เพื่อนสมาชิกพูด ไปแล้ว รัฐมนตรีในกระทรวงการคลังก็ยังเป็นคนเดิม แต่ถึงแม้จะมองข้ามตรงนั้นไป ผมก็ต้อง ถามต่อถ้าท่านบอกว่า ครม. องค์ประกอบเปลี่ยนไปต้องถอนร่างกฎหมาย ครม. ออก แล้วอีก ๗ ฉบับนี่ล่ะครับ ที่อยู่ในระเบียบวาระการประชุมที่ ครม. เสนอมาท่านจะถอน ด้วยหรือไม่ ผมก็ไม่เห็นท่านพูด

ส่วนเหตุผลที่ ๒ ท่านบอกว่าท่านต้องการเวลาในการรับฟังความเห็นของ ประชาชนเพิ่มขึ้น อันนี้ฟังแล้วก็ยิ่งตลก เพราะตอนที่รัฐบาลพยายามแซงคิวกฎหมายนี้ขึ้นมา ผมนี่ล่ะครับทักท้วงว่าไม่มีเหตุจำเป็นใด ๆ ที่ต้องแซงคิวกฎหมายนี้ ยิ่งในเมื่อประชาชนนั้น มีความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย วันนั้นท่านตอบกับผมในห้องนี้ว่าฟังความเห็นมาพอแล้ว และช่วงปิดสมัยประชุม สส. รัฐบาลก็ส่งข่าวบอกว่าไปถามความเห็นประชาชนในพื้นที่ ตอบรับเป็นอย่างดี แต่มาวันนี้กลับบอกว่าต้องฟังความเห็นเพิ่มเติม ดังนั้นสำหรับผมโดยสรุปชัดเจนมากว่าข้อเสนอในวันนี้ในการถอนของรัฐบาลนั้นไม่ได้อยู่ บนพื้นฐานของความจริงใจ แต่เหตุผลที่แท้จริงนั้นคงเป็นเพราะว่าเสียงในสภาของท่านนั้น ไม่พอและท่านต้องการซื้อเวลา ผมอยากจะทิ้งท้ายแบบนี้ การพิสูจน์ว่าเสียงท่านพอไหม มันทำกันไม่อยากหรอกครับ เหมือนที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านพูดตอนต้น ถ้าเสียงท่านพอจริง ท่านสามารถถอนร่างนี้ได้อยู่แล้ว ลงมติกันได้อยู่แล้ว ไม่ต้องมาชี้หน้ามาที่ฝ่ายค้าน ไม่ต้องมา ขอเสียงจากฝ่ายค้าน แต่ถ้าท่านไม่อยากจะไปพิสูจน์เรื่องว่าเสียงของท่านพอไหม ทางพวกผม ก็พยายามหาทางออกให้พวกท่าน ท่านไม่ต้องพิสูจน์เรื่องเสียง ท่านแค่พิสูจน์เรื่อง ความจริงใจของท่านว่าท่านฟังข้อทักท้วงของเรา และท่านพร้อมจะถอนร่างนี้ออกไป ด้วยความจริงใจ ท่านแค่เอ่ยปากว่ารัฐบาลชุดนี้จะไม่เสนอร่างกฎหมายที่เป็นปัญหาแบบนี้ เข้าสู่สภาชุดนี้อีกเท่านั้นเลย พวกผมพร้อมสนับสนุน และเหมือนที่ผู้นำฝ่ายค้านพูด ถ้าท่าน ตอบไม่ได้เพราะท่านมีสถานะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านนายกรัฐมนตรี แม้ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ก็อยู่ที่สภาแห่งนี้ ให้ท่านมาตอบก็ได้ ผมเชื่อว่าท่านประธานก็อนุญาต ดังนั้นถ้าท่านยังไม่พร้อมจะให้คำยืนยันกับพวกเราว่าท่านถอนไปแล้วท่านจะไม่นำร่าง ดังกล่าวที่มีปัญหากลับมาเสนอในสภาชุดนี้อีก ก็ชัดเจนว่าท่านไม่พร้อมที่จะพิสูจน์ ความจริงใจของท่าน และถ้าเป็นเช่นนั้นก็อาจจะมีความจำเป็นจริง ๆ ที่ต้องมาพิสูจน์กันว่า ข้อสันนิษฐานของผมว่าเสียงท่านไม่พอนั้นจริงหรือไม่ ขอบคุณท่านประธานครับ