สรพัช ศรีปราชญ์ หารือเรื่องร่างกฎหมาย PRTR ที่บังคับให้โรงงานบอกความจริงกับประชาชนว่าปล่อยมลพิษอะไรออกมา และเรียกร้องการสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ เพื่อช่วยให้ประชาชนรู้ความจริงและสามารถปกป้องชีวิตและลูกหลานของตนเอง
เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม สรพัช ศรีปราชญ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี อำเภอเมือง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอแก่งคอย เฉพาะตำบลห้วยแห้งจากภาคประชาชน วันนี้ผมลุกขึ้นมาสนับสนุน ร่างกฎหมาย PRTR ที่เป็นกฎหมายที่บังคับให้โรงงานบอกความจริงกับประชาชนว่า ปล่อยมลพิษอะไรออกมา ต้องพูดกันตรง ๆ เลยนะครับ นี่ไม่ใช่เรื่องวิชาการสวยหรู แต่มันคือสิทธิของชาวบ้าน สิทธิที่จะรู้ว่าอากาศที่เขาหายใจอยู่ น้ำที่เขาดื่ม ดินที่เขาปลูกข้าวกัน มันสะอาดจริงหรือไม่ เต็มไปด้วยพิษจากโรงงานหรือไม่ ท่านประธานครับ หากถามว่า ทุกวันนี้ชาวบ้านใช้ชีวิตกันอย่างไร อยู่ข้างโรงงานสูดควันเหม็นทุกวัน น้ำในคลองดำปี๋ แต่ไม่มีใครบอกได้ว่ามันคือสารอะไร กว่าจะรู้ลูกหลานป่วยไปแล้ว หอบหืด มะเร็ง หรือไม่ก็ต้อง รอข่าวใหญ่ ๆ ถึงจะรู้ว่ามีสารเคมีรั่วไหลออกมา ท่านประธานที่เคารพ ผมขอถามหน่อยเถอะ ว่าแบบนี้มัน Fair กับประชาชนตรงไหน กฎหมาย PRTR มันชัดเจนว่าถ้าโรงงานปล่อยควัน ปล่อยน้ำเสียก็ต้องรายงาน ต้องเปิดเผยให้สาธารณะรับรู้ ชาวบ้านเปิดมือถือเห็นก็รู้แล้วว่า โรงงานข้างบ้านปล่อยอะไรออกมา นี่ละคือสิทธิในการรับรู้ ไม่ใช่เรื่องของการขอความกรุณา แต่คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนต้องได้รับตั้งแต่วันแรกที่โรงงานเปิด ท่านประธานครับ ชาวบ้านขายก๋วยเตี๋ยวยังต้องติดป้ายราคาให้ลูกค้าดู แต่ทำไมโรงงานมูลค่าพันล้านจะปล่อย มลพิษโดยไม่บอกใคร แบบนี้มันใช้ได้หรือครับท่านประธาน หลายคนอ้างว่ากฎหมายนี้ จะเพิ่มภาระให้โรงงาน ผมขอถามกลับว่าภาระที่แท้จริงมันอยู่ที่ใคร มันอยู่ที่ชาวบ้านที่ต้อง หายใจเอาควันพิษเข้าไปทุกวัน มันอยู่ที่เด็ก ๆ ที่โตมาในหมู่บ้านรอบโรงงาน แล้วสุขภาพพัง ตั้งแต่เด็ก นี่ล่ะคือภาระจริง ไม่ใช่ตัวเลขที่โรงงานจดไว้ในสมุดครับ ท่านประธานครับ ประเทศที่เจริญแล้วเขามีกฎหมายนี้มานานแล้ว โรงงานเขาไม่ปิดกันไปหมดแล้วหรือครับ แต่ในทางกลับกันมันกลับพัฒนาให้อากาศสะอาดขึ้น แล้วผมถามจริง ๆ เราจะให้คนไทย อยู่ต่ำกว่ามาตรฐานสากลไปอีกนานแค่ไหน กฎหมายนี้คือกฎหมายคืนสิทธิให้กับประชาชน สิทธิที่จะรู้ความจริงครับ สิทธิที่จะมีส่วนร่วม สิทธิที่จะปกป้องชีวิตตัวเองและลูกหลาน นอกเหนือจากเรื่องของสิทธิแล้ว การเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินด้านสารเคมีและมลพิษ หรือพูดง่าย ๆ คือการเตรียมตัวล่วงหน้า เผื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่นโรงงานระเบิด สารเคมีรั่วไหลหรือมีกลิ่นเหม็นแรง ๆ ลอยเข้ามาในหมู่บ้านของเรา กฎหมายฉบับนี้ก็ช่วยได้ ท่านประธานที่เคารพ หลายคนอาจคิดว่าเรื่องแบบนี้ไม่น่าเกิดขึ้นกับเราใช่ไหมครับ แต่ถ้าเราย้อนไปดูข่าวในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก บางครั้งแค่เดินผ่านถนนที่มีรถบรรทุกของเสียอันตราย ก็มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้แล้ว เหตุฉุกเฉินมันไม่บอกล่วงหน้าครับ มันไม่รอให้เราพร้อมแล้วค่อยมา และมันมักจะมาในวันที่ เราไม่ทันได้ตั้งตัว เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การกลัว แต่มันคือการเตรียมตัว การเตรียมตัว มันไม่ใช่เรื่องยากเลย มีแค่ไม่กี่อย่างที่เราทุกคนสามารถทำได้ หากรู้ว่าในชุมชนเรามีโรงงาน อะไรบ้าง ใช้สารเคมีอะไรบ้าง รู้เส้นทางหนีภัย ถ้าเกิดสารเคมีรั่วไหล เราจะหนีไปทางไหน รู้จักสัญญาณเตือนภัย ถ้ามีสัญญาณเตือนหรือเจ้าหน้าที่ประกาศให้หลบ ให้เรารีบทำตาม ทันที มีแผนฉุกเฉินที่ครอบครัวนัดแนะกันไว้แล้ว ถ้ามีเหตุลูกจะไปเจอพ่อที่ไหน เจอแม่ที่ไหน แม่จะพาลูกคนเล็กออกจากบ้านอย่างไร แม้แต่การมีหน้ากากผ้าหรือหน้ากาก N๙๕ ติดบ้าน ไว้บ้าง ก็ช่วยลดความเสี่ยงได้เยอะ เพราะว่าข้อมูลนั้นมันคืออาวุธ เราต้องรู้ว่าในชุมชนเรา มีความเสี่ยงอะไรบ้าง ตรงนี้เองที่ PRTR หรือระบบการที่จะเปิดเผยการปล่อยข้อมูล และการเคลื่อนย้ายมลพิษจะช่วยเราได้เยอะ ข้อมูลจากตรงนี้จะบอกว่าโรงงานไหน สารเคมี อะไร ปริมาณเท่าไร เคลื่อนย้ายของเสียไปที่ไหนบ้าง ยิ่งรู้ข้อมูลยิ่งรับมือได้เร็วครับ ท่านประธานครับ หลายครั้งแล้วที่เรามาเสียใจกับคำว่ารู้อย่างนี้ รู้อย่างนี้เตรียมตัวไว้ก่อนก็ดี การเตรียมตัวมันอาจจะช่วยรักษาชีวิตของคนที่เรารักได้ในวันใดวันหนึ่งก็เป็นได้ ด้วยเหตุผล ทั้งหมดนี้ผมจึงขอสนับสนุนร่างกฎหมาย PRTR อย่างไม่ลังเล เพราะนี่ไม่ใช่แค่กฎหมาย สิ่งแวดล้อมธรรมดา แต่มันคือกฎหมายเพื่อชีวิต เพื่อสิทธิ เพื่อความเป็นธรรมของประชาชน ทั้งประเทศได้เวลา PRTR ขอบคุณครับ