เพ็ญโฉม เสนอร่าง พ.ร.บ. PRTR คุ้มครองสิทธิประชาชน ลดความเสี่ยงสารเคมี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๓ กันยายน ๒๕๖๘

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง เสนอร่างพระราชบัญญัติ PRTR เพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชนในการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยชี้ให้เห็นความจำเป็นของการมีกฎหมายกลางเพื่อรวบรวมและบูรณาการข้อมูลสารเคมีจากหน่วยงานต่างๆ แทนการทำงานแบบแยกส่วน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับอุบัติภัยทางเคมี เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง อภิปรายถึงประโยชน์ของกฎหมาย PRTR ที่สร้าง Win-Win ให้ทุกภาคส่วน โดยชี้ว่ากฎหมายนี้ช่วยภาครัฐในการติดตามข้อมูลมลพิษเพื่อวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหา รวมถึงเป็นเครื่องมือตรวจสอบบังคับใช้กฎหมายอื่น ๆ และส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมมีภาพลักษณ์ที่ดี มีความโปร่งใส ปลอดภัย และลดความขัดแย้งกับชุมชน เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง เสนอร่างกฎหมาย PRTR เพื่อลดภาระเอกสารภาคเอกชน สร้างมาตรฐานสากล และส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลสิ่งแวดล้อมเพื่อประโยชน์ของประชาชนและนักวิจัย เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง อภิปรายถึงความสำคัญของกฎหมาย PRTR ในการส่งเสริม

นางสาวเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้แทนผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติ

ขอบพระคุณมากค่ะ สิ่งที่จะนำเสนอในวันนี้ก็จะเน้นเรื่องความสำคัญของตัวร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ว่าทำไม ในส่วนของภาคประชาชนจึงได้มีการเสนอตัวร่างฉบับนี้นะคะ สิ่งที่เราพูดถึงก็คือสิทธิในการ อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีนะคะ จำเป็นจะต้องมีกฎหมาย PRTR แล้วกฎหมาย PRTR คืออะไรนะคะ และมีความสำคัญอย่างไรที่เราจึงจะต้องมีการเข้าชื่อกันเพื่อเสนอเป็นตัวร่างนะคะ ว่ากันตาม จริงแล้วในปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสุขภาพ สิ่งแวดล้อม การกำกับโรงงานและการใช้สารเคมีหลายฉบับด้วยกัน โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๓๕ และฉบับแก้ไขนะคะ พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติการนิคม อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ และแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่ แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งถือเป็นกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรงนะคะ แต่ประเด็นปัญหา ที่เป็นอยู่ก็คือว่ากฎหมายเหล่านี้แต่ละหน่วยงานภายใต้แต่ละกระทรวง กรม กอง ก็ถือ อำนาจหน้าที่แล้วก็ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองไปตามกฎหมายที่มีอยู่นะคะ ไม่ได้มีการรวบรวม ไม่ได้มีการบูรณาการนะคะ ต่างคนต่างถือข้อมูล ต่างคนต่างมีข้อมูลแล้วก็ดำเนินงานไป ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถที่จะมีฐานข้อมูลกลางนะคะ และเป็นฐานข้อมูลเปิดที่จะ อนุญาตให้ทุกคนได้เข้าถึงหรือว่าทุกหน่วยงานได้เข้าถึง แล้วก็ใช้ประโยชน์นะคะ สิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือว่าเมื่อไม่สามารถที่จะมีฐานข้อมูลกลางแล้วก็เป็นฐานข้อมูลเปิดให้คนสามารถเข้าถึงได้ จึงไม่สามารถที่จะเกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพนะคะ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้วก็ทำให้สถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมของบ้านเรา แย่ลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งหลายท่านก็จะทราบสถานการณ์กันดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมลพิษ อากาศ สารเคมีระเบิดหรือปัญหาน้ำเสียต่าง ๆ ปัญหาที่เป็นอยู่ ตัวอย่างเช่น ปัญหามลพิษ ทางอากาศมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ กฎหมาย PRTR จะช่วยทำให้มีข้อมูลว่ามีสาร อันตรายอะไรบ้างอยู่ในอากาศ ในปริมาณเท่าไร แล้วก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของ ประชาชนได้ด้วย เรื่องของมลพิษทางน้ำเช่นเดียวกันทุกวันนี้เรามีปัญหาเรื่องน้ำเสีย จากโรงงานอุตสาหกรรมหรือว่าโรงงานต่าง ๆ จำนวนมาก ทำให้แหล่งน้ำเสื่อมโทรม แม่น้ำสายหลัก ๆ เสื่อมโทรม สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ กฎหมาย PRTR จะช่วยลดปัญหานี้ได้เช่นเดียวกัน มีการปนเปื้อนของพื้นที่มลพิษจากการ ลักลอบการฝังกากอุตสาหกรรม การทิ้งหรือการจัดการกากอุตสาหกรรมที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งกากเหล่านี้มีการปนเปื้อนหรือมีการเจือปนสารอันตรายอยู่จำนวนมาก การจัดการเหล่านี้ ทำให้เกิดปัญหาการปนเปื้อนพื้นดินส่งผลเสียหายต่อประชาชนและแหล่งอาหาร กฎหมาย PRTR จะทำให้ระบบการจัดการกากอุตสาหกรรมมีความรัดกุมแล้วก็สามารถควบคุมได้ ปัญหาพื้นที่ปนเปื้อนเหล่านี้ก็จะลดน้อยลง การปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ นอกจาก แหล่งกำเนิดมลพิษหลัก ๆ ที่ดิฉันกล่าวไปถึงแล้วก็จะมีปัญหาเรื่องของการใช้สารเคมีเกษตร และอื่น ๆ ด้วยในภาคขนส่ง กฎหมาย PRTR กำหนดให้มีการประเมินการปล่อยมลพิษจาก ภาคขนส่งแล้วก็การใช้สารเคมีในภาคเกษตรจะทำให้เรารู้ว่าในสิ่งแวดล้อมของบ้านเรามีการ ปนเปื้อนในแหล่งดิน น้ำ อากาศ เป็นอย่างไรบ้าง และสามารถทำให้เราแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น การเกิดอุบัติภัยสารเคมีในโรงงานต่าง ๆ ซึ่งเราจะพบข่าวเกิดขึ้นอยู่เสมอรวมไปถึงเรื่องเหตุ ไฟไหม้ด้วย เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนสร้างความสูญเสียอย่างมากแก่ชีวิต ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม กฎหมาย PRTR จะช่วยเราลดปัญหาแล้วก็ทำให้การรับมือของเจ้าหน้าที่ รวมทั้ง หน่วยต่าง ๆ สามารถทำได้ดีขึ้นเช่นเดียวกันค่ะ บางท่านอาจจะยังจำได้เหตุการณ์สารเคมีรั่ว ที่พื้นที่มาบตาพุด กรณีพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง จะเกิดอุบัติภัยทางเคมีบ่อยครั้งมาก ตัวอย่างที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่งก็คือในปี ๒๕๕๓ โรงพยาบาลมาบตาพุดต้องพึ่งตนเองในการประเมิน การแพร่กระจายของก๊าซคลอรีนที่รั่วไหลออกมาจากถังบรรจุก๊าซ ตัว Sodium Hypochlorite ที่ล้มลงนี้สร้างผลกระทและอันตรายต่อชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่นับหลายร้อยคน ทางโรงพยาบาลมาบตาพุดต้องช่วยเหลือเรื่องนี้แล้วก็ต้องค้นหาข้อมูลเองว่าสารเคมีที่รั่วไหล คืออะไร แล้วจะรับมืออย่างไร เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นเหตุการณ์ที่หลายท่านยังจำได้และสร้างความเสียหาย สร้างความหวาดผวาแก่ประชาชน ในพื้นที่รุนแรงมาก เพราะว่าก๊าซที่รั่วออกมามีการแพร่กระจายไปเป็นลักษณะมีรัศมี ที่วงกว้างและส่งผลรุนแรงมาก สิ่งนี้จะเกิดขึ้นน้อยมากหรืออาจจะเกิดขึ้นได้ยากจริง ๆ ถ้าหากว่าประเทศไทยมีกฎหมาย PRTR นะคะ กฎหมาย PRTR คืออะไร ก็คือกฎหมาย ที่กำหนดให้มีการรายงานแล้วก็เปิดเผยข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนเกี่ยวกับชนิดและปริมาณของสารเคมี หรือมลพิษที่มีการปล่อยออกมาจากแหล่งกำเนิดมลพิษต่าง ๆ สู่ตัวกลางไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ หรืออากาศ รวมถึงข้อมูลการนำน้ำเสียหรือว่ากากของเสียอันตรายออกจากแหล่งกำเนิด เพื่อไปบำบัดหรือกำจัดด้วย อันนี้ก็จะเป็นตัวที่จะช่วยกำกับไม่ให้มีการลักลอบทิ้งกากหรือว่า ลักลอบทิ้งน้ำเสียในที่ต่าง ๆ ด้วย จากภาพท่านจะเห็นว่าความหมายของ PRTR P ตัวแรก คือ Pollutant ก็คือตัวมลพิษ ตัวที่ ๒ R คือ Release ก็คือการปลดปล่อยออกมาสู่ สิ่งแวดล้อม ตัว Transfer ก็คือการเคลื่อนย้ายหรือการนำออกไปกำจัดทิ้ง ซึ่งจะเน้นเรื่องของ น้ำเสียแล้วก็กากอุตสาหกรรมอันตราย Register ก็คือสิ่งที่ข้อมูลเหล่านี้มีการรายงานจากแหล่งกำเนิดทุก ๆ ประเภทแล้ว หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายฉบับนี้จะต้องเป็นผู้จัดทำเป็นฐานข้อมูล มีการรวบรวม มีการ สังเคราะห์ แล้วก็มีการเผยแพร่สู่สาธารณะ ถ้าเป็นตัวโรงงานอุตสาหกรรมก็จะต้องมีการ ตรวจวัดจริงจากแหล่งกำเนิด จากกระบวนการผลิต แล้วก็มีการคำนวณจากตัว Mass Balance แล้วก็ตัว Emission Factor ด้วย ถ้าเป็นแหล่งกำเนิดอย่างการใช้สารเคมี ภาคเกษตรหรือภาคขนส่งก็จะมีการประเมินโดยหน่วยงานที่กำกับดูแลแต่ละ Sector ข้อมูล เหล่านี้ก็จะต้องมีการจัดส่งให้กับหน่วยงานที่กำกับ ดูแลตามที่กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดเอาไว้

ประโยชน์ของกฎหมาย PRTR จริง ๆ หลายท่านจะพูดว่ามันคือ Win Win เป็น Win Win Law แบบหนึ่ง ก็คือว่าทุกภาคส่วนจะได้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ ในส่วนของภาครัฐ ภาครัฐจะได้ประโยชน์อย่างสูงมาก ๆ ก็คือจะทำให้หน่วยงานรัฐสามารถ ทราบสถานการณ์และแนวโน้มการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมที่อาจจะมีผลกระทบต่อ ประชาชน ภาครัฐเองจะได้ฐานข้อมูลที่เป็นฐานข้อมูลระดับประเทศเพื่อเอามาใช้ในการ กำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เอามาใช้ในการวางแผนป้องกัน แล้วก็การแก้ไขปัญหา มลพิษ รวมถึงการรับมือกับภัยฉุกเฉินที่เกิดขึ้นจากสารเคมีด้วย นอกจากนี้ตัวกฎหมาย PRTR จะทำให้เกิดเครื่องมือในการติดตาม ตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ตัวกฎหมายแรงงาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม พ.ร.บ. วัตถุอันตราย กฎหมายสาธารณสุข และอื่น ๆ ด้วย ในการดำเนินการตามนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ก็จะมีตัวนี้ เป็นเครื่องมือในการที่จะนำมาใช้ติดตามว่ามีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ก็จะทำให้ มีข้อมูลในการปรับปรุงระบบการติดตามโรงงาน แล้วก็แหล่งกำเนิดมลพิษทุกประเภทให้มี มาตรฐานขึ้น เพราะฉะนั้นเราจะกล่าวได้ว่าตัวกฎหมาย PRTR จะเป็นกฎหมายที่สามารถใช้ คู่ขนานกันไปกับตัวพระราชบัญญัติโรงงานที่เมื่อเช้านี้ได้มีการชี้แจงและมีการอภิปราย และมีการรับรองไปแล้ว รวมถึงจะเป็นเครื่องมือที่จะทำให้การใช้พระราชบัญญัติส่งเสริม รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย กฎหมาย PRTR นี้ยังจะเป็นเครื่องมือ รองรับการปฏิบัติตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ แล้วก็วัดผลความสำเร็จของการพัฒนา ที่ยั่งยืนด้วย หรือที่เราเรียกว่า SDG ประเทศไทยไปให้สัตยาบรรณกับตัวอนุสัญญา หลายฉบับมาก แต่ว่าเราไม่สามารถที่จะประเมินความคืบหน้าในการปฏิบัติตามอนุสัญญา หลาย ๆ ฉบับ ยกตัวอย่างเช่น อนุสัญญาสตอกโฮล์ม อนุสัญญาบาเซล หรือแม้กระทั่ง สนธิสัญญาว่าด้วยเรื่องการจัดการสภาพความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกด้วย ตัวกฎหมายนี้ จะทำให้การประเมินความคืบหน้า แล้วก็สามารถชี้วัดความสำเร็จของการปฏิบัติตามของ ประเทศไทยได้อย่างดีมาก ภาคอุตสาหกรรมเองก็จะได้ประโยชน์จากตัวกฎหมายนี้ เช่นเดียวกัน กฎหมายนี้จะช่วยส่งเสริมภาคเอกชนให้มีภาพลักษณ์ที่ดีว่าเป็นผู้ประกอบการ ที่มีความโปร่งใสแล้วก็มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ยังจะช่วยให้ภาคเอกชนช่วยตรวจสอบ สามารถใช้กลไกและระบบที่เกิดขึ้นในการตรวจสอบระบบและคำนวณกระบวนการผลิตให้มี ความรัดกุมเพื่อความปลอดภัยในพื้นที่โรงงาน แล้วก็ป้องกันความสูญเสียจากอุบัติภัยด้วย นอกจากนี้ยังจะช่วยจัดระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมทำให้สามารถลดการปล่อยมลพิษ สู่สิ่งแวดล้อมได้ดีด้วย ซึ่งประเด็นนี้จะทำให้ตัวโรงงานอุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกับชุมชน ได้ราบรื่นมากขึ้น ไปลดความขัดแย้งระหว่างโรงงานกับชุมชน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนิน กิจการระยะยาว เพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางการค้า แล้วก็เพิ่มความยั่งยืนในการลงทุน แก่ภาคอุตสาหกรรมด้วย

สุดท้ายก็คือว่าจะช่วยลดภาระการจัดการด้านเอกสารแก่ภาคเอกชน เราเข้าใจดีว่าโรงงานอุตสาหกรรมหรือบริษัทต่าง ๆ จะต้องมีการจัดส่งรายงานทางเอกสาร ให้กับหน่วยงานภาครัฐหลายเรื่องมาก ตามระบบสากลที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ PRTR จะช่วยทำให้เกิดเป็นมาตรฐานเดียวกัน เป็นระบบเดียวกัน และจะช่วยลดงานเอกสาร แก่ภาคเอกชนไปได้เยอะมาก ในส่วนของภาคประชาชนเช่นเดียวกัน ประชาชนจะได้ ประโยชน์อย่างสูงจากกฎหมายฉบับนี้ ตัวกฎหมาย PRTR จะเป็นเครื่องมือช่วยให้ประชาชน สามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ในการป้องกันตนเอง แล้วก็ชุมชนจากปัญหามลพิษ ประชาชนในที่นี้หมายถึงทุกหมู่ทุกเหล่า เป็นเครื่องมือส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการจัดการปัญหามลพิษ แล้วก็เข้าร่วมโครงการพัฒนาต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย นอกจากนี้ตัวกฎหมายนี้ยังจะเป็นการส่งเสริม การศึกษาวิจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ขององค์กร หน่วยงานสถาบันวิชาการต่าง ๆ ด้วย รวมถึงประชาชนทั่วไปที่เป็นนักวิจัยอิสระ ก็จะได้ประโยชน์เช่นเดียวกัน

ประเด็นสุดท้ายก็คือว่ากฎหมาย PRTR จะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริม การลงทุนของภาคธุรกิจ การพาณิชย์อื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ ผู้ลงทุนสามารถที่จะค้นข้อมูลแล้วก็ตรวจสอบข้อมูลพื้นที่แต่ละพื้นที่ได้ผ่านกลไกตัวนี้ด้วย ปัจจุบันสิ่งที่ดิฉันพูดอยู่ เราไม่ได้พูดเพื่อประเทศไทยประเทศเดียวหรือว่าเราไม่ได้คิดขึ้นเอง ว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายฉบับนี้ ในปัจจุบันมีประเทศที่มีกฎหมาย PRTR ใช้อยู่ ประมาณ ๕๐ ประเทศ ใน ๕๐ ประเทศถ้าดูจากแผนที่ก็คือกลุ่มประเทศที่เป็นสีเขียว ทั้งหมดเลย และสหประชาชาติมีการคาดการณ์ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าประเทศจะมีการ พัฒนากฎหมาย PRTR ขึ้นอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศแถบเอเชียแล้วก็ อเมริกาใต้ โดยเฉพาะประเทศที่ต้องการเข้าเป็นสมาชิกของโออีซีดี โออีซีดีมีเงื่อนไขหนึ่งเลย ว่าผู้ที่จะเข้าเป็นสมาชิกของโออีซีดีจะต้องมีกฎหมาย PRTR ขึ้นมากำกับแล้วก็ดูแลเรื่อง สิ่งแวดล้อมด้วย เป็นกฎหมายที่ใช้คู่ขนานกับกฎหมายระดับประเทศที่มีอยู่อีกหลาย ๆ ฉบับ ประเทศไทยเองอยู่ในส่วนของสีฟ้าถ้าจะเห็นจากแผนที่ สีฟ้าหมายถึงประเทศที่เริ่มมีกิจกรรม บางอย่างเกี่ยวกับเรื่องของ PRTR รัฐบาลไทยโดยกรมควบคุมมลพิษได้จับมือกับกรมโรงงาน อุตสาหกรรมและการนิคมอุตสาหกรรมทำโครงการนำร่องเรื่อง PRTR ที่จังหวัดระยอง ในช่วงปี ๒๕๕๖-๒๕๕๗ จนถึงปี ๒๕๖๐ อันนี้เป็นเหตุที่ทำให้ประเทศไทยอยู่ในส่วนของสีฟ้า แล้วก็อาจจะมีการยกร่างประกาศกระทรวงบางอย่างที่เข้าลักษณะของการมีการรายงาน คล้าย ๆ กับกฎหมาย PRTR แต่ถ้าเราดูขยับไปอีกนิดหนึ่งเราจะเห็นว่าทางเวียดนามเองก็เริ่ม มีการพัฒนากรอบกฎหมายที่เข้าลักษณะของ PRTR เช่นเดียวกัน อินโดนีเซียก็เริ่มมีการ เจรจาระหว่างภาคประชาชนกับหน่วยงานสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนากฎหมาย PRTR ในขณะที่ ประเทศฟิลิปปินส์เคยมีกฎหมาย PRTR แล้ว แต่ว่ากำลังนำมาปรับปรุงแก้ไขใหม่ เขมร กัมพูชาก็เป็นประเทศที่ทางหน่วยงาน UNITAR ของสหประชาชาติได้เข้าไปจัดฝึกอบรม ให้รู้จักเรื่องของ PRTR แล้วก็เริ่มพัฒนากรอบของการใช้กฎหมายนี้ในระยะยาวต่อไป อันนี้ คือสิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องของกฎหมาย PRTR ที่ดิฉันกำลังพูดถึงอยู่นี้ การประชุมสุดยอด สิ่งแวดล้อมโลกเมื่อปี ๒๕๓๕ ที่เรียกว่า Earth Summit ที่ประชุมมีฉันทามติเลยให้ PRTR เป็นกฎหมายและเครื่องมือของประเทศเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษและคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และจะต้องเป็นเครื่องมือสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกต่อไป อันนี้เป็นการ ประเมินแล้วว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมหรือการพัฒนาเศรษฐกิจ การเติบโตทางเศรษฐกิจ มีผลอย่างยิ่งที่ทำให้ทั่วโลกหลาย ๆ ประเทศประสบกับภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อม แล้วก็ มีความเสี่ยงสูงมากขึ้นจากมลพิษแล้วก็สารอันตราย เพราะฉะนั้นโลกเราโดยหลาย ๆ ประเทศควรที่จะต้องมีการดำเนินการหลาย ๆ อย่างเพื่อเป็นการยับยั้งสถานการณ์เหล่านี้ แล้วก็มองว่า PRTR นั่นคือเครื่องมือที่สำคัญ อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นเลยของ PRTR ในปี ๒๕๓๕ ต่อมาในช่วงปี ๒๕๓๖-๒๕๓๙ โออีซีดีเห็นความสำคัญนี้แล้วก็รับลูกต่อจากที่ประชุมของ สหประชาชาติเข้ามาเป็นผู้ขับเคลื่อนให้ประเทศต่าง ๆ มีการพัฒนากฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาใช้ โออีซีดีรับเป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนแล้วก็เปลี่ยนชื่อจากเรื่องของ Emission Inventory ที่เกิดขึ้นครั้งแรกมาเป็น PRTR เพื่อให้มีความครอบคลุมมากขึ้น แล้วโออีซีดีได้จับมือกับ UNITAR พัฒนาคู่มือ จัดอบรมให้กับหลาย ๆ ประเทศที่ผ่านมา แล้วโออีซีดียังได้ตั้งเป็น เงื่อนไขที่จะรับประเทศใหม่เข้าเป็นสมาชิกว่าประเทศนั้นต้องมีกฎหมาย PRTR ในการ คุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนด้วย ต่อมาในช่วงปี ๒๕๔๕ ได้มีการประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมอีกครั้งหนึ่ง ได้มีการทบทวน ความก้าวหน้าว่ามีประเทศใดบ้างที่มีกฎหมายนี้แล้ว และประเทศใดที่ยังไม่มีแล้วก็ตั้งเป้าว่า ภายในปี ๒๕๕๘ อยากให้ประเทศที่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติทั่วโลกมีกฎหมายนี้ บังคับใช้นะคะ ในช่วงปี ๒๕๕๔ ถึงปี ๒๕๕๙ ประเทศไทยได้ทำโครงการนำร่อง หลังจากที่ ประชาชนได้ฟ้องคดีในพื้นที่มาบตาพุด ทำให้ทาง JICA ได้เข้ามาช่วยเหลือรัฐบาลไทยในการ แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่จังหวัดระยอง อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการมีโครงการนำร่อง PRTR ที่ประเทศไทย ต่อมาประเทศไทยโดยกรมควบคุมมลพิษและกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ขยายพื้นที่ทดลอง PRTR เข้าไปยังจังหวัดสมุทรปราการและจังหวัดชลบุรีด้วย แต่ว่า ยังไม่มีการดำเนินการจริงจังมากนัก ในช่วงปี ๒๕๖๒ ถึงปี ๒๕๖๔