สุภัทรา เสนอยกเลิกโทษประหารฯ ปรับกฎหมายเดิมให้เป็นทางเลือก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๘

สุภัทรา นาคะผิว เสนอให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตอย่างเป็นขั้นตอน โดยไม่ตรากฎหมายใหม่ที่มีโทษดังกล่าว ปรับปรุงกฎหมายเดิมให้เป็นทางเลือกสำหรับผู้พิพากษา ทบทวนโทษที่ไม่สอดคล้องกับหลักอาชญากรรมอุกฉกรรจ์ และพิจารณายกเลิกการบังคับโทษโดยปริยาย พร้อมระบุว่า กสม. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายติดตามข้อเสนอแนะนี้ สุภัทรา นาคะผิว อภิปรายประเด็นการแก้ไข พ.ร.ป. กสม. ๕ ประเด็นสำคัญ รวมถึงกรณีตรวจสอบสิทธิคนพิการที่สมัครสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา สุภัทรา นาคะผิว รายงานผลการติดตามข้อเสนอแนะของ กสม. ทั้งชุดที่ ๑ ถึงปัจจุบัน โดยชี้แจงว่าข้อเสนอแนะจากการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้รับการตอบสนองร้อยละ ๙๘ และจากข้อเสนอแนะในรายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประจำปี ๒๕๖๖ มีหน่วยงานแจ้งตอบ

นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ดิฉัน สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณทุก ๆ ท่านที่ได้กรุณา ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ซึ่งทาง กสม. และทางสำนักงานก็จะได้รับข้อเสนอแนะ ทั้งหลายนั้นไปพิจารณาดำเนินการต่อไป ดิฉันขออนุญาตใช้เวลาในการที่จะตอบข้อซักถาม หรือว่าข้อเสนอแนะบางเรื่อง เรื่องของโทษประหารชีวิตทาง กสม. เองเราก็มีการดำเนินการ ต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยมีข้อเสนอแนะ ซึ่งข้อเสนอแนะของ กสม. ก็สอดคล้องกับ ข้อเสนอแนะของทางกระทรวงยุติธรรมเกี่ยวกับเรื่องที่ประเทศไทยเองให้การยอมรับ Optional Protocol ฉบับที่ ๒ ของ ICCPR แล้วก็เรายังมีข้อเสนอแนะไปถึงรัฐบาล ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องโทษประหารชีวิต ก็คือให้ยกเลิกโทษประหารชีวิต อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งข้อเสนอนั้นมีอยู่ ๔ ประเด็นด้วยกัน

อันดับแรกก็คือจะต้องไม่ตรากฎหมายใหม่ที่มีการกำหนดโทษประหารชีวิต ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าให้มีการทบทวนและปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่มีโทษประหารชีวิต สถานเดียวให้เป็นทางเลือกสำหรับผู้พิพากษาในการที่จะพิจารณาลงโทษ ประเด็นที่ ๓ ก็คือขอให้ทบทวนโทษประหารชีวิตที่ไม่สอดคล้องกับหลัก Most Serious Crime ก็คืออาชญากรรมที่อุกฉกรรจ์ซึ่งมีหลักในการพิจารณาในทางสากล ประเด็นที่ ๔ ก็คือ ควรจะพิจารณายกเลิกการบังคับโทษประหารชีวิตหรือเราเรียกกันว่าเป็นเรื่องการยกเลิก โทษประหารชีวิตโดยปริยาย ก็คือไม่มีการประหารชีวิตจริงตามโทษที่มีอายุเกิน ๑๐ ปีขึ้นไป ซึ่งทาง กสม. หลังจากมีข้อเสนอแล้ว เราก็ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาคประชาสังคม ภาควิชาการในการติดตามข้อเสนอนี้

สำหรับประเด็นที่ ๒ ที่มีการสอบถามเรื่องของการแก้ไขพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม. พ.ศ. ๒๕๖๐ ปัจจุบันหลังจากที่เราได้ยืนยันกับรัฐบาลเกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.ป. ซึ่งมี ๕ ประเด็นสำคัญ ในการแก้ไข อันที่ ๑ ก็คือขอให้ยกเลิกสิ่งที่ระบุเอาไว้ในเรื่องของ พ.ร.ป. มาตรา ๒๖ (๔) ก็คือเรื่องการชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ว่าน่าจะไม่ใช่บทบาทหน้าที่ ของ กสม. อันที่ ๒ ก็คือเพิ่มอำนาจเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อให้การแก้ไขปัญหาที่มีการร้องเรียน ได้มีทางออกในการที่จะมีการเจรจาไกล่เกลี่ย ประเด็นที่ ๓ ก็คือการกำหนดสภาพบังคับ กรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่มีการดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ กสม. ประเด็นที่ ๕ ก็คือ เรื่องของการเพิ่มอำนาจฟ้องคดีแทนผู้เสียหาย ประเด็นที่ ๖ ก็คือเรื่องของอำนาจเสนอเรื่อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือว่าศาลปกครอง อันนี้เป็น ๕ ประเด็นสำหรับการดำเนินการ ขณะนี้ ก็อยู่ระหว่างรอเข้าคณะกรรมการกลั่นกรองกฎหมายของ ครม. ซึ่งมีท่านภูมิธรรม เวชยชัย เป็นประธาน ในช่วงเวลาที่ผ่านมาสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็ได้รอความคิดเห็น ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อันนี้ก็เป็นประเด็นเรื่องของ พ.ร.ป.

ส่วนประเด็นเรื่องของคนพิการซึ่งเมื่อสักครู่ได้หยิบยกขึ้น นำเรียนว่ากรณี คนพิการที่ไปสมัครสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา แล้วก็ถูกตัดสิทธิ บอกว่าไม่มีคุณสมบัติ กสม. หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน แล้วก็ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่าง การตรวจสอบการละเมิดสิทธิประชาชนอยู่นะคะ

ประเด็นถัดมา ก็เป็นเรื่องการติดตามข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่ กสม. มี นำเรียนว่า กสม. ชุดที่ ๔ คือชุดนี้ เรามีการตั้งกลไกภายในที่เรียกว่าคณะทำงานติดตาม ข้อเสนอแนะของ กสม. ตั้งแต่ กสม. ชุดที่ ๑ ชุดที่ ๒ ชุดที่ ๓ จนกระทั่งถึงชุดปัจจุบัน ซึ่งก็ไล่เรียงว่าการที่มีข้อเสนอแนะไปถึงหน่วยงานต่าง ๆ นั้น ก็ควรจะต้องมีการติดตาม อย่างเป็นระบบ แล้วก็ไปฟังว่าได้มีการดำเนินการหรือไม่ อย่างไร ติดขัดอย่างไร แล้วก็ ยังคงมีการขับเคลื่อนต่อเนื่อง ซึ่งจากที่มีการติดตามมาก็ต้องบอกว่าข้อเสนอแนะที่เกิดขึ้น จากรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้น ได้รับการตอบสนอง ๙๘ เปอร์เซ็นต์ ส่วนการติดตามข้อเสนอแนะซึ่งปรากฏอยู่ในรายงานผลการประเมินสถานการณ์ สิทธิมนุษยชนประจำปีของประเทศไทยในปี ๒๕๖๖ ซึ่งมีข้อเสนอแนะในนั้น ๗๕ ข้อ ๑๑๐ ข้อย่อย มีหน่วยงานแจ้งตอบรับการดำเนินการ ๓๕ หน่วยงาน แล้วก็มีประเด็นที่ได้รับ การดำเนินการไปแล้ว ๘๑ ประเด็นหรือคิดเป็นร้อยละ ๗๓.๖ แต่ยังไม่มีความก้าวหน้า อยู่ที่ประมาณ ๒๖.๔ เปอร์เซ็นต์หรือ ๒๙ ประเด็น อันนี้ก็เป็นกรณีของการติดตาม

ส่วนเรื่องเอชไอวีที่เมื่อสักครู่ท่านเอกราช ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ได้พูดถึง กรณีของทางทหารแล้วก็ทางตำรวจ โดยเฉพาะเรื่องของกฎ ก.ตร. ซึ่งกำหนดคุณสมบัติ ต้องห้ามของผู้ที่เข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจทุกระดับจะต้องไม่เป็นผู้เป็นโรคเอดส์ หรือเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี จริง ๆ แล้ว กสม. เคยมีรายงานการตรวจสอบการละเมิด สิทธิมนุษยชนเรื่องกฎ ก.ตร. ไปเมื่อปี ๒๕๖๒ เป็นรายงานการตรวจสอบที่ ๔๑๓/๒๕๖๒ วินิจฉัยว่าเรื่องนี้เป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเสนอเรื่องนี้ ไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปรากฏว่าก็ได้รับคำชี้แจง อ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ วรรคท้าย ที่เป็นเรื่องสมรรถนะ แต่ก็อย่างที่ท่านบอกไป จริง ๆ เราก็เห็นข้อเท็จจริง ว่ามีตำรวจซึ่งรับราชการเป็นข้าราชการตำรวจอยู่ แล้วก็ติดเชื้อเอชไอวีเข้ารับการรักษา ที่โรงพยาบาลตำรวจเกือบจะ ๒,๐๐๐ นาย ซึ่งคนเหล่านี้ก็ไม่ได้ถูกให้ออกจากราชการ ซึ่งก็แปลว่าเขายังทำงานได้ มันก็เป็นความย้อนแย้งที่เราเห็น เราส่งเรื่องไป ครม. ส่งเรื่อง ไปให้ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ยังยืนยันว่ายังคงคุณสมบัตินี้ไว้ เราก็มาดำเนินการจัดทำ ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม เพิ่งออกไปไม่นานนี้ เนื่องจากเราก็ไปได้ข้อมูลจากการศึกษา ของต่างประเทศ ซึ่งเราก็พบว่าในหลายประเทศมีการผ่อนปรนและยืดหยุ่นการที่เข้าไป ทำหน้าที่ในกองทัพ อย่างเช่นประเทศสหรัฐอเมริกามีคำพิพากษาของศาลด้วยว่าการปลดออก จากการทำหน้าที่เป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลอย่างชัดเจน รวมทั้งในกรณีของฝรั่งเศส หรืออีกหลายประเทศซึ่งก็มีการพูดถึงว่าถ้าผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับยาต้านไวรัสต่อเนื่อง แล้วก็ไม่สามารถตรวจพบเชื้อซึ่งเรียกว่า U=U ถ้ากินยาต่อเนื่อง ๑๒ เดือนก็จะสามารถ ได้รับการผ่อนปรนให้เข้าทำงานในกองทัพได้ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งข้อเสนอแนะนี้ก็เพิ่งจะ ออกไป แล้วเราก็จะติดตามต่อไปด้วยนะคะ

ส่วนเรื่องของกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศดิฉันเองก็คิดว่าที่ผ่านมา กสม. เราสนับสนุนเรื่องการยกระดับของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ที่มีความ หลากหลายทางเพศ เราเข้าร่วม กิจกรรม Pride Month ทุกปีที่จัดขึ้น แล้วเราก็สนับสนุน กฎหมายสมรสเท่าเทียม แต่ว่าก็ยังไม่เพียงพอ เพราะเราคิดว่าตัวกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ ทางเพศสภาพ เป็นกฎหมายที่สำคัญที่จะต้องเร่งรัดให้มีการดำเนินการ รวมทั้งเราก็สนับสนุน เรื่องการมีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลและการยกเลิกกฎหมายที่เอาผิดกับ ผู้ที่ค้าประเวณีก็คือ ตัวร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่ง กสม. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ ยกร่างพระราชบัญญัติ ยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๓๙ แล้วทางเครือข่ายภาคประชาสังคมก็ได้ไปรณรงค์ เราเองก็ร่วมด้วย ตอนนี้ ทางภาคประชาสังคมก็รวบรวมรายชื่อได้ถึง ๑๓,๐๐๐ กว่ารายชื่อ แล้วก็เสนอต่อ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อที่จะเป็นกฎหมายเข้าชื่อ แล้วก็ได้รับคำวินิจฉัยว่า เป็นกฎหมายที่สามารถเข้าชื่อได้ แล้วตอนนี้ก็รอบรรจุเข้าวาระอยู่ ไม่เป็นกฎหมายการเงินด้วย แล้วในขณะเดียวกันระหว่างที่รอกฎหมาย เราก็ได้ร่วมกันในการที่จะทำเรื่องของการผลักดัน ให้มีกฎกระทรวงของกระทรวงแรงงาน เพื่อคุ้มครองคนที่ทำงานในสถานบริการด้วย เพราะว่าตอนนี้ก็เป็นความสำคัญ เราจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎกระทรวงนี้ ๔ ภาค แล้วก็ไปฟังผู้ประกอบการ แล้วก็ฟังทั้งน้อง ๆ ที่เป็น Sex Worker ที่อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทย ตอนนี้ก็น่าจะครบ เกือบจะครบทุกภาคยังเหลือภาคใต้ซึ่งจะไปเดือนหน้า เพราะฉะนั้นในเรื่องของสิทธิของกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ เราก็ยังคงติดตาม แล้วก็ร่วมสนับสนุนการขับเคลื่อนของทั้งภาคประชาสังคม แล้วก็หน่วยงานของรัฐอยู่ตลอด ก็นำเรียนชี้แจง ขอบพระคุณมากค่ะ