วสันต์ ภัยหลีกลี้ ขอบคุณสมาชิกสภาและน้อมรับคำวิจารณ์ โดยชี้แจงการทำงานเชิงรุกของ กสม. เพื่อผลักดันข้อเสนอแนะเชิงนโยบายแทนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ยกตัวอย่างประเด็นเรื่องการป้องกันการซ้อมทรมานโดยเสนอให้ไทยเข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับอนุสัญญา และเตรียมจัดตั้งหน่วยงานภายในเพื่อขับเคลื่อนกฎหมายรอง วสันต์ ภัยหลีกลี้ เสนอแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการซ้อมทรมานโดยเน้นการทำงานเชิงรุกผ่านการประสานงานกับกระทรวงกลาโหม กรมราชทัณฑ์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสร้างความตระหนัก เคารพสิทธิมนุษยชน และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด วสันต์ ภัยหลีกลี้ เสนอแนวทางคุ้มครองนักปกป้องสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนผ่านกลไกเชิงระบบ พร้อมยกตัวอย่างมติคณะรัฐมนตรีที่อนุญาตให้ผู้หนีภัยสู้รบจากเมียนมาในค่ายพักพิงชั่วคราวสามารถออกนอกพื้นที่และพัฒนาสถานะได้ วสันต์ ภัยหลีกลี้ เสน
กราบเรียน ท่านประธานสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ ต้องขอขอบพระคุณสำหรับ ความคิดเห็น คำแนะนำ แล้วก็กำลังใจ ขอน้อมรับคำวิจารณ์แล้วก็คำชี้แนะต่าง ๆ ผมขออนุญาตเสริมท่านประธาน กสม. ในบางประเด็นครับ การทำงานของ กสม. ชุดนี้ เราทำงานกันเป็นทีมแล้วก็พยายามที่จะทำงานเชิงรุก ทำงานเชิงระบบ พยายามที่จะผลักดัน ข้อเสนอแนะในเชิงนโยบาย เพราะเราคิดว่าการรับเรื่องร้องเรียนแล้วแก้ไขปัญหา เป็นกรณี ๆ ไป บางครั้งอาจจะทำให้ล่าช้าไม่ทันการณ์ หลายเรื่องเราก็จะทำข้อเสนอแนะ เพื่อให้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายหรือมีข้อเสนอแนะไปทางนายกรัฐมนตรี ทางรัฐมนตรี หรือว่าทางกระทรวง หรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้แก้ไขปัญหา หลายเรื่อง ก็อาจจะมีการแถลงข่าว มีการแสดงท่าที อย่างที่บางท่านได้พูดถึง ก็เพื่อที่จะย้ำเรื่องหลัก สิทธิมนุษยชนแล้วก็แนวปฏิบัติที่ควรจะเป็นไป ในการทำงานเชิงรุกผมจะขออนุญาต ยกตัวอย่าง ๒-๓ ประเด็นด้วยกัน อย่างเช่นเรื่องเกี่ยวกับการป้องกันการซ้อมทรมาน ที่เมื่อสักครู่ท่านประธานก็ได้พูดถึงนะครับ กรณีการป้องกันการซ้อมทรมาน เรามีอเสนอแนะ ไปที่คณะรัฐมนตรีนะครับ เรื่องที่เสนอให้ไทยเข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับอนุสัญญา ว่าด้วยการป้องกันการทรมาน ซึ่งตรงนั้นทางรัฐบาลอาจจะยังติดขัด ยังไม่พร้อมที่จะเข้า แต่เราก็ยืนยันท่าทีตัวนี้แล้วก็พยายามสนับสนุนให้เดินหน้าไปในทิศทางนี้ ขณะเดียวกัน ทาง กสม. ก็ได้เตรียมโครงสร้างภายใน มีการจัดตั้งหน่วยงานแล้วก็มีแผนงานในการขับเคลื่อน เพื่อป้องกันการซ้อมทรมานนะครับ เราเสนอแนะไปทางกระทรวงยุติธรรมและคณะกรรมการ ป้องกันการซ้อมทรมานในเรื่องของการออกกฎหมายรอง
ในเรื่องของการสร้างความตระหนัก รวมทั้งเรื่องบางเรื่องที่ได้รับการร้องเรียน เข้ามาอย่างกรณี พลทหารวรปรัชญ์ เราก็ได้เสนอไปที่คณะกรรมการป้องกันการซ้อมทรมาน ให้นำเรื่องขึ้นสู่ศาล ซึ่งเราก็ได้รับทราบว่าศาลคดีทุจริตได้พิจารณาในเรื่องนี้ แล้วก็ ได้มีคำพิพากษาลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้วการทำงานในเชิงป้องกันอย่างที่ท่านประธาน ได้พูดถึง เราทำงานร่วมกับกระทรวงกลาโหม แล้วก็ ๓ เหล่าทัพ โดยที่เข้าไปคุยกับ ฝ่ายนโยบาย แล้วก็เห็นตรงกันว่าจะต้องมีการป้องกันการซ้อมทรมาน สร้างความตระหนัก จะต้องมีการเคารพสิทธิมนุษยชน ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้ทางกระทรวงกลาโหม ทางเหล่าทัพต่าง ๆ มีแนวนโยบาย มีคำสั่งที่ชัดเจน มีหนังสือเวียนออกไปตามหน่วยต่าง ๆ ในเรื่องที่ห้ามทำร้ายกำลังพล ห้ามลงโทษ ที่นอกเหนือจากที่กำหนดเอาไว้ ๑๒ ท่ากายบริหาร นอกจากนั้นจะมีการอบรมครูฝึก มีการป้องกันการทรมาน จากที่เราได้ไปตรวจเยี่ยมอย่างของกองทัพบก เราไปตรวจเยี่ยม ที่กองพลทหารปืนใหญ่ ศูนย์การบินทหารบก แล้วก็ที่ มทบ. ๑๑ แล้วไปตรวจเยี่ยม ศูนย์ฝึกทหารใหม่ที่สัตหีบของกองทัพเรือ แล้วก็ได้ไปเยี่ยมของทางกองทัพอากาศด้วย ก็เห็นว่านโยบายของทางกระทรวงกลาโหม นโยบายที่คุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้มี การถ่ายทอดลงไปถึงหน่วยต่าง ๆ และแนวปฏิบัติในการดำเนินการก็ไปในทิศทางที่ดีมาก ๆ จากการประเมินในการเข้าไปตรวจเยี่ยมก็เห็นว่ามีพัฒนาการที่ดีมาก เราคิดว่าอันนี้ เป็นการป้องกันเชิงรุก แล้วก็เป็นการทำงานในเชิงนโยบายแทนที่จะไปตามเป็นเรื่อง ๆ หรือว่าเกิดเหตุขึ้นแล้วค่อยไปตามแก้ครับ เช่นเดียวกันครับ กับทางกรมราชทัณฑ์ เราก็ได้ เข้าไปตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลราชทัณฑ์ แล้วก็มีโครงการที่จะทำงานร่วมกับกรมราชทัณฑ์ ในการป้องกันการซ้อมทรมานผู้ที่เป็นผู้ต้องขังเป็นนักโทษอยู่นะครับ ในส่วนของตำรวจ ก็มีความร่วมมือกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีโครงการสถานีตำรวจที่เคารพในหลักสิทธิ มนุษยชน มีการอบรม มีการผลิตสื่อ เพื่อที่จะเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสิทธิ มนุษยชนแล้วก็ พ.ร.บ. ป้องกันการซ้อมทรมาน มีการตรวจเยี่ยมสถานฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ก็เป็นการทำงานในเชิงรุกเป็นการทำงานในเชิงป้องกัน
เกี่ยวกับเรื่องนักปกป้องสิทธิก็เช่นเดียวกัน เรามีเรื่องร้องเรียนเข้ามา เราก็พยายามที่จะทำงานในเชิงรุก พยายามที่จะผลักดันให้มีกฎหมายเพื่อที่จะคุ้มครอง นักปกป้องสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน มีการอบรมสร้างความตระหนักในเรื่องนี้ มีการ ทำงานในเชิงระบบพยายามให้มีกลไกในการส่งเรื่องต่อในการดูแล พอเราได้รับเรื่องร้องเรียน ระหว่างที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบหรืออยู่ระหว่างการประสานการคุ้มครอง เราจะประสาน กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะดูแลความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิเหล่านั้น ไปพลางนะครับ
ในแง่ของการทำงานในเรื่องของสิทธิเด็ก ผมเรียนว่าไม่ว่าจะเป็น เรื่องสถานสงเคราะห์เด็ก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิทธิเด็ก ในสถานศึกษาต่าง ๆ รวมทั้ง กรณีเด็กที่เป็นลูกหลานแรงงานต่างด้าว เราก็จะพยายามทำงานในเชิงนโยบาย ในเชิงระบบ มีข้อเสนอแนะที่เวลาแก้ไขปัญหาสามารถที่จะครอบคลุม แล้วก็ดูแลภาพรวมได้ ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง เรื่องค่ายพักพิงชั่วคราวที่ท่านผู้มีเกียรติบางท่านได้พูดถึง กสม. เอง ก็ได้มีรายงานข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งข้อเสนอแนะในเรื่องนี้ ส่วนหนึ่งก็อาจจะ นำไปสู่การตัดสินใจและมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ที่อนุญาตให้ผู้หนีภัยสู้รบ จากประเทศเมียนมาที่อยู่ในค่ายพักพิงชั่วคราว ซึ่งไม่ชั่วคราวเพราะอยู่กันมา ๓๐-๔๐ ปี ให้สามารถออกไปทำงานข้างนอกได้ แล้วก็ให้สามารถที่จะพัฒนาสถานะได้ในอนาคต อันนี้เรามีรายงานข้อเสนอแนะไป เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติออกมา วันนี้เราก็ได้ขอบคุณ ครม. แล้วก็แสดงความชื่นชมที่แก้ไขปัญหาในเชิงระบบ เพราะว่าอย่างที่ว่าถ้าเราแก้ปัญหา ทีละราย ทีละราย หลายท่านก็คงจะนึกออกบางทีใช้เวลาหลายสิบปี หรือเป็นร้อย ๆ ปี ก็อาจจะไม่สามารถแก้ไขได้ ก่อนหน้านั้น คณะรัฐมนตรีก็เคยมีมติในการแก้ไขปัญหา ซึ่งสามารถที่จะครอบคลุมคน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน คราวนี้เรื่องค่ายพักพิงชั่วคราว ก็สามารถ ที่จะครอบคลุมคน ๗๗,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งเราคิดว่าอันนี้ก็เป็นการแก้ไขในเชิงระบบแล้วก็ เป็นการตอบโจทย์ที่ดี
เรื่องอื่น ๆ ที่เราได้ผลักดันแล้วก็แก้ไข อย่างเช่น เรื่องประวัติอาชญากร เดิมประวัติอาชญากร ๑๓-๑๔ ล้านประวัติ ไม่ว่าท่านอาจจะถูกกล่าวหา ท่านอาจจะ ทำผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ท่านอาจจะเป็นเยาวชนหรืออาจจะได้รับการล้างมลทินแล้ว แต่รายชื่อของท่านยังอยู่ในประวัติอาชญากร เราคิดว่าอันนี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็ได้ทำงานร่วมกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คัดแยกบัญชีรายชื่อประวัติเฉพาะผู้ที่ ศาลตัดสินว่ามีความผิด ควรจะเป็นประวัติอาชญากร ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ได้ไปดำเนินการเหลืออยู่ประมาณ ๓-๔ ล้านรายชื่อ ส่วนที่เป็นเด็กและเยาวชนที่ควร มีโอกาสได้รับโอกาสแก้ตัว ส่วนที่เป็นคดีที่ถูกกล่าวหาแต่ว่าศาลตัดสินแล้วว่าไม่มีความผิด หรือว่าส่วนที่ได้รับการล้างมลทินแล้ว หรือเป็นคดีลหุโทษซึ่งผ่านมาหลายปีแล้ว พวกนี้ ก็ถูกกันออกไป แล้วพวกเขาจะได้ไม่ถูกละเมิดซ้ำ เวลาหน่วยงานภาครัฐหรือว่าภาคเอกชน ต้องการขอทราบประวัติ Check ประวัติไป แล้วปรากฏว่าชื่อเขาอยู่ในประวัติอาชญากร ก็ถูกปฏิเสธในเรื่องของการทำงาน อันนี้เราพยายามที่จะทำงานในเชิงรุก ทำงานในเชิงระบบ สิ่งสำคัญก็คือว่าเราก็ทำงานตามที่รัฐธรรมนูญ แล้วก็พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้กำหนดไว้ แล้วก็ต้องขอขอบพระคุณท่านที่จะ สนับสนุนหากมีการแก้ไข พ.ร.ป. กสม. ให้ กสม. มีบทบาท มีอำนาจหน้าที่หรือว่าสามารถ ที่จะทำงานได้กว้างขวางขึ้นหรือดีขึ้น
ในเรื่องเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนผมขออนุญาตเพิ่มเติมนิดหนึ่ง กรณีที่เกิดขึ้น วันนี้ ก็เป็นกรณีที่สะเทือนใจ ทาง กสม. เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็ได้คุยกัน แล้วก็ได้มีท่าทีออกไป ในเรื่องนี้ โดยพยายามเน้นย้ำว่าเรื่องทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเด็ก ต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุด ของเด็กเป็นหลัก แล้วรัฐไทยก็มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ก่อนหน้านั้นเราก็จะมีแถลงการณ์หลายต่อหลายเรื่องออกมา ซึ่งเราคิดว่าก็อาจจะช่วยสร้าง ความตระหนักในเรื่องสิทธิมนุษยชน ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาให้รวดเร็วขึ้น กสม. เห็นว่าการแก้ปัญหาไม่ได้มีเฉพาะเรื่องการปกป้องคุ้มครองสิทธิ แต่ว่าเรานอกจาก จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบ แล้วก็คุ้มครองสิทธิแล้ว เรายังทำหน้าที่ในการติดตามเฝ้าระวัง สถานการณ์ แล้วก็ทำหน้าที่ในการส่งเสริมเหมือนอย่างที่หลายท่านได้พูดว่าทำอย่างไร เราจะส่งเสริมให้คนตระหนักถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน แล้วก็สังคมไทยเป็นสังคมที่เคารพ สิทธิมนุษยชน
สำหรับกรณีเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สว. ผมขออนุญาตตอบเล็กน้อยอย่างนี้ครับ ว่ากรณีการเลือกตั้งประชาชนก็เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่เราได้รายงานไว้ในรายงาน สถานการณ์สิทธิมนุษยชน การรายงานของเราก็อาจจะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วก็ เป็นเรื่องที่เราเห็นว่ามีการเลือกตั้ง แล้วก็มีข้อจำกัดในเรื่องกฎหมายอย่างไร การที่บอกว่า การเลือกตั้ง สว. เรียบร้อยก็หมายถึงว่าไม่มีเหตุวุ่นวาย ไม่ได้มีเรื่องเลือดตกยางออก หรือว่าเรื่องอะไรในทำนองนั้น ส่วนเรื่องที่มีการฟ้องร้องกันก็เราเห็นว่าเป็นเรื่องที่ กกต. มีหน้าที่ในการดูแลอยู่ มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาที่ กสม. บ้าง เราก็ส่งเรื่องต่อไปให้ กกต. ซึ่งก็เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ว่าเรื่องอะไรที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระอื่น กสม. ก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ ก็ให้ส่งไปให้องค์กรอิสระนั้น ๆ ดำเนินการนะครับ ไม่ว่าจะเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ป.ป.ช. หรือว่า กกต.
สุดท้ายก็จะเรียนว่าในการทำงานของเรานี้ก็มีความครอบคลุมสิทธิมนุษยชน ในแทบจะทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านพลเมือง ด้านการเมือง ด้านสิทธิ ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม แล้วก็พร้อมที่จะทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ฝ่ายการเมือง ฝ่ายวิชาการ แล้วก็ภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนผลักดันให้สิทธิมนุษยชนบ้านเรา ได้มีการพัฒนาไปยิ่ง ๆ ขึ้น ผมขออนุญาตตอบเท่านี้ก่อน แล้วก็เดี๋ยวท่าน กสม. สุภัทรา จะมีเพิ่มเติมในอีกหลายประเด็น ขอบพระคุณครับ