วิโรจน์ ชี้ซื้อหุ้นนายกฯ ด้วยตั๋วสัญญาใช้เงิน หลบเลี่ยงภาษี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๘

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อภิปรายกรณีการซื้อหุ้นของนายกรัฐมนตรีด้วยตั๋วสัญญาใช้เงินที่ไม่มีกำหนดชำระเงินและดอกเบี้ย โดยชี้ว่าเป็นการทำนิติกรรมอำพรางเพื่อหลบเลี่ยงภาษี และวิจารณ์ความล่าช้าในการวินิจฉัยของกรมสรรพากรเนื่องจากไม่มีการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิให้ครบองค์คณะ พร้อมสอบถามกำหนดการวินิจฉัยการใช้ตัว PN ของนายกรัฐมนตรี

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา ผมว่าประชาชนทุกท่านรวมทั้งท่านประธานด้วย ก็คงจะทราบว่าท่านนายกแพทองธาร ชินวัตร ได้รับข้อเท็จจริงจากการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ต่อ ป.ป.ช. ว่าตัวท่านมีการซื้อหุ้นจากแม่ พี่ชาย พี่สาว ลุงและป้าสะใภ้เป็นเงิน ๔,๔๓๔.๕ ล้านบาท โดยชำระเงินโดยใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือตั๋ว PN ที่ไม่มีกำหนดการชำระเงิน ไม่มีดอกเบี้ย โดยตั๋ว PN ๕ ฉบับออกเมื่อปี ๒๕๕๙ อีก ๔ ฉบับ มาออกในปี ๒๕๖๖ แต่จนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่มีการชำระเงินจนมาถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคมที่ผ่านมา จึงเพิ่งจะ มาสารภาพกลางสภาเมื่อท่านนายกนั่งตรงนี้ตรงที่เดียวกันกับทางท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ เลยนะครับ ก็เพิ่งจะมารับสารภาพว่าวางแผนจะเริ่มจ่ายในปี ๒๕๖๙ ถ้าไม่มีการอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ประชาชนก็คงไม่มีใครรู้ว่านายกแพทองธารจะใช้ตั๋ว PN ที่ไม่มีกำหนดชำระเงิน ไม่มีดอกเบี้ยมาซื้อหุ้นจากคนในครอบครัวแบบนี้ จนประชาชนจำนวนมากต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ แล้วก็สงสัยว่านี่อาจจะไม่ใช่การซื้อหุ้นครับ แต่เป็นการทำนิติกรรมอำพรางโดยใช้ตั๋ว PN เป็นเครื่องมือในการหลีกเลี่ยงหรือหลบเลี่ยงภาษี เพราะตั๋ว PN ผมว่าท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ก็รู้ดีว่าไม่มีศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ในการดูแล ไม่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการขึ้นทะเบียน ถ้าเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งแล้วมีการแอบยกหนี้ให้ แล้วงุบงิบฉีกตั๋ว PN ทิ้งสำนักงาน สรรพากรในพื้นที่ กองตรวจสอบภาษีกลาง หรือแม้กระทั่งกรมสรรพากรจะติดตามตรวจสอบ ได้อย่างไร ที่ผ่านมาท่านอธิบดีกรมสรรพากรก็ออกมาแก้ต่างให้ โดยอ้างถึงประมวลรัษฎากร มาตรา ๔๐ (๔) (ช) ซึ่งกรมสรรพากรก็ยังคงตาใสเชื่อว่านี่คือการซื้อขายหุ้นกันจริง ๆ โดยท่านอธิบดีปิ่นสาย ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ บอกว่าถ้ามีการจ่ายเงินกันเมื่อไร แม่ พี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ได้กำไรจากการขายหุ้นให้นายกแพทองธาร ก็จะเอาส่วนที่ เป็นกำไรมาคำนวณ แล้วแม่ พี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ก็จะจ่ายภาษี แต่ประชาชนเขาไม่เชื่อแล้ว ว่าเป็นการซื้อขาย เขาสงสัยว่าเป็นการให้ แต่ใช้ตั๋ว PN มาติ๊งต่างว่าเป็นการซื้อ ซึ่งตามมาตรา ๔๒ (๒๖) (๒๗) (๒๘) ของประมวลรัษฎากร นายกแพทองธารต้องเป็น ผู้จ่ายภาษีที่เรียกว่าภาษีการรับให้เป็นมูลค่า ๒๑๘.๗ ล้านบาท เอาจริง ๆ ต่อให้เป็น การซื้อขายกันจริง ๆ แม่ พี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ก็คงไม่ต้องจ่ายภาษีสักบาทครับ เพราะขายให้กับนายกแพทองธาร ในราคา Par หรือราคาทุน กรณีนี้จากการใช้ตั๋ว PN ของท่านนายกครับ ประเทศชาติ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการรู้ไหมว่าได้เงินจากท่านนายก แพทองธารเท่าไรครับ แค่ ๒๗ บาทครับ เป็นค่าภาษีอากรแสตมป์ที่ติดเอาไว้ที่ตั๋ว PN ๙ ฉบับ ฉบับละ ๓ บาท ๙ คูณ ๓ ก็ ๒๗ บาท โอ้โฮ เทียบกับกรณีครับ ผมยกตัวอย่างที่ดีครับ กรณีของคุณเศรษฐา ทวีสิน โอนหุ้นแสนสิริให้ลูกสาว ๖๖๑,๐๐๒,๗๓๔ หุ้น ประมาณสัก ๖๖๐ ล้านหุ้น ลูกสาวคุณเศรษฐาก็สำแดงแบบตรงไปตรงมาครับ แล้วก็จ่ายภาษีการรับให้ ๓๒ ล้านบาทให้แก่แผ่นดินครับ ไม่เห็นว่าลูกสาวคุณเศรษฐาจะใช้ตั๋ว PN ซื้อหุ้นจาก คุณเศรษฐาตรงไหน กรณีนี้ต้องชื่นชมคุณเศรษฐาว่าสอนลูกมาดี ผมยังตามเรื่องนี้ยังไม่ลดละ ผมว่าท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังก็รู้ดีครับท่านประธาน ในวันที่ ๒๘ มีนาคม ผมได้ไปยื่นหนังสือต่อกรมสรรพากร เพื่อขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรใช้อำนาจ ตามมาตรา ๑๓ สัตต (๓) วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการใช้ตั๋ว PN ในการซื้อหุ้นของ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ว่าเป็นการหลบเลี่ยงหรือหลีกเลี่ยงภาษีหรือไม่ จนมาวันนี้ ๒๘ ตรงกันเลยครบ ๕ เดือนพอดี ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม จนเส้นทางการเงินของ สีกากอล์ฟเขาสืบกันจนสิ้นไส้แล้วครับ จนตอนนี้ตั๋ว PN ของนายกรัฐมนตรียังไม่ไปถึงไหน ยังตั้งคณะกรรมการอยู่เลย ในวันที่ ๑ พฤษภาคม เดี๋ยวผมไล่เลียงให้ดู ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา ผมได้ขอให้คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเศรษฐกิจ เชิญผู้แทนจาก กรมสรรพากรมาชี้แจง ซึ่งก็มีท่านผู้อำนวยการกองตรวจสอบภาษีกลางมาให้คำตอบ ทำให้คณะกรรมาธิการรู้ถึงข้อเท็จจริงว่าปัจจุบันคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรเกิดอุปสรรค ในการจัดประชุมเพื่อวินิจฉัยในกรณีนี้ เนื่องจากอะไรรู้ไหมครับท่านประธานครับ เนื่องจาก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายพิชัย ชุณหวชิร ไม่ยอมใช้อำนาจ ตามมาตรา ๑๓ ทวิ ของประมวลรัษฎากรในการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ๓ ท่านเข้ามาเป็นกรรมการ จึงทำให้องค์คณะ ไม่ครบครับ จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ได้แต่ตั้งนะครับ ไม่ใช่ว่ากระวีกระวาดตั้ง ตอนนี้ก็ยังไม่ตั้ง เท่ากับว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ละเว้นการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ มาถึง ๒ ปี ๔ เดือน และถ้านับเฉพาะการดำรงตำแหน่งของนายพิชัย ชุณหวชิร เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๖๗ เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันเท่ากับว่านายพิชัย ได้ละเว้นการแต่งตั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหม่มากว่า ๑ ปี ๔ เดือน สุดยอดจริง ๆ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับประชาชน ทุกคน คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจในวันนั้น จึงได้ถามหนังสือไปสอบถามว่าถาม กรมสรรพากรว่าถ้าประชาชนคนอื่นเขาจะโอนหุ้นให้ลูก ประชาชนสามารถใช้แพทองธาร Model คือให้ลูกออกตั๋ว PN แบบไม่มีกำหนดชำระ ไม่มีดอกเบี้ย เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายภาษี การรับให้ ทำแบบนายกรัฐมนตรีแพทองธารเปี๊ยบเลยจะทำได้ไหม ปรากฏว่าท่านอธิบดี กรมสรรพากร ปิ่นสาย สุรัสวดี ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของท่านอดีตรัฐมนตรี ตอบมา เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ว่าไม่สามารถตอบได้ครับ ให้รอการวินิจฉัยซึ่งก็ไม่ได้บอกว่า จะวินิจฉัยเสร็จเมื่อไร เท่ากับว่าในแผ่นดินนี้ มีแค่นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถใช้ตั๋ว PN ทำแบบนี้ได้ ผมยังไม่ได้สิ้นความพยายามครับ ท่านประธานครับ ผมยังได้เขียนกระทู้ถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๘ ผมนี่ไล่ล่าสุดความสามารถถามตรงไปตรงมา ทำไมไม่ตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ๓ ท่าน ตามมาตรา ๑๓ ทวิ ของประมวลรัษฎากร เพื่อคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร จะได้วินิจฉัยได้เสียที และถ้าในกรณีนี้บอกว่าการใช้ตั๋ว PN ทำติ๊งต่างเป็นซื้อหุ้น แบบนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ทำได้นะครับ และที่ชอบอ้างกันนักว่าเป็นการวางภาษี วางแผนภาษีแบบดุดัน ไม่เกรงใจใคร แบบแพทองธาร Ranger Raptor ประชาชนคนอื่น เขาจะได้ดุดันได้บ้างครับ นายกรัฐมนตรีทำได้คนอื่นทำได้ไหม ไม่ใช่ว่าให้นายกรัฐมนตรี แพทองธารดุดันได้คนเดียวครับ ถามอย่างไร กระทู้นี้ก็ไม่ยอมตอบ จนผมทำอย่างไร รู้ไหมครับ ผมเลยไปถอน ถอนเมื่อเข้าเองครับ เพื่อจะได้มาถามท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังแบบตรงไปตรงมาเลยครับ

คำถามข้อ ๑ ผมถามสั้น ๆ ครับ การวินิจฉัยกรณีการใช้ตัว PN ของ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร มีกำหนดการว่าจะแล้วเสร็จเมื่อไร วันที่เท่าไร ประชาชนคนไทย ทั่วประเทศถึงจะรู้ว่าแพทองธาร Model ถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย และที่ผ่านมา ผมอยากรู้จริง ๆ ว่าทำไมท่านพิชัย ชุณหวชิร ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงไม่ยอมใช้อำนาจตาม มาตรา ๑๓ ทวิ ของประมวลรัษฎากรในการแต่งตั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิ ๓ ท่าน ให้เข้าไปทำหน้าที่ในคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร นี่คือคำถามข้อที่ ๑ ครับ