วิทยา ชี้กองทุนสื่อเสี่ยงกลายเป็นระบบราชการล้าหลัง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๘

วิทยา แก้วภราดัย หารือถึงการทำงานของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยแสดงความกังวลว่าองค์กรอาจกลายเป็นระบบราชการที่ล้าหลัง และเสนอให้ปรับรูปแบบการผลิตสื่อจากภาพยนตร์ยาวไปสู่เนื้อหาสั้น ๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อปลุกจิตสำนึกเรื่องคุณธรรม ความรักชาติ และความทันสมัยในสังคมไทย

นายวิทยา แก้วภราดัย แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ขออนุญาตที่จะออกความคิดเห็นแล้วก็ติดตามชื่นชมผลงาน กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ผมก็ทราบว่ามีกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์ขึ้นมา แล้วมีการออกเป็นพระราชบัญญัติขึ้นมา แต่ก็พูดตรง ๆ เลยว่าไม่ได้ ติดตามงานเท่าไร เพราะมันหาดูยากครับ เดี๋ยวนี้ระบบการสื่อสารทั้งหมดมันก็เปลี่ยนโลก ไปทั้งหมด สมัยเมื่อ ๑๐ กว่าปี ๒๐ ปีที่แล้วตื่นเช้าต้องอ่านหนังสือพิมพ์ มือก็ดำทั้ง ๒ ข้าง แต่เดี๋ยวนี้หนังสือพิมพ์แทบจะหายไปจากโลกนี้สำหรับคนที่อ่านสำหรับการสื่อสาร สื่อสาร กลับมาโผล่ในเรื่องของโทรทัศน์ ดูแล้วกองกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์น่าจะ ออกเป็น พ.ร.บ. ตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ แล้วก็รายได้หลักของเราก็น่าจะเกิดจากทุนประเดิมรัฐบาล แล้วก็น่าจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียงหรือ กสทช. จากอันนั้น แต่ว่าผมดู รายงานก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าตัวเลขผมจะสับสนหรือเปล่า เราเสนอโครงการปีหนึ่งประมาณ พันกว่าล้าน แต่ทุกรายการผมเข้าใจว่าได้รับมาหลักร้อยล้าน คราวนี้ถ้าเป็นไปได้รบกวน ท่านผู้จัดการ ท่านลองไล่ดูว่าตั้งแต่ตั้งกองทุนมาท่านได้เงินสนับสนุนมาปีละเท่าไร แล้วทำ อะไรได้บ้าง สิ่งที่ผมกังวลที่สุดก็คือเวลาตั้งเราตั้งหน่วยงานกึ่งราชการกองทุนพวกนี้ขึ้นมา เราตั้งด้วยความคิดที่ค่อนข้างทันสมัยครับ คิดถึงอะไรที่พัฒนาไปไกลข้างหน้า แต่พอ ตั้งองค์กรขึ้นมานาน ๆ องค์กรก็จะกลายเป็นเข้าไปในระบบเหมือนที่เราเคยพูดก็คือระบบ ราชการ เพราะฉะนั้นผมก็กังวลว่าการทำควบคุมสื่อความปลอดภัยและสร้างสรรค์ การพัฒนาสื่อแล้วมาพัฒนาเป็นรูปแบบที่ค่อนข้างจะล้าหลังไปเรื่อย ๆ ผมดูชื่อหนัง ที่เราสร้างแล้วผมคิดว่าอาจจะต้องช่วยกันคิดหน่อยว่ามันควรจะทันสมัยไปกว่านั้นแล้ว แล้วก็ที่สำคัญเรื่องราวต่าง ๆ ในการที่จะใช้สื่อสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาระบบสื่อให้มี การสร้างสรรค์ก็คือความตั้งใจที่เราจะสร้างคนในสังคมนี้ขึ้นมาให้เป็นคนดี เพราะผมมั่นใจว่า ท่านผู้จัดการซึ่งอยู่ในวงการสื่อมาตั้งแต่หนุ่ม ๆ ท่านก็รู้ดีว่าสังคมมันเริ่มถดถอย สังคมมันเริ่ม ไร้คุณธรรม สังคมเริ่มไร้ศีลธรรม คนดีกลายเป็นคนที่น่าเบื่อหน่าย สิ่งดีงามกลายเป็นสิ่งที่ น่ารำคาญ เพราะฉะนั้นทั้งหมดชีวิตเราเจอกันจริง ๆ ก็คือทุกคนเจอกันในโทรศัพท์มือถือ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการทำระบบสื่อเราผมขออนุญาตเสนอความคิดเห็นที่ผมเจอในสื่อนี้ ผมมองวันนั้นนั่งดูรายการคล้าย ๆ TikTok อะไรพวกนี้มันเป็นหนังสั้น ๆ สัก ๓-๔ นาที เล่าถึงเรื่องราวถึงการมีคุณธรรม เช่น จากเด็กยากไร้ขอข้าวเขากินริมถนน แล้ววันหนึ่ง เด็กคนนั้นก็เติบโตขึ้นไปเป็นหมอ สุดท้ายเจ้าของร้านที่ให้ข้าวแกงตัวเองกินมาตลอดนี่ป่วย เข้าโรงพยาบาลและผ่าตัด แล้วก็คนที่มาช่วยก็คือเด็กคนที่ตัวเองเคยให้ข้าวกินตอนเด็ก ๆ หนังสั้นแค่ ๕ นาที แต่ดึงดูดจิตใจเราว่าการเผื่อแผ่จิตใจซึ่งกันและกัน วันหนึ่งคุณความดี ก็จะย้อนกลับมาที่เรา เพราะฉะนั้นผมก็อยากคิดว่าเราอย่าไปทำเปิดขนาดใหญ่เลยครับ ถ้าโครงการเสนอมา ทำรายการสื่อสร้างสรรค์ประเภท ๓-๔ นาที แล้วก็สื่อผ่านไปในระบบ Social ที่มีทั้งหมด แล้วผมคิดว่ามันก็จะทำคลุมทิศทางว่าเราต้องการปลุกอะไรขึ้นมาในสังคม ปลุกสร้างคนดี ให้มีกำลังใจขึ้นมา ปลุกสร้างความรักชาติ แต่ทุกอย่างมันต้องทันสมัยครับ สมมุติวันนี้ ผมคิดว่าถ้าน่าจะทำที่สุดผมนึกถึงวันหนึ่งที่ศิลปินซึ่งชื่อว่า หลง ลงลาย อะไรสักคน ท่านผู้จัดการน่าจะรู้จัก คนใกล้ ๆ บ้านท่าน เขาไปจัดรายการร้องเพลงให้กับนักเรียนตาม โรงเรียนมัธยม โรงเรียนประถมร้องเพลงเกี่ยวกับรักชาติ ร้องเพลงเกี่ยวกับความดี แล้วก็ ทำสื่อพวกนั้นออกมา และดูก็งดงามสวยงาม เด็กนักเรียนอายุตั้งแต่ ๑๐ ปี ๑๑ ปี ๑๒ ปี ๕-๖ ขวบ ท่านเชื่อไหมว่าเด็กอายุ ๑๐ ปีวันนี้ อีก ๕ ปีหน้าเขาคือวัยรุ่น อีก ๘ ปีข้างหน้า เขาคือพลังที่จะมาทดแทนคนรุ่นใหม่ทั้งหมด เราใช้เวลาสร้างไม่นานครับ สมมุติอันนี้ ผมฝากไปดู วันที่คนทั้งประเทศพูดถึงเรื่องความรักชาติ รักเอกราช รักอธิปไตย และอยากให้ บ้านเมืองเราไม่ตกเป็นทาสของใคร ไม่ยอมเสียแผ่นดินให้ใคร ถ้าเกิดสื่อผลิตสื่อสร้างสรรค์ ที่มีคุณภาพขึ้นมา แล้วก็สร้างอารมณ์อย่างนี้ขึ้นมา ท่านส่งเสริมให้ศิลปินที่ร้องเพลงรักชาติ ดี ๆ แล้วไปจัดคอนเสิร์ตเล็ก ๆ ตามโรงเรียนต่าง ๆ แล้วก็ผลิตสื่อขึ้นมา ผมก็ว่าเป็นภาพที่ น่ารักดี เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะทำความเข้าใจแล้วก็ฝากท่านไว้ก็คือสร้างความทันสมัย กับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ กองทุนเพื่อพัฒนาสื่อสร้างสรรค์ แล้วก็ต้องทำให้การสื่อสร้างสรรค์เหล่านี้ ที่เราพัฒนาไปสู่ระบบที่ทันสมัย แล้วก็ตรงความเป็นจริง ตรงกับสถานการณ์ ถ้าท่านทำหนังที่ ท่านโชว์เมื่อสักครู่บุรีรัมย์อะไรสักอย่าง มนต์รักกันตรึม ท่านผู้จัดการลองกลับไปที่บ้านท่านดู ท่านอาจจะได้หนังเรื่องแผ่นดินนี้เราจอง เพราะที่อำเภอข้าง ๆ บ้านท่านตอนนี้เขาบุกยึดที่กัน แล้วก็เกิดปะทะสู้กันระหว่างชาวบ้าน เพราะว่าแผ่นดินกลายเป็นผืนป่าที่รกร้าง และผืนป่าที่ มีการเช่าแล้วก็ปรากฏว่าการเช่านั้นหมดสัญญา เขาก็เลยเข้าไปแย่งกัน มันอาจจะได้เรื่องที่ ทันสมัย หรือสร้างเรื่องของเด็กนักเรียน หรือสร้างเรื่องของทหารที่ไปชายแดน บรรยากาศ เหล่านี้ผมคิดว่าเราอาจจะไม่ใช่ทำโครงการรับแล้ว แต่โครงการที่รับมาเพื่อผลิตสื่อมันต้อง ปรับได้ในวันที่สถานการณ์มันถึงเรื่องไหน ท่านก็ปรับสื่อให้เข้ากับสถานการณ์ ถ้าสื่อไม่เข้า กับสถานการณ์ใครก็ไม่ดู จะกลายเป็นของเก่า เหมือนกับคนรุ่นผมกลายเป็นของเก่า ทางประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกันผมอยากให้คนรุ่นใหม่แบบกรรมการในองค์กรของเราทั้งหมด เป็นคนรุ่นใหม่ที่เตรียมรองรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทนความเป็นคนรุ่นใหม่ของพวกคุณ ทั้งหมด ฝากไว้เพื่อช่วยกันคิด และคำถามสุดท้ายครับ ผมไม่ทราบว่าปี ๒๕๕๙ ท่านได้งบ เท่าไร ท่านได้เท่าไรช่วยบอกด้วยครับ