พริษฐ์ ชี้แจง Cell Broadcast-เพดานโควตาวัวควาย ยันอุบลฯ ไม่ใช่เกมการเมือง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๗ สิงหาคม ๒๕๖๘

พริษฐ์ วัชรสินธุ ชี้แจงข้อกังวลเรื่องการแจ้งเตือน Cell Broadcast และเพดานโควตาการเลี้ยงวัวควาย โดยยืนยันว่าประเด็นอุบลราชธานีเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่เกมการเมือง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลตอบคำถามเกี่ยวกับการเบิกจ่ายและมาตรการเยียวยาความเสียหายทางเศรษฐกิจ พริษฐ์ วัชรสินธุ ชี้ให้เห็นความไม่เพียงพอของมาตรการช่วยเหลือจากธนาคารรัฐและเอกชน และเสนอให้รัฐบาลออกแบบมาตรการเยียวยาที่ครอบคลุมกว่าหลักเกณฑ์เงินทดรองราชการ โดยเฉพาะการชดเชยรายได้สำหรับผู้อพยพที่ไม่ได้สูญเสียที่อยู่อาศัยทั้งหมด พริษฐ์ วัชรสินธุ เสนอมาตรการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งผู้ประกอบการและแรงงานผ่านกลไกประกันสังคม ชี้แจงข้อเสนอ ๔ ข้อ ได้แก่ การลดภาระเงินสมทบและการใช้ฐานข้อมูลชดเชยค่าจ้าง, การเร่งหาเจ้าภาพเพื่อออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่เพียงพอและเป็นธรรม, การเตรียมแผนรองรับการย้ายถิ่นของแรงงานโดยเพิ่มประสิทธิภาพจับคู่กับงานใหม่ และกระตุ้น

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน จะพยายาม กระชับครับ ทวนคำถามรอบแรกก่อนนะครับ เรื่อง Cell Broadcast ผมถามว่าเอสโอพี จะเสร็จเมื่อไร ยังไม่ได้คำตอบ ผมถามว่าถ้าพรุ่งนี้เกิดเหตุประชาชนจะได้รับแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast หรือไม่ แม้ยังไม่มีเอสโอพียังไม่ได้คำตอบ

ประการที่ ๒ เรื่องวัว ควาย ใช่ครับ ผมก็ติดตามข้อมูลจาก Page ต่าง ๆ ของหน่วยงานละครับ ก็เลยค้นพบว่าเพดานยังอยู่ที่ ๕ ตัว เลยถามว่าจะมีการปรับปรุง เพดานหรือไม่ ก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน ส่วนเรื่องอุบลราชธานี ผมยืนยันว่าไม่มีอคติหรือ เกมการเมืองทั้งนั้น ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง แล้วผมคิดว่าข้อเท็จจริงหนึ่งที่เราเห็น ตรงกันทั้งผมและท่านรัฐมนตรีก็คือว่ามันมีปัญหาเกิดขึ้นที่กรณีของผู้ว่าราชการจังหวัด อุบลราชธานีจริง ๆ คำถามที่ผมมีหรือว่าคำถามที่อยู่ในใจของพี่น้องประชาชนหลายคน ก็คือว่าถ้าข้อมูลเกี่ยวกับการเบิกจ่ายไม่ได้ถูกค้นพบผ่านกลไกกรรมาธิการของสภา เมื่อวานนี้ ทางรัฐมนตรีจะรู้ถึงปัญหาตรงนี้หรือไม่ อันนี้คือคำถามหลัก ๆ ที่ผมคิดว่าพี่น้อง ประชาชนอยากจะได้ฟังคำตอบครับ

ส่วนในรอบที่ ๒ ผมอยากจะพูดถึงเป้าหมายที่ ๒ นั่นคือการเยียวยา แล้วก็ ชดเชยความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมี ๒ กลุ่มด้วยกัน ก็คือกลุ่มประชาชนทั่วไปกับกลุ่มของผู้ประกอบการ ในกลุ่มของพี่น้องประชาชนทั่วไป ก็ต้องยอมรับว่าในระหว่างที่เขาอยู่ที่ศูนย์พักพิงนั้นรายจ่ายของเขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้สิน หรือว่าค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นั้นไม่ได้หยุดอยู่กับที่ครับ ในขณะที่รายรับเขาที่เคยได้ในแต่ละวัน ก็หดหายไปเช่นกันในทุก ๆ วันที่เขาต้องย้ายมาอยู่ที่ศูนย์อพยพ ดังนั้นผมคิดว่าอยากจะเห็น รัฐบาลนั้นมีมาตรการที่ชัดเจนในการลดรายจ่าย แล้วก็ชดเชยรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน ในพื้นที่

ในส่วนของการลดรายจ่ายครับ ผมเห็นว่ากระทรวงการคลังก็มีการออก บางมาตรการช่วยเหลือจาก ๓ ธนาคารของรัฐ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามาตรการของแต่ละ ธนาคารก็ยังมีความแตกต่างกัน มาตรการกับธนาคารเอกชนก็ยังมีความไม่ชัดเจนอยู่ ดังนั้น ในประเด็นนี้อยากจะสอบถามท่านรัฐมนตรีว่าทางรัฐบาลนั้นมีแผนไหมครับที่จะพิจารณา ออกมาตรการและอุดหนุนให้เกิดการพักหนี้ให้กับประชาชนในพื้นที่ สำหรับทั้งธนาคารรัฐ แล้วก็ธนาคารเอกชน

ในส่วนของการชดเชยรายได้ครับ ก็ต้องยอมรับว่าหากเราจะเยียวยาพี่น้อง ประชาชนโดยยึดแค่หลักเกณฑ์เงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติเพียงอย่างเดียว ผมเชื่อว่าคำตอบที่เราได้มาจะไม่ได้ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนครับ เพราะต้องยอมรับครับว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวนั้นไม่ได้ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อรองรับการปะทะ แล้วก็สถานการณ์ การอพยพในลักษณะแบบนี้ ยกตัวอย่างให้ท่านประธานเห็นภาพครับ ปัจจุบันหลักเกณฑ์ ดังกล่าวมีการอนุญาตให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถอนุมัติเงินดำรงชีพได้ ครอบครัวละ ไม่เกิน ๓,๘๐๐ บาท แต่มีข้อแม้สำคัญครับว่าจะได้เงินก้อนนี้ไปจะต้องเป็นเฉพาะต่อเมื่อ ที่อยู่อาศัยของครอบครัวดังกล่าวนั้นเสียหายทั้งหลัง ซึ่งเหตุการณ์นี้คงไม่ได้เป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นกับผู้อพยพส่วนใหญ่ในพื้นที่ ดังนั้นคำถามที่ผมมีคือรัฐบาลมีแผนหรือไม่ ในการออกแบบมาตรการเยียวยาชดเชยรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ไม่จำเป็น จะต้องไปติดกรอบตัวหลักเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันทางรัฐบาลนั้นสามารถดำเนินการได้ โดยอาศัยอำนาจ ข้อ ๒๗ และข้อ ๗ ของระเบียบดังกล่าวในปี ๒๕๖๒

ในกลุ่มที่ ๒ นั่นคือกลุ่มของผู้ประกอบการ ก็สด ๆ ร้อน ๆ เมื่อเช้า เหมือนกับ รู้ว่าผมจะถามเรื่องนี้ ก็มีการออกมาตรการบางอย่างจากกระทรวงการคลังออกมา แต่ว่า ก็ยังจำเป็นต้องถามเพิ่มเติมใน ๔ ข้อเสนอที่ผมเห็นว่ามีความจำเป็นและอยากจะรู้ว่า รัฐบาลนั้นมีแผนหรือไม่

ข้อเสนอที่ ๑ คือผมเห็นว่ารัฐบาลนั้นควรจะต้องเร่งลดรายจ่ายให้กับ ผู้ประกอบการผ่านกลไกของประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นการอุดหนุนให้มีการชะลอการส่ง เงินสมทบประกันสังคมที่ตอนนี้ได้กลายมาเป็นภาระทางธุรการเพิ่มขึ้นจากการที่ ผู้ประกอบการต้องมีการทำเอกสารแล้วก็คำนวณเงินสมทบใหม่จากกรณีที่แรงงานได้ออก จากพื้นที่นะครับ รวมไปถึงการนำกลไกและฐานข้อมูลของประกันสังคมเพื่อมาใช้ชดเชย ผู้ประกอบการที่จ่ายค่าจ้างให้กับพนักงานแต่พนักงานนั้นอาจจะไม่สามารถมาปฏิบัติหน้าที่ ได้ในช่วงเวลานี้

ข้อที่ ๒ คือผมเห็นว่ารัฐบาลนั้นควรจะต้องเร่งชดเชยรายได้ของผู้ประกอบการ ที่สูญหายไป แล้วก็เร่งหาเจ้าภาพในการมาหารือรายละเอียดกับทุกอุตสาหกรรมในพื้นที่ เพื่อออกแบบมาตรการในการช่วยเหลือที่มันเพียงพอแล้วก็เป็นธรรมโดยเร็ว

ข้อที่ ๓ ผมเห็นว่ารัฐบาลนั้นก็ต้องเตรียมชดเชยแรงงานเช่นกันที่ได้ย้าย ออกจากพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยจับคู่ผู้ประกอบการกับ แรงงานใหม่ หรือไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้กับแรงงานในประเทศนั้นตัดสินใจ ย้ายเข้ามาทำงานในพื้นที่หลังจากเหตุการณ์นั้นสงบลงไป

ข้อที่ ๔ ข้อสุดท้ายในส่วนของผู้ประกอบการคือผมคิดว่ารัฐบาลนั้นจะต้อง มีแนวทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือกระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่หลังจากเหตุการณ์นั้น สงบแล้ว ยกตัวอย่างเช่น โครงการท่องเที่ยวคนละครึ่งใน ๗ จังหวัดที่รัฐบาลอาจจะมาช่วย ประชาชนออกค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่งของค่าโรงแรม ค่าร้านอาหาร หรืออาจจะเป็นโครงการ ในการลดหย่อนภาษีให้กับคนที่มาจัดประชุมหรือว่ามาจัดการท่องเที่ยวแบบกลุ่ม ใน ๗ จังหวัดชายแดน อยากจะสอบถามรัฐบาลว่ามีแนวคิดเรื่องนี้อยู่หรือไม่ แล้วเราจะเห็น ความชัดเจนเรื่องนี้ได้เมื่อไรครับ