จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ระบุว่าไม่สามารถรับปากเรื่องการยกเลิกข้อจำกัดการทำงานเต็มเวลาได้ทันที เนื่องจากอำนาจนี้อยู่กับคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา และจะประสานงานเพื่อนำข้อเสนอไปพิจารณา โดยชี้ว่าการปรับค่าครองชีพของ กยศ. ต้องพิจารณาความเหมาะสมกับเงินเฟ้อและงบประมาณ ปัจจุบันยังไม่มีกลไกอัตโนมัติในการปรับตามอัตราเงินเฟ้อ รัฐบาลจึงตั้งคณะกรรมการเพื่อปฏิรูปการจ่ายสวัสดิการทุกประเภทให้มีความเหมาะสม ไม่ซ้ำซ้อน และตรวจสอบสิทธิผู้รับประโยชน์
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็ขอบคุณ สำหรับคำถามข้อที่ ๒ ของท่าน สส. พิมพ์กาญจน์
ในประเด็นแรกเลยนะครับ การยกเลิกห้ามทำงานเต็มเวลาได้หรือไม่ ก็อย่าง ที่เรียนเมื่อสักครู่ผมรับโจทย์ท่านแล้วจะไปพูดคุย ไม่ได้เป็นการรับปาก อันนี้รับปากไม่ได้ จริง ๆ เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นอำนาจของคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เราเพียงแต่นำโจทย์ของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปพูดคุยแล้วดูว่าเขาจะพิจารณา อย่างไร อันนี้ก็ขออนุญาตรับเป็นตัวประสานให้แล้วกันนะครับ
ในส่วนของแน่นอนครับนอกจากในเรื่องของเม็ดเงินที่กู้ยืมเพื่อจ่ายเป็น ค่าเรียน ค่าอะไรต่าง ๆ มันก็มีค่าอุดหนุนในเรื่องของค่าครองชีพ เป็นต้น ซึ่งต้องยอมรับ ความจริงว่าไม่ได้ปรับมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๓ มีการปรับเพิ่มยอดมาประมาณ ๖๐๐ บาท เช่นในกลุ่มของนักเรียนระดับมัธยมปลายปรับเพิ่ม ๑,๒๐๐ บาทต่อเดือน เป็น ๑,๘๐๐ บาทต่อเดือน ในส่วนของ ปวช. ปวส. อนุปริญญา แล้วก็ปริญญาตรี มีการปรับ เพิ่มจาก ๒,๔๐๐ บาทต่อเดือน เป็น ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือน เหล่านี้เป็นอำนาจของ คณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเช่นเดียวกัน ก็อาจจะถึงเวลาแล้วครับที่เรา จะต้องมาพูดคุยกันว่าเราจะปรับเพิ่มเรื่องของค่าครองชีพให้มีความเหมาะสมกับเงินเฟ้อที่มัน เกิดขึ้นหรือไม่ในขณะนี้มันไม่มีกลไกตามกฎหมายที่จะทำให้มันเป็น Automatic หมายความ ว่าปีหน้ามีเงินเฟ้อ ๓ เปอร์เซ็นต์ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ปรับ Rate เพิ่มตามอัตรายังไม่มีกลไกนั้น เป็นที่โชคดีว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำ มีช่วงที่ มัน Spike อยู่ครั้งเดียวก็ช่วงที่มีโควิด นอกนั้นก็อยู่ในระดับที่ค่อนข้างควบคุมได้คือต่ำกว่า ๑ เปอร์เซ็นต์ ก็ทำให้เรื่องของค่าครองชีพถึงแม้ว่าจะเพิ่มมากขึ้นก็ตามก็ยังเป็นจุดที่ยังพอ บริหารจัดการ อย่างไรก็ตามก็จะเอาโจทย์ของท่านไปพูดคุยเพราะว่าน่าจะถึงเวลาแล้ว ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ ถามว่ารัฐบาลได้มีกลไกอะไรในการรองรับ ผมต้องตอบอย่างนี้ว่า ปัจจุบันนี้ทางกระทรวงการคลังในฐานะที่เป็นแม่งานในเรื่องของกลไก ในเรื่องสวัสดิการ ต่าง ๆ เพราะว่าส่วนมากก็จะใช้กรมบัญชีกลางเป็นแม่งานในการที่จะ Channel เงินจาก ภาครัฐลงไปยังพี่น้องประชาชนในทุก ๆ มิติ ทั้งเรื่องของสวัสดิการ ทั้งเรื่องของเบี้ยผู้สูงอายุ ทั้งเรื่องของเบี้ยทุกประเภท เรียกว่าทุกประเภทเลยได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาประมาณ ๔-๕ เดือนแล้วในระดับกระทรวง โดยการมอบหมายของท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อให้มาศึกษา มาปฏิรูปในเรื่องของการจ่ายกลไกสวัสดิการต่าง ๆ เพราะต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่ง ว่าประเทศไทยในขณะนี้สวัสดิการทุกประเภทมีประมาณหลายสิบมาก มี ๔๐-๕๐ สวัสดิการ รวม ๆ ทุกอย่าง ทั้งความพิการ ทั้งความสูงอายุ ทั้งความเป็นเด็กเป็นแม่ อันนี้คือสวัสดิการ ทุกประเภท รวมถึงในเรื่องของกลุ่มที่เป็นผู้กู้ยืมเรียนผ่านทาง กยศ. ด้วย เราก็พยายามที่จะ เอาทุกประเภทนี้มารวมเข้าด้วยกันแล้วดูสิว่าเราจะสร้างกลไกอย่างไรเพื่อที่จะ Inject เงิน ยิงเงินให้เข้าไปตรงกับพี่น้องประชาชนตามความต้องการที่มีความเหมาะสม ใน Rate ที่มี ความเหมาะสมโดยที่ไม่มีใครได้เยอะเกินไป และไม่มีรายได้น้อยจนเกินกว่าจะดำรงชีวิต ได้เยอะเกินไปนี้อาจจะฟังดูว่าเอ๊ะรัฐบาลเราจะไปลดกลไกที่จะไปช่วยประชาชนหรือไม่ แต่เป็นข้อเท็จจริงครับ เชื่อหรือไม่ว่ามีบางกลุ่มที่ได้สวัสดิการเป็น ๑๐ กว่าประเภท เดือน ๆ หนึ่งมีรายได้ไม่ต่ำกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท เรียกว่าค่อนข้าง ๆ เยอะ เราก็พยายามที่จะสร้างกลไก เพื่อที่จะตรวจสอบแล้วก็กรองคนให้มีความเหมาะสม เพราะว่าสวัสดิการแต่ละประเภทก็มี ความซ้ำซ้อนกันอยู่ในหลาย ๆ อย่าง เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกันครับเราอาจจะมองได้ว่าโอเคกลุ่ม ในลักษณะที่เป็นกลุ่มระดับ ปวช. ปวส. ในปัจจุบันได้รับเงินต่อเดือน ๓,๐๐๐ บาท แต่ใน ข้อเท็จจริงหากเป็นผู้ที่มีความจำเป็นเขาก็จะไปเป็นผู้ที่ Eligible คือมีสิทธิได้ในสวัสดิการ ประเภทอื่น ๆ ที่รัฐได้มีการจัดสรรให้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็ตามประเภทอื่น ๆ ก็หมายความ ว่านอกจาก ๓,๐๐๐ บาทนี้แล้วเป็นฐานเขาก็จะมีสวัสดิการประเทศอื่นเติมเข้าไปด้วย แต่อย่างไรก็ตามโจทย์ของท่านผมรับทราบถึงความต้องการแล้วก็ความเป็นห่วงใยกับน้อง ๆ พี่น้องประชาชนผู้เป็นผู้ของ กยศ. ในส่วนของ กยศ. เราก็จะต้องมาดูเรื่องของความพร้อม ของเม็ดเงิน แล้วก็ดูในเรื่องความเหมาะสมเพื่อที่จะจัดสรรเงินให้เป็นประโยชน์สูงสุด หากสามารถปรับเพิ่มในเรื่องค่าครองชีพได้แน่นอนว่าเป็นประโยชน์ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อสักครู่คำถามของท่านก็คือทางรัฐบาลทำอะไรอยู่ ก็เรียนอย่างนี้ครับว่าเรามีการตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาเพื่อที่จะ Revise เรื่องของสวัสดิการทุกประเภทเอามารวมศูนย์ แล้วก็ จัดสรรเพื่อให้การช่วยเหลือให้กับพี่น้องประชาชนในทุกกลุ่มมันเกิดประสิทธิภาพประสิทธิผล มากที่สุด ซึ่งก็รวมถึงเงินในส่วนของที่เป็น กยศ. นี้ด้วยที่ได้รับการพิจารณาอยู่ครับ