พริษฐ์ วัชรสินธุ เสนอญัตติให้สภาฯ ศึกษาเรื่องการปฏิรูประบบค่าปรับแบบอัตราก้าวหน้า โดยยกตัวอย่างกรณีมหาเศรษฐีฟินแลนด์ที่ถูกปรับสูงจากฐานความผิดเล็กน้อย เพื่อชี้ให้เห็นศักยภาพของระบบนี้ในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม พริษฐ์ วัชรสินธุ เสนอแนวคิดการใช้ระบบค่าปรับแบบอัตราก้าวหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรมและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยชี้ให้เห็นว่าโทษปรับปัจจุบันอาจไม่เพียงพอสำหรับผู้มีรายได้สูง และยกตัวอย่างกรณีการขับรถเร็วเกินกำหนดและการหมิ่นประมาท พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายเรื่องความเสมอภาคในการลงโทษทางกฎหมาย โดยเสนอว่าค่าปรับควรแปรผันตามสถานะทางเศรษฐกิจเพื่อให้การลงโทษมีความเป็นธรรม พริษฐ์ วัชรสินธุ เสนอแนวคิดการใช้ระบบค่าปรับแบบอัตราก้าวหน้าเพื่อแก้ปัญหาความลักลั่นในการกำหนดอัตราโทษปรับในกฎหมายไทย โดยเสนอให้ใช้ตารางเทียบระหว่างโทษจำคุกกับจำนวนวันปรับ พริษฐ์ วัชรสินธุ เสนอแนวคิดการใช้ระบบค่าปรับแบบมีพลวัตที่ปรับตามการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ เพื่อแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมของค่าปรับคงที่ และชี้ให้เห็นความจำเป็นในการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับฐานข้อมูลสถานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทำผิด พริษฐ์ วัชรสินธุ เสนอแนวทางปฏิรูประบบค่าปรับโดยเน้นการปิดช่องโหว่เรื่องสินบน การนำร่องทดสอบในบางฐานความผิดก่อนขยายผล และมอบหมายให้คณะกรรมาธิการศึกษาความเป็นไปได้ของระบบค่าปรับแบบอัตราก้าวหน้า
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกลครับ ก็ขออนุญาตใช้เวลาในที่ประชุมแห่งนี้ในการเสนอญัตติขอให้ สภาผู้แทนราษฎรนั้นศึกษาเรื่องของการปฏิรูประบบค่าปรับในกฎหมายไทย ซึ่งก็จะมีสาระ สำคัญที่เกี่ยวข้องแต่ก็ไม่ถึงขั้นซ้ำซ้อนกับญัตติของเพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ ท่านประธานครับ เมื่อประมาณ ๒ ปีที่แล้ว สำนักข่าวในหลายประเทศทั่วโลกมีการรายงานข่าวที่น่าสนใจ ชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับมหาเศรษฐีคนหนึ่งในประเทศฟินแลนด์ที่ต้องจ่ายค่าปรับให้กับรัฐสูงถึง ๑๒๑,๐๐๐ ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ ๔.๕ ล้านบาท ด้วยฐานความผิดจากการขับรถ ด้วยความเร็ว ๘๒ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในพื้นที่ที่มีการจำกัดความเร็วไว้เพียงแค่ ๕๐ กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ท่านประธานครับ เหตุผลที่มหาเศรษฐีท่านนี้ถูกปรับด้วยค่าปรับที่สูงขนาดนี้ก็เป็น เพราะว่าประเทศฟินแลนด์นั้นเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้ระบบค่าปรับแบบอัตราก้าวหน้า หรือว่า Progressive Fine ที่มีการคำนวณมูลค่าค่าปรับนั้นตามสถานะทางเศรษฐกิจของ ผู้กระทำความผิด หากจะอธิบายให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกเห็นภาพชัดขึ้นก็ต้องบอกว่า ระบบค่าปรับแบบอัตราก้าวหน้าที่ถูกใช้กันอย่างกว้างขวางที่สุดคือระบบที่เราเรียกกันว่า ระบบ Day Fine ซึ่งเป็นการคำนวณมูลค่าค่าปรับของผู้กระทำผิดโดยการเอา ๒ ตัวแปร มาคูณกันในสมการ ตัวแปรหรือว่าปัจจัยที่ ๑ คือเรื่องของจำนวนวันปรับหรือว่าจำนวน หน่วยความผิด ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าฐานความผิดต่าง ๆ นั้นควรจะมีโทษหนักหรือว่าเบา แค่ไหน ส่วนตัวแปรหรือว่าปัจจัยที่ ๒ ที่นำมาคูณกัน ก็คือรายได้ต่อวันหรือว่าตัวแปรอื่น ที่เป็นการวัดสถานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทำความผิด ดังนั้นพอเราเอา ๒ ตัวแปรนี้มา คูณกัน พูดง่าย ๆ คือยิ่งฐานความผิดถูกมองว่าหนักเท่าไร ยิ่งสถานะทางเศรษฐกิจของ ผู้กระทำความผิดมีความร่ำรวยเท่าไร จำนวนแล้วก็มูลค่าค่าปรับก็จะสูงขึ้นตามมาเท่านั้น ท่านประธานครับ แม้ผมเข้าใจว่าแนวคิดนี้ก็มีทั้งข้อดีแล้วก็ข้อเสียที่คงจำเป็นต้องศึกษา เพิ่มเติม แต่ผมคิดว่าแนวคิดเรื่องของระบบค่าปรับแบบอัตราก้าวหน้านั้นมันเป็นแนวคิด ที่น่าสนใจเพียงพอที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จะมอบหมายให้คณะกรรมาธิการสักชุดหนึ่ง มีการศึกษาเพิ่มเติม แล้วก็พิจารณาถึงทั้งข้อดี แล้วก็ข้อเสียอย่างรอบด้าน ที่ผมพูดแบบนี้ ว่าแนวคิดนี้มีความน่าสนใจก็เพราะว่าหากเราออกแบบระบบดังกล่าวด้วยความประณีต และพยายามจะปิดช่องโหว่ในทางปฏิบัตินั้น ผมเห็นว่าแนวคิดเรื่องของระบบค่าปรับแบบ อัตราก้าวหน้ามันมีศักยภาพสูงมากที่จะนำไปสู่การปฏิรูประบบค่าปรับที่เปรียบเสมือนการ ยิงปืนนัดเดียวได้นก ๔ ตัว
ประโยชน์ที่ ๑ ที่เราอาจจะได้จากแนวคิดนี้ คือเรื่องของประสิทธิภาพในการ ป้องปรามการกระทำผิด หากเราลองคิดในมุมเศรษฐศาสตร์สำหรับฐานความผิดที่ปัจจุบัน อาจจะมีแค่โทษปรับอย่างเช่นโทษจราจร ค่าปรับที่ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายแบบตายตัว ก็อาจจะถูกมองว่าไม่ได้สูงเพียงพอต่อการทำให้คนรวยนั้นตัดสินใจไม่กระทำความผิด เพราะว่าเขาอาจจะไม่รู้สึกสะทกสะท้านจากค่าปรับเพียงแค่หลักพันบาท ในเมื่อประเทศไทย ก็เป็นประเทศที่มีสัดส่วนประชากรที่สูญเสียหรือว่าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงเป็น อันดับ ๑๖ ของโลก มีคนที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนปีหนึ่งประมาณเกือบ ๒๐,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งคาดว่าส่วนใหญ่จากงานวิจัยก็เกิดขึ้นจากการขับรถเร็วเกินกำหนด มันก็น่าชวน คิดต่อว่าหากคนรวยในประเทศเรานั้นต้องจ่ายค่าปรับในระดับที่สูงขึ้น หลักหมื่น หลักแสน หรือแม้กระทั่งหลักล้านเหมือนกับในประเทศอย่างฟินแลนด์ พวกเขาจากระมัดระวังในการ ขับรถมากขึ้นแค่ไหน ท้องถนนในประเทศเราจะปลอดภัยมากขึ้นแค่ไหน หรือหากจะยกอีก ตัวอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของการหมิ่นประมาท จริงอยู่ว่าปัจจุบันกฎหมายในประเทศเรานั้น มีการกำหนดโทษสำหรับฐานความผิดหมิ่นประมาทที่มีทั้งเรื่องของโทษจำคุกแล้วก็โทษปรับ แต่หากสมมุติเราลองพิจารณาหันมาใช้แค่โทษปรับเหมือนกับที่หลายประเทศนั้นทำกัน ข้อทักท้วงหนึ่งที่เรามักจะเจอก็คือข้อกังวลว่าหากเราใช้แค่โทษปรับสำหรับฐานความผิด หมิ่นประมาท คนรวยนั้นก็อาจจะเลือกหมิ่นประมาทคนมากขึ้นเพราะมีความพร้อมในการ จ่ายค่าปรับที่อาจจะคิดเป็นสัดส่วนนิดเดียวของรายได้หรือว่าทรัพย์สินเขา แต่ผมเชื่อครับ ว่าหากเรามีระบบค่าปรับแบบอัตราก้าวหน้าที่มีค่าปรับที่สูงขึ้นสำหรับคนที่มีรายได้สูง ข้อกังวลนี้ก็อาจจะสามารถถูกคลี่คลายไปได้
ประโยชน์ที่ ๒ ของแนวคิดแบบนี้ คือเรื่องของความเป็นธรรมในการลงโทษ ผู้กระทำผิด กระบวนการยุติธรรมของเราจะยุติธรรมได้ก็ต้องเป็นกระบวนการยุติธรรมที่เป็น มาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกคน ที่บังคับใช้กฎหมายทุกฉบับอย่างเสมอภาคกับทุกคน แต่สิ่งที่น่าคิดต่อก็คือว่าการลงโทษคนทุกคนอย่างเสมอภาคหรือเป็นธรรมนั้นเราควรจะใช้ ฐานความคิดอย่างไร บางคนอาจจะมองว่าการลงโทษที่เป็นธรรมนั้นคือการลงโทษทุกคน ด้วยค่าปรับที่มีปริมาณเม็ดเงินเท่ากัน เนื่องจากว่าเป็นการกระทำความผิดเดียวกัน แต่หาก เรามองอีกมุมหนึ่งครับ หากเรามองว่าองค์ประกอบหนึ่งของการลงโทษคือการเพิ่มต้นทุน หรือว่าค่าสูญเสียโอกาสของผู้กระทำผิด ก็ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าการปรับ มหาเศรษฐีคนหนึ่งกับการปรับแรงงานคนหนึ่งหรือว่าได้รับค่าแรงขั้นต่ำอยู่ด้วยค่าปรับ ๑,๐๐๐ บาทเท่ากัน มันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตคน ๒ คนนี้อย่างเท่าเทียมกันอย่างแน่นอน ดังนั้นหลายคนก็เลยมองว่าการมีค่าปรับที่แปรผันตามสถานะทางเศรษฐกิจนั้นก็อาจจะถูก มองได้ว่าเป็นการลงโทษที่เสมอภาคแล้วก็เป็นธรรมกว่า
ประโยชน์ที่ ๓ ที่เราจะได้จากแนวคิดนี้ คือการสะสางอัตราค่าปรับที่อาจจะมี ความลักลั่นหรือไม่คงเส้นคงวา ปัจจุบันเราต้องยอมรับว่าการกำหนดอัตราค่าปรับ ในกฎหมายไทยนั้นก็มีบางส่วนที่ดูเหมือนจะไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพียงพอ ทางสถาบัน วิชาการต่าง ๆ เคยมีการรวบรวมข้อมูลมาให้เราเห็นว่าหากเราไปดูกฎหมายเกี่ยวกับ ฐานความผิดที่มีทั้งโทษจำคุกแล้วก็โทษปรับ ถ้าเราไปเปรียบเทียบดูเราจะเห็นว่าสำหรับ กฎหมายต่าง ๆ ที่มีการกำหนดโทษจำคุกไว้ ๑ ปีเหมือนกัน กับมีการกำหนดค่าปรับที่มีความ แตกต่างกันเป็นอย่างมาก บางฉบับก็เป็นหลักพัน บางฉบับเป็นหลักหมื่น หลักแสน หรือแม้กระทั่งหลักล้านบาท หากเราหันมาใช้ระบบค่าปรับแบบอัตราก้าวหน้ากันจริง ๆ ผมคิดว่าเราก็จะมีโอกาสที่ดีในการใช้กระบวนการดังกล่าวเพื่อมาทบทวนความหนักเบา ของโทษสำหรับฐานความผิดต่าง ๆ และแก้ปัญหาความลักลั่นแล้วก็ความไม่คงเส้นคงวา ในการกำหนดค่าปรับ พูดอย่างเป็นรูปธรรมครับ วิธีที่ ๑ ที่เป็นไปได้คือการกำหนดตาราง ให้ชัดเจนไปเลยว่าโทษจำคุกกี่ปีนั้นควรจะมีอัตราที่เทียบเท่ากับจำนวนวันปรับ หรือว่า จำนวนหน่วยความผิดคิดเป็นกี่วันในสมการ Day Fine ของเรา
ประโยชน์ที่ ๔ ที่เราอาจจะได้จากแนวคิดแบบนี้ ก็คือการวางระบบค่าปรับ ที่มีพลวัตแล้วก็เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ หากเราใช้ระบบค่าปรับแบบคงที่ โดยการกำหนดเรื่องของจำนวนบาทแบบตายตัวเข้าไปอยู่ในตัวร่างกฎหมายเหมือนทุกวันนี้ ค่าปรับดังกล่าวก็จะยังคงเหมือนเดิมไม่ว่าเศรษฐกิจจะโตแค่ไหน ไม่ว่าอัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้น แค่ไหน และมูลค่าจริงของค่าปรับดังกล่าวก็จะลดลงตามกาลเวลา ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัด หากเรามีการกำหนดค่าปรับในวันนี้อยู่ที่ ๑๐,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๐ บาทในวันนี้ก็เทียบเท่า กับประมาณค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐ วัน แต่สมมุติหากผ่านไป ๓๐ ปี แล้วก็รายได้ของประชาชน แล้วก็ค่าแรงขั้นต่ำนั้นถูกปรับขึ้นทุก ๆ ปีตามอัตราเงินเฟ้อสมมุติตั้งสมมุติฐานไว้ ๓ เปอร์เซ็นต์ต่อปี เราจะค้นพบว่าหากค่าปรับยังคงที่อยู่ที่ ๑๐,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๐ บาท ในอีก ๓๐ ปีข้างหน้านั้นจะเทียบเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำประมาณ ๑๒ วันเท่านั้น ดังนั้นหาก เราหันมาใช้ระบบค่าปรับแบบอัตราก้าวหน้าจริงก็จะเป็นโอกาสที่ดีในการมีระบบค่าปรับ ที่มีพลวัตรแล้วก็เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เนื่องจากว่าตัวแปรสำคัญ ในสมการ Day Fine ของเราก็คือรายได้ต่อวัน หรือว่าสถานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทำผิด ซึ่งก็แปรผันตามการเติบโตของเศรษฐกิจ แล้วก็อัตราเงินเฟ้ออยู่แล้ว
ดังนั้นหากกล่าวโดยสรุปครับท่านประธาน ทั้งหมดนี้ก็คือ ๔ ประโยชน์ ที่เราอาจจะได้จากระบบค่าปรับแบบอัตราก้าวหน้า แต่ถึงอย่างไรก็ดีผมเข้าใจว่าข้อเสนอนี้ ยังมีอีกหลายโจทย์ แล้วก็รายละเอียดอีกหลายประเด็นที่เราจำเป็นต้องพิจารณาศึกษา ให้รอบคอบโดยเฉพาะในเชิงปฏิบัติ
ตัวอย่างที่ ๑ อาจจะเป็นคำถามว่า เราจะใช้ฐานข้อมูลอะไรในการมาวัด สถานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทำผิด ในเมื่อเราเองก็มีเศรษฐกิจที่มีแรงงานนอกระบบเยอะ ในเมื่อเงินได้ที่สรรพากรมีการบันทึกไว้บางครั้งก็อาจจะไม่ได้สะท้อนรายได้จริง ๆ รวมไปถึง ว่าคนรวยในประเทศเราหลายครั้งก็อาจจะไม่ได้มีรายได้ที่สูง แต่รวยเพราะว่าทรัพย์สินที่สูง
ตัวอย่างที่ ๒ คือโจทย์ว่าเราจะทำกันอย่างไรเพื่อทำให้การปรับนั้นสามารถ บังคับใช้ได้จริง เช่นทำอย่างไรให้เราปิดช่องโหว่เรื่องของปัญหาสินบน เพราะหากปัญหานี้ ยังคงอยู่คนรวยที่ถูกค่าปรับสูงขึ้นมาก็อาจจะใช้วิธีการในการจ่ายสินบนด้วยมูลค่าที่น้อย ลงมาให้กับเจ้าหน้าที่แทนการจ่ายค่าปรับ
หรืออีกตัวอย่างโจทย์หนึ่งที่เราจำเป็นต้องมาพูดคุยกันแล้วก็ศึกษาเพิ่มเติม คือเราจะวางขั้นตอนกันอย่างไรในการปรับปรุงกฎหมายเรื่องค่าปรับทั้งระบบยกตัวอย่างเช่น เราควรจะมีการนำร่องก่อนหรือไม่สำหรับบางฐานความผิดอย่างเช่นโทษปรับจราจร เพื่อให้ เรามีโอกาสได้วัดผลและประเมินข้อดี ข้อเสีย จากหน้างานจริงก่อนจะพิจารณาขยายผล นโยบายดังกล่าวไปในวงกว้าง
ดังนั้นผมเห็นควรว่าสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ควรจะมีการมอบหมายให้ คณะกรรมาธิการชุดหนึ่งศึกษาทางเลือกในการปฏิรูประบบค่าปรับในกฎหมายไทย รวมถึง พิจารณาข้อดี ข้อเสีย และความเป็นไปได้ของระบบค่าปรับแบบอัตราก้าวหน้า ซึ่งเป็นระบบ ค่าปรับที่อาจจะมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม มีความคงเส้นคงวา แล้วก็เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง มากกว่าระบบค่าปรับที่เรามีกันอยู่ ณ ปัจจุบัน ขอบคุณมากครับท่านประธาน