วิโรจน์ ลักขณาอดิศร เสนอญัตติด่วนเรื่องมาตรการนำเข้าทุเรียนจีนที่ตรวจพบสาร Basic Yellow 2 ซึ่งกระทบเศรษฐกิจจันทบุรี โดยเรียกร้องให้เร่งหารือกับทางการจีนเพื่อปรับมาตรฐานการตรวจสอบร่วมกัน ป้องกันปัญหาทุเรียนเน่าเสียจากการรอคิวตรวจซ้ำ พร้อมทั้งหารือปัญหาการตรวจสารดังกล่าวในทุเรียนและเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งพัฒนาแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของชาวสวน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ระบุปัญหาช้างป่าทำร้ายชาวสวนทุเรียนและเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขโดยเน้นการป้องกัน การเยียวยาอย่างเป็นธรรม และการควบคุมระบบสัญญาซื้อขายล่วงหน้า แรงงานต่างชาติ และโลจิสติกส์ส่งออก โดยให้ความมั่นใจชาวสวนทุเรียนจันทบุรีว่าจะได้รับความคุ้มครองจาก สส. และขอให้ผลผลิตออกสู่ตลาดทันในฤดูกาลนี้
ท่านประธานที่เคารพ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส. แบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคประชาชน ทุเรียนคือหนึ่งในผลไม้ ที่เป็นหัวใจของเศรษฐกิจของจังหวัดจันทบุรีและของชาวจันทบุรีครับ ในขณะที่ตอนนี้ ชาวสวนจันทบุรีกำลังลุ้นให้ดอกติดกันอย่างถ้วนหน้าทั่วกันเพื่อที่จะได้ขายทันในรุ่นแรก กลับต้องมารู้สึกปริวิตกกับมาตรการเฉียบพลันในการนำเข้าทุเรียนของประเทศจีนที่ต้องมี ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการของสารยอมสีที่ชื่อว่า Basic Yellow 2 ซึ่งในขณะนี้เริ่มมีทุเรียน ไทยถูกตีกลับจากศุลกากรจีนแล้ว และคงจะถูกตีกลับมาอีกเรื่อย ๆ หากยังไม่มีแนวทาง ในการแก้ไขที่เป็นที่ยอมรับได้จากทั้งไทยและจีน การขอผลตรวจสารยอมสี Basic Yellow 2 ของศุลกากรจีนในครั้งนี้เป็นมาตรการเฉียบพลันมาก ๆ ที่ผู้ส่งออกทุเรียน ล้งทุเรียน และ ชาวสวนทุเรียน แม้แต่กรมวิชาการเกษตรก็ไม่ได้รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อนเลย เข้าใจว่าทางการจีน ก็เพิ่งจะมีการประชุมเรื่องนี้ในวันที่ ๘ แล้วก็ประกาศในวันที่ ๙ บังคับใช้ทันทีในวันที่ ๑๐ มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ผู้ส่งออกทุเรียนไทยไม่ทันได้ตั้งตัว ผมจึงมีความจำเป็นต้องเสนอ ญัตติด่วนด้วยวาจาในวันนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีห้องปฏิบัติการที่สามารถตรวจสอบในเรื่อง ของ Basic Yellow 2 อยู่เพียง ๒ แห่ง เข้าใจว่าจากการตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจาของท่าน รัฐมนตรีช่วยเมื่อเช้านี้ เข้าใจว่าจะมีเพิ่มเป็น ๖ แห่ง แล้วก็น่าจะสามารถให้การตรวจได้ตั้งแต่ วันที่ ๑๖ มกราคมเป็นต้นไป ซึ่งแต่ละแห่งท่านรัฐมนตรีช่วยก็บอกว่าจะตรวจได้ประมาณสัก ๖๐๐ ตัวอย่างต่อวัน แล้วแต่ละตัวอย่างก็ต้องใช้เวลาตรวจประมาณ ๔ วัน หรือ ๔๘ ชั่วโมง ซึ่งก็เกิดคำถามขึ้นมาในใจของชาวสวนทุเรียนจันทบุรีทันทีว่าความสามารถในการตรวจ ในระดับนี้จะรองรับการส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีนถึงปีละประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ กว่าตัน ได้อย่างไร และจะมั่นใจได้อย่างไรว่าผลตรวจจากห้องแล็บไทยจะเป็นที่ยอมรับของศุลกากรจีน เพราะจากรายงานแม้ว่าประเทศเวียดนามจะมีผลตรวจสารยอมสี Basic Yellow 2 มายืนยัน แต่ยังต้องถูกทางการจีนตรวจซ้ำทุกตู้อยู่ดี ผมย้ำให้ท่านประธานทราบไว้ตรงนี้ครับ ต่อให้มีผลตรวจถ้าทางการจีนไม่ยอมรับก็ถูกตรวจซ้ำทุกตู้อยู่ดี ซึ่งการตรวจซ้ำต้องรอเวลาถึง ๗ วันทำการ ถ้านับวันเสาร์ วันอาทิตย์ ก็คือนับไปเลย ๙ วันครับ ดังนั้นจึงมีความจำเป็น อย่างยิ่งของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องเร่งหารือกับทางศุลกากรจีนแล้วว่าจะทำ อย่างไร จะกำหนดมาตรฐานในการตรวจทางห้องปฏิบัติการร่วมกันอย่างไรที่จะทำให้ ผลตรวจจากห้องแล็บที่ยืนยันว่าไม่มีสาร Basic Yellow 2 ที่เป็นที่ยอมรับของทางการจีน เพื่อจะได้ไม่ต้องมาตรวจสอบซ้ำที่ด่านศุลกากรอีก ประเด็นของผลตรวจสารยอมสี Basic Yellow 2 นี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ถามว่าเพราะอะไรครับ เพราะว่าทุเรียนเป็นผลไม้เศรษฐกิจ ที่มีมูลค่าการส่งออกสูงถึงปีละประมาณ ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี และ ๙๖ เปอร์เซ็นต์ เป็นการส่งออกไปยังประเทศจีนเสียด้วย ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์จำเป็นต้องเร่งหารือกับทางการจีนเพื่อหาทางออกร่วมกันกับทาง ศุลกากรจีนว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร และต้องเร่งหารือหาทางออกร่วมกันกับทางการจีน โดยทันที ผมเข้าใจว่าทางท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์มีกำหนดการอย่างเป็นทางการที่จะไปเยือนประเทศจีนในวันที่ ๕-๗ กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ แต่รอถึงเดือนกุมภาพันธ์ไม่ได้หรอกครับ ระหว่างนั้นระหว่างที่กำลังจะเยือนอย่าง เป็นทางการควรจะหาข้อสรุปอย่างเป็นทางการได้แล้ว และวันที่ ๕-๗ ถึงจะไปขอหารือ เพื่อรับการยืนยันและประเด็นอื่น ๆ เพิ่มเติมอีกทีหนึ่งถึงจะทันท่วงทีครับ ลองคิดดูครับท่านประธาน ถ้าประเด็นในเรื่องของผลตรวจสารย้อมสี Basic Yellow 2 นี้ยังไม่มีความชัดเจนจะเกิดอะไรขึ้น ท่านประธานครับ ใครที่เป็นสายกินทุเรียนอย่างผม จะทราบดี ผมปอกยังลำบากแต่เรื่องกินนี่ไม่เป็นรองใครอยู่แล้ว ทุเรียนที่จะมีคุณภาพต่อการ บริโภคหรือการกิน นับจากวันตัดจะต้องไม่เกิน ๑๒ วัน ถ้าเกิดทุเรียนเรามานับวันเวลากันดู ทุเรียนออกจากสวนให้ล้ง Pack ปล่อยตู้นี่ตีไปว่า ๒ วัน ขนส่งทางบกไปที่ด่านศุลกากร ก็ราว ๆ อีก ๔ วัน รวมเป็น ๖ วันแล้วนะครับ จากด่านศุลกากรไปวางขายที่ตลาดก็ ๒ วัน ก็มีระยะเวลาในการวางขายหรือที่เรียกว่า On Shelf ก็อีก ๕ วัน ท่านประธานลองคิดดู ถ้าต้องรอให้ทางการจีนตรวจอีก ๗ วันทำการ บวกวันเสาร์ วันอาทิตย์ไปก็ ๙ วัน รวม ๆ แล้ว ๒๒ วัน ทุเรียนแตกเน่าเสียกันพอดีครับ นี่ยังไม่นับว่าหากปัญหานี้ไม่ได้รับการคลี่คลายและ หาข้อสรุปที่ชัดเจนก็จะมีปัญหาสะสมเรื้อรังซึ่งทำให้รถเทรลเลอร์ต้องจอดรอคิวยาวสะสม รวมกันที่หน้าด่านประเมินได้เลยว่าประมาณสัก ๒๐-๓๐ กิโลเมตร ตรงบริเวณหน้าด่าน ซึ่งการรอคิวตรงนี้ก็ยังไม่รู้อีกว่าจะรออีกกี่วันกว่าจะได้ตรวจ แล้วที่สำคัญจะเกิดปัญหา ตามมาอีกคือจะทำให้ตู้ Container ขาดแคลนซ้ำเติมปัญหาให้หนักขึ้นไปอีกท่านประธาน ฤดูกาลส่งออกทุเรียนผมยืนยันว่าเป็นความหวังของคนจันทบุรีเกือบทั้งจังหวัด จะเริ่มตั้งแต่ วันไหนครับ หลังวันวันวาเลนไทน์ ๑๕ กุมภาพันธ์ เริ่มต้นเบาะ ๆ จากวันละ ๑๐๐ ตู้ แล้วก็ เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ สูงสุดเป็น ๑,๐๐๐ ตู้ เอาว่าโดยเฉลี่ยประมาณวันหนึ่งที่ส่งออกก็ประมาณ สัก ๖๐๐-๗๐๐ ตู้ Container ถ้าประเด็นในเรื่องของผลตรวจสารย้อมสี Basic Yellow 2 ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนก็ประเมินความเสียหายได้เลยตู้หนึ่ง ๕ ล้านบาท ความเสียหาย ที่เกิดขึ้นก็ประมาณสักวันหนึ่ง ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท และเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับห่วงโซ่ อาชีพทุเรียนทั้งห่วงโซ่ครับ สำหรับชาวสวนทุเรียนผมประเมินให้ท่านประธานทราบว่า ความเดือดร้อนมันขนาดไหน ชาวสวนทุเรียน ๑ ไร่ ปลูกได้แบบแน่น ๆ เลยก็สัก ๒๐ ต้น แต่ละต้นนี้สามารถสร้างรายได้ได้ประมาณสัก ๓๐,๐๐๐ บาทต่อปี ทุเรียนรุ่นแรกนี่เป็น ความหวังของชาวสวนจันทบุรีมาก ๆ ถ้าปัญหานี้แก้ไขล่าช้าไม่ทันท่วงที เอาแค่ความเสียหาย ที่เกิดขึ้นกับทุเรียนรุ่นแรกก่อน ความเสียหายจะเกิดขึ้นในระดับล้านบาททันที อย่างคนที่มี สวนทุเรียนย่อม ๆ สัก ๑๐ ไร่ เอาแค่ความเสียหายจากการขายทุเรียนรุ่นแรกถ้าส่งออก ติดขัดแบบนี้ ราคาตกสักครึ่งหนึ่งตามข่าวนี่ก็เสียหายไปแล้ว ๑๐ ไร่ก็ ๑ ล้านบาทโดยประมาณ ใครมี ๓๐ ไร่ ก็เสียหายทันที ๓ ล้านบาท นี่แค่รุ่นแรกนะครับ ปัญหานี้ยังเกี่ยวพันกับ หลายกระทรวงมาก ๆ เพราะผู้คนในแวดวงการเกษตรต่างวิพากษ์วิจารณ์กันให้ขรึมครับ นี่อาจจะเป็นว่าเป็นมาตรการตอบโต้ของศุลกากรจีนต่อกรณีองุ่น Shine muscat ที่ถูกตีข่าว เกินจริงจนสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วเอเชียจนทำลายตลาดไปทั่วเอเชียเลย โดยข้อเท็จจริง ผมตามข่าวครับ จากการสุ่มตรวจองุ่น Shine muscat ๒๔ ตัวอย่าง มีเพียง ๑ ตัวอย่างที่พบ สาร Chlorpyrifos ซึ่งเป็นสารที่ถูก Ban ห้ามใช้ในประเทศไปแล้ว ส่วนอีก ๒๓ ตัวอย่าง พบว่ามีสารปนเปื้อนจริง แต่อยู่ในค่าที่ไม่เกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย หากล้างทำ ความสะอาดก็สามารถรับประทานได้ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าวิตกจนเกินกังวล เพราะประเด็น ของสารเคมีตกค้างของพืชผักผลไม้ที่ไม่ได้เพาะปลูกจากแปลงเกษตรอินทรีย์ก็เป็นเรื่อง ที่พอจะพบได้อยู่แล้ว แต่ปรากฏว่าก็ถูกตีข่าวในลักษณะที่รุนแรงเกินจริงจนทำลายตลาด เขาก็วิพากษ์วิจารณ์กัน คนในแวดวงการเกษตรว่านี่อาจจะเป็นมาตรการในการตอบโต้กลับมา ของทางศุลกากรจีนหรือเปล่า ดังนั้นการแก้ไขปัญหานี้จึงจำเป็นต้องหารือร่วมกันหลาย กระทรวงครับ ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ดี กระทรวงพาณิชย์ก็ดี กระทรวง สาธารณสุข และกระทรวงการต่างประเทศ ทั้ง ๔ กระทรวงนี้ต้องหาทางคลี่คลายปัญหานี้โดยที่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน ทุกภาค ทุกฝ่าย ทุกคน ประชาชนที่เป็นผู้บริโภคก็ต้องได้รับประทานพืชผักผลไม้ที่นำเข้า จากต่างประเทศอย่างปลอดภัย ไม่ต้องตื่นตระหนกกับการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน จากความเป็นจริงจนทำให้เศรษฐกิจเสียหาย ในขณะที่ผู้ส่งออกผลไม้โดยเฉพาะทุเรียน และลำไยก็ต้องได้รับการส่งเสริม สนับสนุนอย่างเพียงพอ ให้การส่งออกผลไม้มีความราบรื่น ไม่ต้องผวากับมาตรการเฉียบพลันอย่างที่ผ่านมา และมาตรการเฉียบพลันที่เกิดขึ้นอยู่ ณ ขณะนี้ ให้ผลไม้ที่ส่งออกมีคุณภาพ นำรายได้สู่ประเทศ มีการกระจายรายได้ในห่วงโซ่ อาชีพทุเรียน ทั้งชาวสวนก็ดี สายตัดก็ดี ล้งก็ดี พ่อค้าส่ง พ่อค้าปลีก ห้างร้าน โรงงานแปรรูป และผู้ส่งออกทุเรียนอย่างเป็นธรรมทั่วถึงกัน ท่านประธานครับ ในอนาคตผมหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่ากรมวิชาการเกษตรมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำงานเชิงรุกร่วมกันกับทางการจีน เพื่อ Update มาตรการการนำเข้าของประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะได้วางแผนรองรับ ว่าจะต้องปรับตัวอย่างไร จะต้องกำหนดมาตรฐานปุ๋ย มาตรฐานสารเคมีที่ใช้ในการเพาะปลูก ทุเรียนอย่างไร จะมีการรับรองมาตรฐานสากลต่าง ๆ ตลอดจนการขอตรวจหรือการส่ง ผลตรวจของห้องปฏิบัติการอะไรบ้างที่จะได้รับการยอมรับจากทางศุลกากรจีน และจะได้ ไม่เกิดปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้อีก
สำหรับปัญหาการตรวจสารย้อมสี Basic Yellow 2 ที่ชาวสวนทุเรียนทั้งที่ ภาคใต้ก็ดี ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ผมชื่นชมท่านวิชัยมาก ๆ ท่านสะท้อนความรู้สึกถึงความเดือดร้อน ของชาวสวนทุเรียนชุมพร ชาวสวนทุเรียนภาคใต้เป็นอย่างดี ชาวสวนทุเรียนที่จันทบุรีก็รู้สึก หวาดวิตกไม่แพ้กันครับ ซึ่งเมื่อเช้านี้ก็เป็นเรื่องที่ดีที่ทางท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและ สหกรณ์ท่านก็กรุณามาให้คำมั่นต่อสภาผู้แทนราษฎรเลยว่าภายในวันที่ ๒๐ มกราคมนี้ สถานการณ์การส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีนจะได้รับการคลี่คลายไปในแนวทางที่ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าในฐานะที่พวกเราเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และทุเรียนนี้เป็น พืชผลไม้เศรษฐกิจที่มีมูลค่าระดับแสนล้านบาทก็คงต้องช่วยกันติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และต่อเนื่อง นอกจากนี้นอกจากการตรวจสาร Basic Yellow 2 แล้ว ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วครับ ถ้าจะพูดถึงการส่งเสริมการเพาะปลูกทุเรียน หรือการส่งเสริมให้ทุเรียนนี้เป็น พืชเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบจริง ๆ ผมคิดว่ารัฐบาลจะต้องพิจารณาการแก้ไขปัญหาให้ ครอบคลุมอีกหลายมิติ โดยเรื่องที่สำคัญที่สุดถ้าเราไม่นับเจ้า Basic Yellow 2 ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ เรื่องที่สำคัญมาก ๆ คือการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดสร้างระบบส่งน้ำครับ เพราะทุเรียนเป็นพืชที่ต้องใช้น้ำ อย่างในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีมีการประเมินว่ามีความต้องการ ในการใช้น้ำในการปลูกทุเรียนอยู่ที่ ๑,๔๕๔ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี แต่ปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา กักเก็บน้ำได้เพียง ๒๘ เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณแค่ ๔๒๗ ล้านคิวเท่านั้น ลุ่มน้ำวังโตนดก็ยัง ขาดน้ำอีก ๑๘๑ ล้านคิว ลุ่มน้ำจันทบุรียังขาดอยู่อีก ๓๔๐ ล้านคิว ลุ่มน้ำเวฬุขาดอยู่อีก ๑๓๑ ล้านคิว ลุ่มโป่งน้ำร้อนขาดอยู่ ๑๒๖ ล้านคิว ลุ่มพระพุทธขาดอยู่ ๑๐๕ ล้านคิว ลุ่มปะตงขาดอยู่ ๗๕ ล้านคิว ลุ่มพระสทึงขาดอยู่ ๖๑ ล้านคิว ลุ่มพอกขาดอยู่ ๒๐ ล้านคิว รวม ๆ กันแล้วที่จันทบุรียังต้องการน้ำเพิ่มเติมอีก ๑,๐๔๗ ล้านคิวต่อปี มีความจำเป็น อย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่มเติม พร้อมกับร่วมมือกับท้องถิ่น ในการก่อสร้างวางระบบส่งน้ำที่เดินท่อให้กับชาวสวนอย่างเบ็ดเสร็จ ก่อสร้างให้เสร็จสรรพ เพื่อให้ชาวสวนจันทบุรีเข้าถึงแหล่งน้ำอย่างทั่วถึง ครอบคลุม เท่าเทียม และรวดเร็วทันใจ
อีกปัญหาหนึ่ง ทำไมพูดไม่ได้ครับสำหรับชาวสวนทุเรียน ก็คือเรื่องช้างป่า ปัจจุบันครับ เมื่อเช้าทางท่านญาณธิชา บัวเผื่อน สส. จันทบุรีก็พูดไปแล้วว่ามีการประเมิน กันว่าช้างป่ามีอยู่ราว ๆ สัก ๔,๐๐๐ กว่าตัว กระจายอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ ๙๔ แห่ง ครอบคลุม ๑๖ กลุ่มป่าทั่วประเทศ ในแต่ละปีมีชาวสวนทุเรียนและประชาชนจำนวนมากถูกช้างป่า ทำร้ายจนเสียชีวิตตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ จนถึงปัจจุบันก็มีผู้บาดเจ็บอยู่ ๑๖๐ ราย เสียชีวิต ๑๘๕ ราย เป็นการเสียชีวิตนอกเขตพื้นที่อนุรักษ์ด้วย ๑๓๙ ราย ในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ น่าตกใจครับ เป็นปีที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุดถึง ๓๙ คน บาดเจ็บสูงสุด ๓๒ คน ปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ผ่านมาแค่ ๓ เดือนแรก มีผู้เสียชีวิตแล้ว ๘ ราย ปัญหาช้างป่า จึงเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ทั้งการขุดคูกันช้าง เพิ่มเติม แหล่งอาหารของช้างป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และต้องมีการสนับสนุนการทำงานของอาสาสมัคร เฝ้าระวังช้างป่า ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อ Drone การติดตั้งกล้องเพื่อให้อาสาสมัครเฝ้าระวัง ช้างป่ามีความปลอดภัย คนปลอดภัย สวนปลอดภัย ทุกคนก็อุ่นใจ มีการเยียวยาให้กับ ชาวสวนทุเรียนที่ถูกช้างป่าบุกรุกอย่างเป็นธรรมในอัตราที่ยอมรับได้
อีก ๒ ๓ เรื่องสุดท้ายครับท่านประธาน ที่รัฐบาลต้องเข้าไปจัดการเพื่อทำให้ ทุเรียนได้รับการดูแลทั้งระบบอย่างสมบูรณ์ นั่นก็คือการเข้าไปควบคุมดูแลการทำสัญญา ซื้อทุเรียนล่วงหน้า อย่าให้ซ้ำรอยกับปัญหาที่ชาวสวนลำไยเจออยู่ในทุกวันนี้กับการถูก เอารัดเอาเปรียบจากการทำสัญญาซื้อล่วงหน้าที่ไม่เป็นธรรม การเข้าไปอำนวยความสะดวก ในการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างชาติ ไม่ปล่อยให้ Agency รายใดรายหนึ่งผูกขาดการให้บริการ การขึ้นทะเบียนแรงงานต่างชาติ เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตร การบริหารจัดการจำนวนตู้ Container ให้เพียงพอต่อการส่งออก และการแสวงหา ตลาดใหม่ของทุเรียนเพิ่มเติม
สุดท้ายขอฝากท่านประธานไปยังชาวสวนทุเรียนทั้งประเทศโดยเฉพาะ ชาวสวนทุเรียนที่จันทบุรีว่าขอให้ทุกท่านสบายใจ เพราะว่าจะมีทั้งตัวผม และ สส. อีก ๓ ท่าน ไม่ว่าจะเป็นญาณธิชา บัวเผื่อน ปรัชญาวรรณ ไชยสืบ และวรายุทธ ทองสุข พวกเรา ทั้ง ๔ คนเป็นอย่างน้อย แล้วยังมี สส. ของพวกเราอีกทั้งสภาที่จะช่วยกันเฝ้าติดตามและ ปกป้องสวนทุเรียนของท่านอย่างเต็มที่ และขอให้ชาวสวนทุเรียนที่จันทบุรีดอกติดกันทั่วหน้า ทั่วกัน และขอให้ขายทันในรุ่นแรกครับ ขอบพระคุณครับ