ญาณธิชา บัวเผื่อน ชี้แจงปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรในจันทบุรี โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับการปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างทุเรียน และขอขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุข้อมูลการผลิตผลไม้หลักในจันทบุรีและผลกระทบจากภัยแล้ง พร้อมเสนอโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเพื่อเพิ่มแหล่งน้ำให้เกษตรกร ถามถึงแนวทางและระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาตให้เข้าสำรวจความเหมาะสมของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ ๒ โครงการ เพื่อความมั่นคงทางพลังงานและการบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ญาณธิชา บัวเผื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๓ พรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกลค่ะ ท่านประธานคะ ก่อนอื่นเลยดิฉันต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรี เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ใส่ใจปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องชาวจันทบุรี คำถามที่ดิฉันจะถามท่านรัฐมนตรีในวันนี้เป็นคำถาม ที่สำคัญมาก ๆ เรียกได้ว่าเป็นความหวัง เป็นชีวิต แล้วก็เป็นลมหายใจของพี่น้องชาวจันทบุรี เลยก็ว่าได้ นั่นก็คือเรื่องของการพัฒนาแหล่งน้ำนั่นเอง ในจังหวัดจันทบุรีชาวบ้านส่วนใหญ่ ก็มีอาชีพทำสวนผลไม้ ทั้งทุเรียน มังคุด ลำไย ลองกอง และผลไม้ชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุเรียนซึ่งเป็นผลไม้ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ราคาดี และตอนนี้ก็ถือได้ว่าเป็นพระเอกเลย ทีเดียว เพราะว่าเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดเดียวที่ราคาไม่ตกต่ำ ทำให้เกษตรกรเปลี่ยนจาก การปลูกยางพาราหรือว่าปลูกผลไม้ชนิดอื่นมาปลูกทุเรียนกันมากขึ้น ขออนุญาตขอสไลด์ ด้วยนะคะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
เมื่อดูปริมาณผลผลิตของผลไม้ทั้ง ๓ ชนิดก็คือ ทุเรียน มังคุด และลำไยของจังหวัดจันทบุรี ในปี ๒๕๖๗ ตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงเดือนพฤศจิกายน มีปริมาณผลผลิตกว่า ๙๒๔,๐๐๐ ตัน จาก ๑,๕๒๐,๐๐๐ ตัน คิดเป็น สัดส่วนที่ผลิตในจังหวัดจันทบุรีถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการส่งออกทั้งประเทศ หากพิจารณารายตัวจะพบว่าทุเรียนที่จันทบุรีมีผลผลิตส่งออก ๔๕๐,๐๐๐ ตัน จาก ๘๕๐,๐๐๐ ตัน คิดเป็นครึ่งหนึ่งของปริมาณการส่งออกทั้งหมด มังคุดมีปริมาณผลผลิตอยู่ที่ ๑๒๐,๐๐๐ ตัน จาก ๒๘๕,๐๐๐ ตัน คิดเป็น ๔๒ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด มาดูลำไยบ้างค่ะ ลำไยมีปริมาณผลผลิต ๓๕๗,๐๐๐ ตัน จาก ๔๒๐,๐๐๐ ตัน คิดเป็น ๘๕ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ตัวเลขตรงนี้อาจจะไม่ได้เป็นตัวเลขที่สะท้อนการส่งออกทั้งหมด เนื่องจากว่ามีปริมาณผลผลิตที่ส่งออกไปในรูปแบบอื่น ๆ ด้วย ไม่ใช่แค่ผลสดเท่านั้นอย่างเช่น ลำไยอบแห้ง หรือว่าการส่งออกในรูปแบบของการแช่แข็ง แต่จากสไลด์นี้ทำให้เราเห็นข้อมูล ชัดเจนเลยว่าจันทบุรีเป็นแหล่งผลิตและส่งออกสินค้าผลไม้ที่สำคัญของโลก จะเรียกได้ว่าเป็น ครัวของโลกก็คงจะไม่ผิดไปเท่าไรนัก ดังนั้นดิฉันคิดว่ารัฐบาลก็ควรให้ความสำคัญและควรมี การส่งเสริมปัจจัยการผลิตในด้านต่าง ๆ ให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องของแหล่งน้ำ ภาพรวมของเศรษฐกิจการเกษตรในจังหวัดจันทบุรี ในปี ๒๕๖๗ มีการหดตัวอยู่ที่ ๙.๒ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากว่าการหดตัวมาจากปรากฏการณ์ El Nino ในช่วงต้นปี ก็คือมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตร โดยเฉพาะผลผลิต ที่สำคัญก็คือทุเรียน มีปริมาณผลผลิตลดลงถึง ๑๖.๗ เปอร์เซ็นต์ จากสภาพอากาศ ที่แปรปรวนในช่วงหน้าแล้งของปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา เกษตรกรต้องซื้อน้ำรดทุเรียนในราคา เที่ยวละประมาณ ๘๐๐-๔,๐๐๐ บาท ซึ่งราคาก็ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำแล้วก็ระยะทาง บางสวน ซื้อน้ำกันวันละ ๒๐,๐๐๐ บาทเลยทีเดียว ถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ ในแต่ละวันท่านต้องเสีย ทอง ๒ สลึง ในการซื้อน้ำมารดต้นทุเรียน เพียงแค่ต้องการเก็บต้นทุเรียนไว้เท่านั้น เพราะว่า ยอมตัดก่อนหน้านี้คือยอมตัดลูกไปเพื่อที่จะลดการใช้น้ำไปแล้ว ในแต่ละวันจะมีรถบรรทุก ขนน้ำส่งไปตามสวนต่าง ๆ วันละหลายร้อยเที่ยว สวนไหนที่ไม่มีต้นทุนในการซื้อน้ำก็ต้อง ปล่อยให้ต้นตายไป สำหรับเกษตรกรเดือดร้อนกันมาก ที่หวังว่าเห็นลูกแล้วจะได้เงินก็ไม่ได้ แถมอาจจะยังต้องติดหนี้ติดสินเพื่อที่จะต้องนำเงินมาซื้อน้ำอีก ขอสไลด์อีกสไลด์หนึ่งนะคะ จากข้อมูลพบว่าจังหวัดจันทบุรีมีความต้องการใช้น้ำทั้งสิ้น ๑,๔๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี คิดจากทุเรียนเป็นหลักเพราะว่าทุเรียนเป็นพืชที่ใช้น้ำมากที่สุด แต่ในปี ๒๕๖๗ เราสามารถ เก็บน้ำได้เพียง ๔๒๗ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีเท่านั้น หรือว่าเก็บน้ำได้แค่ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ของ ปริมาณน้ำที่ต้องการใช้ แสดงว่าเราต้องการน้ำเพิ่มขึ้นถึง ๑,๐๔๗ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี จากข้อมูลของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน พบว่า หากสามารถพัฒนาแหล่งน้ำได้ในทุกๆ ลุ่มน้ำของจังหวัดจันทบุรีจะทำให้เราสามารถเพิ่ม ปริมาณน้ำได้ถึง ๑,๑๖๕ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งเป็นปริมาณน้ำที่เพียงพอสำหรับการทำ การเกษตรในปัจจุบัน และยังสามารถรองรับการใช้น้ำในอนาคตได้อีก ๑๑๘ ล้านลูกบาศก์เมตร ต่อปี นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาไฟฟ้าเพิ่มขึ้นได้ถึง ๑๗๕.๕ ล้านหน่วยต่อปี ซึ่งทั้งหมดนี้ ใช้พื้นที่ป่าไปเพียง ๔.๗ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ป่าทั้งหมดเท่านั้น เมื่อสร้างแล้วเสร็จก็จะปิด พื้นที่แล้วก็ปล่อยให้ป่ากลับไปเป็นที่อยู่อาศัย เป็นแหล่งน้ำ แหล่งอาหารของสัตว์ป่าตามเดิม แต่ว่าด้วยงบประมาณที่จำกัดของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานไม่สามารถ ที่จะพัฒนาแหล่งน้ำในจังหวัดจันทบุรีได้พร้อมกันทั้ง ๗ ๘ ลุ่มได้ จึงคิดว่าเพื่อความมั่นคง ทางพลังงาน และเพื่อเป็นการพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มเติม และบรรเทาความเดือดร้อนทางด้าน ภัยแล้งให้กับเกษตรกร จึงมีโครงการศึกษาความเหมาะสมโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ ๒ โครงการ ก็คือ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำคลองโป่งน้ำร้อน หรือที่เราเรียกว่า คีรีธาร ๒ ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี หากสามารถสร้างได้แล้วเสร็จจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ รวม ๔๕.๑ ล้านหน่วยต่อปี ช่วยพื้นที่เกษตรกรรมได้ ๑๓๐,๐๐๐ ไร่ และโครงการศึกษา ความเหมาะสมโครงการไฟฟ้าพลังน้ำคลองทุ่งเพลบน ตำบลพลวง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี สามารถพัฒนาพลังงานไฟฟ้าได้ถึง ๓๐ ล้านหน่วยต่อปี และช่วยพื้นที่ เกษตรกรรมในหน้าแล้งได้ ๕๗,๖๐๐ ไร่ แต่ด้วยพื้นที่ที่ใช้ในการพัฒนาแหล่งน้ำเป็นส่วนใหญ่ จะอยู่ในพื้นที่ของป่าอนุรักษ์ ซึ่งอยู่ในการดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การกระทำใด ๆ ก็แล้วแต่ในพื้นที่ต้องได้รับอนุญาตก่อน
ดังนั้นคำถามแรก ดิฉันจึงขอถามว่าท่านมีแนวทางในการพิจารณาในเรื่องของ การขออนุญาตใช้พื้นที่ในการเข้าสำรวจความเหมาะสมเบื้องต้นของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ ทั้ง ๒ โครงการนี้อย่างไร เพื่อความมั่นคงทางพลังงานและเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจาก ปัญหาการขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้เพื่อการเกษตร มีระยะเวลานานเท่าไรกว่าจะอนุญาตให้เข้า พื้นที่สำรวจได้ ขอทราบรายละเอียด ขอบคุณค่ะ