ศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาต และการให้บริการแก่ประชาชน พร้อมเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาการทำงานแบบไซโลในระบบราชการไทย เช่น การสร้างระบบฐานข้อมูลกลางของภาครัฐ และการลดระยะเวลาการพิจารณาการอนุญาตก่อสร้างอาคาร โดยใช้ระบบดิจิทัลในการตรวจสอบ นอกจากนี้ยังเสนอการปฏิรูประบบราชการ โดยการเพิ่มบทลงโทษสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง และการนำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อให้การบริการที่รวดเร็วและทั่วถึง
เรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม ศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๓ จังหวัดนครราชสีมานะครับ ผมขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาต และการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. .... ฉบับนี้นะครับท่าน พระราชบัญญัติการอำนวย ความสะดวกซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ นั้น ท่านประธานครับ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีประชาชน ในเขตของผมได้มาร้องเรียนเรื่องการขออนุญาตเปิดร้านอาหารขนาดเล็ก เขาต้องวิ่งเอกสาร ถึง ๔ หน่วยงาน ใช้เวลากว่า ๓ เดือน เสียค่าเดินทางไปมาหลายพันบาท และที่น่าตกใจก็คือ ต้องถ่ายสำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านให้แต่ละหน่วยงานซ้ำ ๆ กัน ซ้ำ ๆ กัน ท่านประธานครับ นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของปัญหาการทำงานแบบไซโลในระบบราชการไทย ต่างคนต่างทำ ขาดการบูรณาการ เหมือนกำแพงที่มองไม่เห็นที่กั้นกลางระหว่างหน่วยงานรัฐ ผมขอยกตัวอย่างอีกกรณีหนึ่ง ช่วงน้ำท่วมในพื้นที่ผมมีหน่วยงานลงพื้นที่หลากหลาย หน่วยงานมาก แต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำ บางครอบครัวได้รับการช่วยเหลือ ได้รับถุงยังชีพ แบบซ้ำซ้อน แต่บางครอบครัวกลับไม่ได้รับความช่วยเหลือเลย เพราะว่าข้อมูลเหล่านี้ กระจัดกระจาย ไม่มีการแชร์กันระหว่างหน่วยงาน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอพูดถึง ประเด็นการเสนอ พ.ร.บ. ฉบับนี้ใน ๓ ประเด็นหลักนะครับ
ประเด็นแรก คือการทำลายกำแพงไซโลด้วยการสร้างระบบฐานข้อมูลกลาง ของภาครัฐ ผมขอยกตัวอย่างประเทศเอสโทเนียนะครับ ที่พัฒนาระบบที่เรียกว่า X-Road เชื่อมโยงข้อมูลทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน ประชาชนยื่นข้อมูลครั้งเดียวใช้ได้ทุกหน่วยงานครับ ไม่ต้องถ่ายสำเนาบัตรประชาชนอีกด้วยซ้ำ ลองคำนวณดูครับว่าประเทศไทยถ้าประหยัด กระดาษและประหยัดเวลาได้มากขนาดนี้ พอประหยัดเวลาแล้วจัดการเรื่องใบอนุญาต และเอกสารต่าง ๆ ได้รวดเร็วขึ้น ก็เริ่มธุรกิจได้เร็วขึ้น ความสามารถในการแข่งขันก็จะ รวดเร็วมากขึ้น และเพิ่มขึ้นครับ
ประเด็นที่ ๒ การลดระยะเวลาการพิจารณาการอนุญาตนะครับ ปัจจุบัน การขออนุญาตก่อสร้างอาคารใช้เวลา ๔๕-๖๐ วัน ทั้งที่หลายประเทศใช้เวลาแค่ ๗-๑๔ วัน เพราะเขาใช้ระบบดิจิทัลในการตรวจสอบ ยกตัวอย่างเช่นการตรวจสอบแบบแปลนอัตโนมัติ ที่ประเทศสิงคโปร์นะครับ หรือเขาเรียกระบบนี้ว่าระบบ CORENET หรือ Construction and Real Estate Network ที่สามารถตรวจสอบแบบแปลนอัตโนมัติได้ภายใน ๗-๑๔ วัน ระบบสามารถตรวจสอบการขัดกับกฎหมายควบคุมอาคารได้โดยอัตโนมัติ มีการใช้ BIM หรือ Building Information Modeling เชื่อมโยงกับระบบตรวจสอบได้ ส่วนในประเทศไทย แม้จะมีระบบจีไอเอสในการตรวจสอบผังเมือง มีระบบการขออนุญาตก่อสร้างออนไลน์ แต่ก็ยังต้องยื่นเอกสารประกอบอยู่ดีครับ เจ้าหน้าที่ยังคงต้องตรวจสอบแบบแปลนด้วยมือ ด้วยสายตาของตัวเองและใช้เวลาพิจารณาถึง ๔๕-๖๐ วัน ท่านประธานครับ ทุกวันที่รอคอย ทุกวันที่รอคือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่ต้องแบกรับภาระ ดอกเบี้ย
ประเด็นที่ ๓ การสร้างความรับผิดชอบ ผมขอเสนอให้เพิ่มบทลงโทษที่ชัดเจน สำหรับเจ้าหน้าที่ที่เพิกเฉยหรือประวิงเวลาโดยไม่มีเหตุผลนะครับ เมื่อเร็ว ๆ นี้มีเพื่อน ๆ ผู้ประกอบการก็ได้มาเล่าให้ฟังว่าเจ้าหน้าที่รัฐใช้เวลาในการพิจารณาเอกสารนานเกินกำหนด ถึง ๓ เดือนโดยไม่มีการแจ้งเหตุผล ทำให้เขาต้องเสียโอกาสในการทำธุรกิจไป แต่กลับไม่มี บทลงโทษใด ๆ ท่านประธานครับ การแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะสร้างการเปลี่ยนแปลง ครั้งสำคัญ ผมขอยกตัวอย่างประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นนะครับ เกษตรกรที่ต้องการขอใบรับรอง มาตรฐานการผลิตจะไม่ต้องเดินทางไปที่กรมวิชาการเกษตร กรมประมง และกรมปศุสัตว์ แยกกันอีกต่อไป แต่สามารถยื่นขอผ่านระบบดิจิทัลได้ที่จุดเดียว ผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการเริ่มธุรกิจ จะได้รับการบริการแบบ One Stop Service ผ่านระบบดิจิทัล ลดเวลาจาก ๖๐ วัน เหลือเพียง ๑๕ วันหรือ ๓๐ วัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ประชาชนที่ประสบ ภัยพิบัติจะได้รับความช่วยเหลือรวดเร็วและทั่วถึง เพราะทุกหน่วยงานใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน ไม่มีการตกหล่นหรือซ้ำซ้อนอีกต่อไป นี่คือการปฏิรูประบบราชการครั้งสำคัญที่เปลี่ยนจาก การทำงานแบบแยกส่วนมาสู่การทำงานแบบไร้รอยต่อ หากระบบที่ยึดติดกับกระดาษมาสู่ ระบบแบบดิจิทัลมีประสิทธิภาพ จากการบริการที่เน้นความสะดวกของเจ้าหน้าที่มาสู่การ บริการที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
สุดท้ายนี้ผมขอฝากข้อคิดนิดหนึ่งครับว่าเราไม่สามารถแก้ปัญหาใหม่ด้วยวิธี คิดแบบเดิม ๆ ถึงเวลาที่เราต้องปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อสร้างระบบราชการ ที่ตอบโจทย์ประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง อยากให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่าน และเพื่อน ๆ ในสภาได้รับหลักการนี้ ขอบคุณครับ