วรภพ เสนอร่าง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนใบอนุญาต 15 วัน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๕ มกราคม ๒๕๖๘

วรภพ วิริยะโรจน์ อภิปรายนำเสนอร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาต เพื่อลดขั้นตอนธุรการ ลดต้นทุน และแก้ไขปัญหาทุจริตโดยเสนอให้มีใบอนุญาตหลักแทนใบอนุญาตซ้ำซ้อน วรภพ วิริยะโรจน์ เสนอแนวคิดระบบกลางเพื่อรวบรวมคำขออนุญาตและอำนวยความสะดวกภาคเอกชน โดยหวังว่าจะเชื่อมโยงกับระบบ Biz Portal ที่มีอยู่เดิม และกำหนดให้ภาคเอกชนร่วมปรับปรุงเพื่อให้การบริการรวดเร็วทันสมัย วรภพ วิริยะโรจน์ อภิปรายหลักการสำคัญในร่างกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารบ้านเมืองที่ดี โดยเสนอให้กำหนดระยะเวลาพิจารณาใบอนุญาตเป็น ๑๕ วันตามหลักเกณฑ์โดยปริยาย (Auto Approve) หากหน่วยงานไม่สามารถดำเนินการเสร็จภายในเวลาที่กำหนดได้ ต้องมีเหตุผลรองรับและข้อยกเว้นเฉพาะกรณี เพื่อลดอุปสรรคทางราชการและอำนวยความสะดวกต่อภาคเอกชน

นายวรภพ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนสภาที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ ก็ขออภิปรายนำเสนอร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาต และการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. .... ที่ทางตัวผมแล้วก็คณะเป็นผู้เสนอต่อสภาแห่งนี้ครับ ผมคิดว่าหลักการในร่างนี้เป็นหลักการที่สำคัญครับ ก็คืออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้อง ประชาชน แล้วก็ภาคเอกชน ลดขั้นตอนธุรการในการประกอบธุรกิจ ลดต้นทุนในการทำ ธุรกิจที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เร่งระยะเวลาการอนุญาตครับ สุดท้ายสำคัญที่สุดคือการแก้ไข ปัญหาทุจริตครับ สร้างระบบที่ไม่เอื้อให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ที่เป็นปัญหาใหญ่ของ ประเทศไทยในปัจจุบันนี้ครับ

ผมขออนุญาตอภิปรายในสาระสำคัญที่ร่างของผมอาจจะคล้ายคลึงกับร่างที่ ครม. ได้เสนอมา ซึ่งแน่นอนเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ถ้าไล่จากเรื่องใหญ่ ๆ ก็คือ การลดใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อนครับ ตามกฎหมายเองก็คือกำหนดให้มีเรียกว่า Super License หรือใบอนุญาตหลัก ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับภาคเอกชนประเทศไทย ใคร ๆ ก็ทราบดีว่า ไม่ว่าจะเปิดโรงแรม เปิดร้านอาหาร ก็จะรู้ว่ามันมีใบอนุญาตหลายใบ ที่จำเป็นต้องขอนะครับ การมี Super License เหล่านี้มันก็ช่วยภาคเอกชนสามารถมาขอ ใบอนุญาตหลัก แล้วสามารถไปแทนใบอนุญาตต่าง ๆ ได้ เรื่องนี้ผมว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ที่เราจำเป็นจะต้องมีร่างกฎหมายฉบับนี้ที่เป็นสาระที่ตรงกันในทั้งร่างของผมแล้วก็ร่างของ ครม. นะครับ

นอกจากนี้ก็จะมีเรื่องของการลดขั้นตอนธุรการที่ซ้ำซ้อนสำหรับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการขอเอกสารที่อยู่ในครอบครองของรัฐจะเรียกซ้ำซ้อนไม่ได้ คือท่านประธาน อาจจะไม่ทราบนะครับบางทีเรายื่นไปบางทีหน่วยงานรัฐบอกให้ไปรับรองด้วยว่าเอกสาร ราชการของหน่วยอื่น ของกรมอื่น ให้ประชาชนเป็นคนรับรอง ทั้งที่จริงแล้วมันควรจะเป็น หน้าที่ของหน่วยงานรัฐด้วยกันในการที่จะเรียกข้อมูลเอกสารระหว่างหน่วยงานไม่ให้เป็น ภาระของพี่น้องประชาชน หรือแม้กระทั่งว่าขอเกิน ๑ ชุด มันก็ควรจะเป็นหน้าที่ของ หน่วยงานรัฐหรือเปล่าที่จะต้องไปทำสำเนาอะไรเพิ่มขึ้นมาเอง เพราะประชาชนเขายื่น เพียงแค่ ๑ ชุดก็น่าจะเพียงพอแล้วนะครับ หรือว่าถ้ามีการยื่นเอกสารครบถ้วนแล้วตรวจรับ ภายใน ๑ วันแล้วจะไม่สามารถเรียกเอกสารเพิ่มไม่ได้แล้วถ้าเกิดว่าตรวจรับรองไปแล้ว อันนี้แน่นอนครับมันก็เป็นกระบวนการที่ภาคเอกชนเขาเจออยู่ก็คือบอกว่าเอกสารไม่ครบ เอกสารไม่ครบ เรียกซ้ำซ้อนบ่อย ๆ เพื่ออาจจะหวังผล เพื่อเรียกมารับผลประโยชน์อะไร หรือเปล่า อันนี้คือสิ่งที่ภาคเอกชนเขาเจอกันอยู่นะครับ และการที่ให้สามารถจ่าย ค่าธรรมเนียมแทนต่อใบอนุญาตได้ แน่นอนครับมันก็ทำให้ขั้นตอนต่าง ๆ มันสะดวกขึ้น ใบอนุญาตที่ระยะเวลาอนุญาตต่ำกว่า ๕ ปี กฎหมายนี้ก็สามารถออก พ.ร.ฎ. มาเพื่อขยาย ให้เป็นใบอนุญาตพิจารณาอายุได้ถึง ๕ ปีได้ แน่นอนครับจะได้ไม่ต้องมาขอใบอนุญาตกัน บ่อย ๆ ไม่มีใครหรอกครับที่อยากจะให้ใบอนุญาตหมดอายุแล้วก็ต้องเสียเวลามานั่งต่อ ใบอนุญาต แล้วก็สิ้นเปลืองการจ่ายค่าธรรมเนียมเหล่านี้นะครับ ก็หวังว่าอันนี้จะช่วยให้ ระบบธุรการต่าง ๆ ที่ภาคเอกชนต้องเข้าไปทำนี่ ทำได้สะดวกรวดเร็วขึ้นนะครับ มีเรื่องของ การเพิ่มความรวดเร็วในการอนุญาตครับ เรื่องนี้แน่นอนจริง ๆ ต้องบอกว่ามันก็จะมีข้อจำกัด ที่ต้องไปพิจารณาในรายละเอียดอย่างระบบ Fast Track ที่ว่าทำให้มีช่องทางการขออนุญาต แบบเร่งด่วน แต่แน่นอนมันก็จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นมา ยอมรับครับว่าเรื่องนี้ก็จะมีเรื่องที่ ต้องถกเถียงกันว่ามันสร้างความลักลั่นหรือไม่ แต่ผมคิดว่าการมีบัญญัติกฎหมายเพื่อรับรอง กลไกเหล่านี้ไว้ก็จะมองเป็นข้อดีที่อาจจะสามารถเปิดช่องให้บางใบอนุญาตที่มันจำเป็นต้องมี ต้นทุน มีภาค Third Party ในการออกตรวจ อะไรต่าง ๆ สามารถทำได้รวดเร็วแล้วก็ เป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่ต้องการความรวดเร็วเหล่านี้ได้ มีการบอกว่าให้ทุก ๆ ๕ ปี ในการที่จะทบทวนกฎหมายสามารถเปลี่ยน คือจูงใจให้เปลี่ยนจากระบบอนุญาตเป็นระบบ จดแจ้งแทน เพราะว่ามันก็ทำให้ลดขั้นตอนต่าง ๆ ของการขอใบอนุญาตเมื่อเปลี่ยนเป็น ระบบจดแจ้งแทนได้มากขึ้นนะครับ

สาระใหญ่ ๆ อีกอันหนึ่งก็คือเพิ่มความสะดวกในการยื่นขออนุญาตครับ ก็คือเราบอกว่ามีระบบกลางที่มารวบรวมคำขออนุญาตต่าง ๆ ได้ ยื่นขอโรงแรมก็ขอที่เดียว เลยครับว่าจะกี่ใบอนุญาตหลัก ใบอนุญาตรองก็กรอกที่เดียว แล้วก็ใช้เอกสารชุดเดียว ยื่นเข้าไปในระบบกลาง ให้ระบบต่าง ๆ เขาทำหน้าที่ส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ เรื่องนี้แน่นอนมันก็เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับภาคเอกชนต่าง ๆ นะครับ แต่ก็หวังว่า ระบบกลางตรงนี้ก็คงไม่ใช่เป็นระบบใหม่ เพราะว่าเรามีระบบ Biz Portal อยู่แล้วนะครับ เพียงแต่ว่าอันนี้ก็จะเข้าใจว่าบัญญัติในกฎหมายเพื่อให้เป็นการรองรับเพื่อให้ใช้ Biz Portal ยึดโยงกับกฎหมายอื่น ๆ ที่มีการเขียนในระดับ พ.ร.บ. เหมือนกันได้นะครับ แล้วก็ใน ระบบกลางนี้เองก็กำหนดไว้ว่าให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วยดำเนินการหรืออำนวยความสะดวก ปรับปรุงต่าง ๆ ให้มันมีความรวดเร็วทันสมัย แล้วก็ตอบโจทย์กับเอกชนได้ดีขึ้นนะครับ นี่ก็เป็นข้อดีที่ในสาระสำคัญที่ร่าง ครม. กับร่างที่ทางผมได้ยื่นไปเห็นตรงกันนะครับ

ทีนี้ส่วนสำคัญที่ผมอยากจะขออภิปรายเพิ่มเติมในส่วนที่ร่างของผม แล้วก็คณะได้เสนอมี แต่ร่าง ครม. อาจจะยังไม่มี ผมว่าหลักการใหญ่ ๆ ก็คือการบอกว่า ใบอนุญาต By Default หรือจุดเริ่มต้นควรจะให้มีการพิจารณาให้เสร็จสิ้นภายใน ๑๕ วัน และเมื่อพิจารณาเสร็จสิ้นแล้วก็ควรจะถือว่าเป็นการอนุมัติโดยปริยาย หรือง่าย ๆ ก็คือ Auto Approve นี่เป็นสาระสำคัญใหญ่ ๆ ที่จริง ๆ แล้วผมว่ามันก็เป็นการช่วยอำนวยความสะดวก ให้กับภาคเอกชนได้เป็นอย่างดี แต่ว่าแน่นอนในร่าง ครม. อาจจะพิจารณาตัดตรงนี้ออกไป คือต้องอธิบายอย่างนี้ก่อนครับ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน การกำหนด ๑๕ วัน โดย Default หรือโดยตั้งต้นมันก็ไม่ได้เป็น ตัวเลขลอย ๆ นะครับ จริง ๆ เรามี พ.ร.ฎ. วิธีการบริหารบ้านเมืองที่ดีตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ มาตรา ๒๔ เขาเขียนไว้ว่า โดยทั่วไปการอนุญาตควรจะพิจารณาให้เสร็จสิ้นภายใน ๑๕ วัน แต่แน่นอนครับบางใบอนุญาตหรือบางขั้นตอนต่าง ๆ มันมีระยะเวลาที่ยาวนานกว่า ๑๕ วัน ในร่างของผมเองก็กำหนดไว้ว่าใบอนุญาตใบไหนที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาพิจารณา มากกว่า ๑๕ วันก็สามารถมาออกเป็นกฎกระทรวงยกเว้นได้ พูดง่าย ๆ คือโดย Default ทุกใบอนุญาตควรจะพิจารณา ๑๕ วันในคู่มือประชาชน แต่ถ้าใบอนุญาตไหนจะมีความ จำเป็นอยากได้มากกว่า ๑๕ วัน ก็เปิดช่องให้สามารถมาออกเป็นกฎกระทรวงเป็นข้อยกเว้นได้ Default คือควรจะพิจารณาเสร็จสิ้นภายใน ๑๕ วัน และแน่นอนครับเมื่อใบอนุญาตไหน กำหนดในคู่มือประชาชน ๑๕ วันแล้ว หรือกำหนดเป็น ๓๐ วัน ๖๐ วัน หรือจะ ๙๐ วัน ตามคู่มือประชาชน เมื่อผ่านพ้นระยะเวลาที่กำหนดในคู่มือประชาชนแล้วก็ควรจะถือว่าเป็น การอนุญาตโดยปริยาย นี่คือจุดตั้งต้นร่างที่ผมเสนอเข้าไป แต่เช่นเดียวกันครับใบอนุญาตไหน จะบอกว่ามันเป็นเรื่องของความปลอดภัยในสังคมโดยรวม ความสุขลักษณะต่าง ๆ สมมุติ ยกตัวอย่างเช่น อย. หรือใบอนุญาตก่อสร้างอย่างนี้ครับ ก็จะบอกว่าไม่ควรจะ Auto Approve ก็สามารถออกเป็นข้อยกเว้นได้ ในร่างของผมก็เปิดช่องไว้แบบนั้นได้ แต่ข้อดีของ การที่จะทำให้ทุกใบอนุญาต Default คือ ๑๕ วันแล้วต้อง Auto Approve วัตถุประสงค์ หนึ่งแน่นอนครับก็คือการให้ทุก ๆ หน่วยงานในการออกใบอนุญาตต้องมาทบทวนครับว่า กระบวนการขั้นตอนการขออนุญาตต่าง ๆ ปัจจุบันมีความเหมาะสมหรือไม่ มีความเหมาะสม ตั้งแต่ว่าจำเป็นจะต้องมามีใบอนุญาตหรือไม่ หรือเป็นจดแจ้งแทน หรือไม่มีเลยได้ไหม มันเป็นประโยชน์สำหรับพี่น้องประชาชนมากกว่า ต้นทุนอาจจะไม่คุ้มค่าสำหรับการออก ใบอนุญาตหรือไม่ และการกำหนดเวลาก็ต้องเป็นการบังคับให้ทุก ๆ หน่วยงานต้องมา พิจารณาทบทวนกันว่าระยะเวลาที่จะบริการพี่น้องประชาชนในการออกใบอนุญาต มันควรจะเป็นเท่าไรกันแน่ และเมื่อกำหนดมาแล้วมันก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐนี่ละครับ ที่จะต้องมาจัดสรรทรัพยากรให้สามารถบริการพี่น้องประชาชนได้ตามที่กำหนดไว้ในคู่มือ ประชาชน คือตามที่ได้บอกประชาชนไว้ว่าจะพิจารณาใบอนุญาตนั้นเสร็จสิ้นภายในกี่วัน นี่คือส่วนสำคัญที่ภาคเอกชนเขาต้องการ สิ่งสำคัญที่ประชาชนเขาต้องการจากการบริหาร บ้านเมืองที่ดีครับ คือรู้ครับวางแผนได้ว่าใบอนุญาตนี้จะพิจารณาเสร็จสิ้นภายในกี่วัน ถ้ายังไม่เสร็จสิ้นมันก็ควรจะถือว่าเป็นการอนุญาตโดยปริยาย ไม่ให้ข้อจำกัดหรือคอขวดของ หน่วยงานรัฐเองมาเป็นอุปสรรคในการทำมาหากินของพี่น้องประชาชนครับ เพราะถ้ามันเป็น เรื่องจำเป็นมันก็เป็นหน้าที่ของรัฐในการจัดสรรทรัพยากรออกมาให้สามารถพิจารณาได้ ภายใน ๖๐ วัน หรือ ๙๐ วัน ก็แล้วแต่ ภาคเอกชนเขาก็วางแผนได้ล่วงหน้า เขาก็เข้าใจได้ว่า ๙๐ วันเขาจะได้ใบอนุญาตแล้วนะ เขาก็จะได้ไปดำเนินการจ้างคนทำเรื่องอื่น ๆ ต่อเนื่อง ตามมา ดีกว่าที่ว่าจะต้องมารอหน่วยงานรัฐพิจารณาเสร็จไปเรื่อย ๆ แล้วก็บอกว่ามีข้อจำกัด มีข้อติดขัด คนไม่พอ งบไม่มา อะไรก็แล้วแต่ อันนี้เป็นอุปสรรคของรัฐที่ทำให้ภาคเอกชน ไม่สามารถทำมาหากินได้อย่างปกติ แล้วสุดท้ายมันก็จะไปเกิดการเรียกรับผลประโยชน์ ต่าง ๆ ที่เราต้องการจะแก้ไข มันเลยเป็นที่มาที่เราออกร่างกฎหมายฉบับนี้ นี่คือผมว่าเป็น สาระใหญ่ ๆ ที่ร่าง ครม. ยังไม่มี ก็คงต้องขอให้พิจารณาว่าในชั้นกรรมาธิการเองอยากให้ พิจารณาประเด็นนี้เป็นประเด็นใหญ่ เพราะว่าถ้าเราไปดูในการรับฟังความคิดเห็นก็ต้อง บอกว่าหลักการ Auto Approve ไม่ใช่ว่า ครม. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาจะไม่เคยคิดถึง มาก่อน ตอนรับฟังความคิดเห็นรอบแรกก็มีประเด็นนี้ มีคนที่เห็นด้วยถึง ๖๔ เปอร์เซ็นต์ แน่นอนครับถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหน่วยงานเขาก็คงบอกว่าไม่เห็นด้วยเพราะไม่มั่นใจว่า เขาจะทำได้ตามที่กำหนดไว้หรือไม่ แต่ก็ต้องยืนยันครับว่าโดยส่วนใหญ่ถึง ๖๔ เปอร์เซ็นต์ ก็เห็นด้วย แล้วถ้าผมว่าในมุมภาคเอกชนเขาก็อยากจะเห็นภาครัฐของเรานี้มีการทบทวน แล้วก็จัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสม ไม่ให้ระยะเวลาการขออนุญาตเป็นอุปสรรคในการ ประกอบอาชีพ ประกอบธุรกิจอย่างสุจริตของภาคเอกชนตรงนั้น ก็เลยเป็นที่มาที่ยังคงต้อง ขอให้สภาแห่งนี้รับทั้ง ๒ ร่าง แล้วก็ดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ ครม. เองก็ได้ส่งร่างนี้กลับมา เพราะว่าร่างนี้จริง ๆ แล้วเป็นร่าง การเงินที่ทางผมก็รอนายกรัฐมนตรีรับรองมาผมยื่นไปตั้งแต่กรกฎาคม ๒๕๖๖ ก็คือเป็นเวลา เกือบปีครึ่งนะครับ ร่างนี้จริง ๆ มีการรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่ชุดที่แล้ว ผมว่ามันก็เป็น ระยะเวลา ๒-๓ ปีที่ภาคเอกชนเขารอและอยากให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎร โดยเร็ว เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประเทศนี้ แก้ไขปัญหาการลดการทุจริตคอร์รัปชัน แล้วก็ทำให้ ภาคธุรกิจดำเนินธุรกิจได้สะดวกขึ้นครับ ขอบคุณท่านประธานครับ