ณตฤณ จันทร์จำรัส รายงานผลการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อประเทศไทย และเสนอแนวทางแก้ไขโดยมุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าและการใช้พลังงานทางเลือก
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ณตฤณ จันทร์จำรัส ในฐานะที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ขอรายงานผลการศึกษาในส่วนของข้อมูลเบื้องต้นแล้วก็มีความสำคัญของปัญหาดังต่อไปนี้ จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือปัญหาโลกร้อนนี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ทั้งปัญหาภัยแล้ง ปัญหาอุทกภัย น้ำท่วมซึ่งเกิดผลกระทบต่อการ ดำรงชีวิต เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม รัฐบาลจะต้องใช้เงินมาเยียวยาผู้ประสบภัย รวมทั้ง การฟื้นฟูเศรษฐกิจจำนวนมาก ขอสไลด์ด้วยครับ ที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับรองข้อตกลง ปารีสภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส แล้วก็ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ประเทศไทยได้ประกาศที่จะเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. ๒๐๕๐ แล้วก็ ประกาศว่าจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ภายในปี ๒๐๖๕ อีกทั้งเรายังเผชิญกับ ปัญหาความไม่แน่นอนทางด้านพลังงาน จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้านรัฐภูมิศาสตร์ ในตะวันออกกลาง แล้วก็ยูเครนกับรัสเซีย รวมถึงปัญหามลพิษ เช่น ฝุ่น PM2.5 เป็นต้น ทีนี้จากข้อมูลสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนการใช้ เชื้อเพลิงพลังงานฟอสซิลก็คือเช่นจากน้ำมันจากก๊าซธรรมชาติก่อให้เกิดการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ประมาณ ๕๕.๓ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่โอเปก รายงานว่าปริมาณ การใช้น้ำมันประมาณ ๔๙.๒๔ เปอร์เซ็นต์คือใช้ในภาคขนส่ง สำหรับประเทศไทย ในภาคขนส่งเรามีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือว่า CO2 ทั้งหมดทั้งประเทศนะครับ ทีนี้เป้าหมายของประเทศไทยที่เราได้ประกาศไว้ก็คือที่กลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ เราประกาศไว้ว่าเราจะสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคาร์บอนไดออกไซด์ ให้ได้ ๔๕.๖๑ ล้านตันภายในปี ๒๐๓๐ คริสต์ศักราชหรือ พ.ศ. ๒๕๗๓ ทีนี้โดยที่ ๖๒ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒๙.๒๙ ล้านตันจะอยู่ในภาคขนส่งนะครับ ดังนั้นการที่เราจะส่งเสริม หรือยานยนต์ไฟฟ้าในภาคขนส่งหลัก ภาคขนส่งหลักก็คือทางด้านรถโดยสารประจำทาง แล้วก็ในภาคของรถบรรทุก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ภารกิจนี้ประสบความสำเร็จ ได้นะครับ ขอสไลด์ถัดไปครับ ทีนี้สำหรับนโยบายทางด้านยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย ประเทศไทยโดยบอร์ด EV ได้มีนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าโดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าประเทศไทย จะผลิตรถไฟฟ้าให้ได้อย่างน้อย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด ในปี ค.ศ. ๒๐๓๐ หรือปีพุทธศักราช ๒๕๗๓ หรือที่เราเรียกว่านโยบาย 30@30 ทีนี้โดยนโยบายจะส่งเสริม อุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทั้งชิ้นส่วน รวมไปถึงส่วนประกอบหรือโครงสร้างพื้นฐาน โดยใช้มาตรการส่งเสริมทางด้านภาษีแล้วก็มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีนะครับ หลัก ๆ ก็คือมันจะมี มาตรการ EV ๑-๒ จะเป็นการส่งเสริมการผลิตและการบริการเกี่ยวกับรถยนต์ EV ซึ่งก็คือ เป็นการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารถ Hybrid รถ Plug In Hybrid รวมถึง Full EV ส่วนที่ ๒ ก็คือเป็นการส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าชนิดอื่น ๆ เช่น พวกรถจักรยานยนต์ รถ ๓ ล้อไฟฟ้า รวมถึงรถโดยสารแล้วก็รถบรรทุกนะครับ แล้วก็การส่งเสริมด้านอื่น ๆ ก็เช่น เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมด้านสถานี Charge รถไฟฟ้าแล้วก็แบตเตอรี่ ซึ่งรัฐบาลได้มีมาตรการยกเว้นภาษีอากรขาเข้าโดยกรมศุลกากรหลายส่วนเพื่อที่จะสนับสนุน นโยบายนี้นะครับ ส่วนมาตรการที่ EV3 แล้วก็ EV3.5 จะเป็นมาตรการส่งเสริมภาคประชาชน ก็คือส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้านะครับ ซึ่งรัฐบาลได้มีมาตรการในการลดภาษีอากรขาเข้า ลดภาษีสรรพสามิต แล้วก็ให้เงินอุดหนุน เช่น มีการให้เงินช่วยเหลือในการออกรถ EV เป็นต้น แต่ทั้งนี้มาตรการส่วนใหญ่จะเป็นมาตรการที่ดึงนักลงทุนจากต่างชาติมาลงทุน ในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายก็เพื่อที่จะส่งเสริมแล้วก็สร้างแรงงานในประเทศ แล้วก็เป็น มาตรการที่ส่งเสริมหรืออุดหนุนประชาชนให้เข้าถึงรถไฟฟ้าเป็นหลักนะครับ แต่ว่าอาจจะ ไม่มีมาตรการที่ส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดเล็ก เช่น SMEs ของไทยในการเข้าถึง การอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้านะครับ ขอสไลด์ถัดไปครับ ทีนี้สำหรับสถิติรถโดยสารและรถบรรทุกตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งในข้อมูลประเทศไทย มีรถโดยสารและรถบรรทุกรวมอยู่ประมาณ ๑,๓๗๑,๐๐๐ คัน โดยที่รถบรรทุกส่วนบุคคลอยู่ ประมาณ ๘๒๖,๐๐๐ คัน รถบรรทุกไม่ประจำทางอยู่ประมาณ ๔๑๔,๐๐๐ คัน แล้วก็มี รถโดยสารประจำทางอยู่ ๕๗,๐๐๐ คัน รถโดยสารไม่ประจำทางอยู่ประมาณ ๕๘,๐๐๐ คัน สไลด์ถัดไปครับ สำหรับในระบบขนส่งแล้วนอกจากปัญหา CO2 แล้วก็คือยังมีปัญหาเรื่อง ต้นทุนที่สำคัญนั่นก็คือระบบขนส่งก็คือเรื่องของราคาน้ำมัน เรามาดูกันครับว่าราคาน้ำมัน ในแต่ละลิตรประกอบด้วยอะไรบ้าง ต้นทุนอันดับแรกเลยของน้ำมันก็คือต้นทุนเนื้อน้ำมัน ต้นทุนน้ำมันสำเร็จรูปที่เป็นเนื้อน้ำมันก็คือเป็นต้นทุนน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตจากโรงกลั่น ก็จะอยู่ที่ประมาณ ๔๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนต่อไปก็คือภาษีต่าง ๆ ก็เช่นภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มก็จะอยู่ที่ประมาณ ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ อีกส่วนหนึ่งก็คือเงินที่จะต้องจ่าย ให้กับกองทุนต่าง ๆ เช่น กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์พลังงาน ประมาณ ๕-๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ค่าการตลาดอีกประมาณสัก ๑๐-๑๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง รัฐบาลได้นำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนี้มาช่วยในการปรับลดราคาน้ำมันหรือว่าตรึง ราคาน้ำมันไว้นะครับ ขอสไลด์ถัดไปครับ สำหรับสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจาก ข้อมูลเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ตอนนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสินทรัพย์รวมอยู่ ประมาณ ๓๙,๙๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีหนี้สินอยู่ ๔๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ฉะนั้น สรุปโดยรวมแล้วตอนนี้กองทุนน้ำมันติดลบอยู่ประมาณ ๑๐๐,๐๐๙,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่ การตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ผ่านมาในจำนวน ๑ ปี ๑๑ เดือนที่ผ่านมารัฐสูญเสียรายได้ไป ๑๗๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๆ ๑๐๘,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นการส่งเสริมอุตสาหกรรม ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถโดยสารและรถบรรทุกจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยลด รายจ่ายของรัฐบาล แล้วก็ช่วยผลักดันเป้าหมายของรัฐบาลแล้วก็ของประเทศไทยให้บรรลุ วัตถุประสงค์ ขอบคุณท่านประธานครับ