สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ตอบกระทู้ถามเรื่องเด็กหลุดจากระบบการศึกษา โดยขอบคุณสมาชิกสภาที่ห่วงใยและยืนยันความสำคัญของปัญหา ระบุว่ารัฐบาลมีนโยบายติดตามและช่วยเหลือเด็กเยาวชนเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ผ่านการทำงานร่วมกับ กสศ. และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อตรวจสอบสภาพแวดล้อมและป้องกันปัญหา
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมาย จาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีแล้วก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้มาตอบกระทู้ถาม ในเรื่องเกี่ยวกับเด็กและหลุดจากระบบการศึกษาของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านพลากร พิมพะนิตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดกาฬสินธุ์ครับ ก่อนอื่นเลย ผมในฐานะตัวแทนของรัฐบาล ขอขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ห่วงใยการศึกษา แล้วก็ตั้งคำถามซึ่งผมเชื่อว่าเป็นคำถามที่สำคัญ แล้วก็เป็นคำถามที่พี่น้องประชาชนให้ความ สนใจเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา แล้วก็เด็กที่เสี่ยงจะหลุดจากระบบ การศึกษาครับ
ขออนุญาตตอบคำถามข้อที่ ๑ ว่ารัฐบาลมีนโยบายการติดตามช่วยเหลือ แล้วก็ดูแลคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนที่มีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือไม่ อย่างไร ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเองได้มุ่งมั่นนโยบายเรียนดีมีความสุขให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นที่ ประจักษ์ ภายใต้หลักการการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ แล้วก็การศึกษาเพื่อความมั่นคง ของชีวิต โดยภายใต้การทำงานครับ จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน ในการสร้างภาคีเครือข่าย สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะนำเรียนท่านพลากรอย่างนี้ครับ โดยผ่านท่านประธานสภาว่า รัฐบาลเองให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แล้วก็มีนโยบายที่สำคัญที่จะ ป้องกันแล้วก็ติดตามช่วยเหลือแล้วก็ดูแลคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนที่มีความเสี่ยงที่จะ หลุดจากระบบการศึกษา เด็กที่อยู่ในระบบการศึกษาไทยข้อมูล ณ วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ๑๑,๘๖๙,๔๕๘ คนที่อยู่ในระบบการศึกษา แล้วเมื่อสักครู่ท่านพลากรบอกว่าตัวเลข เกือบ ๓ ล้านคนเป็นเด็กที่เสี่ยงที่จะหลุดจากระบบการศึกษา ก็คือแน่นอนครับ กสศ. ก็ให้ ข้อมูล เนื่องจาก กสศ. ยึดหลักการดูรายได้ของผู้ปกครองของครอบครัวของเด็กเหล่านั้น ซึ่งแน่นอนครับ เศรษฐกิจ รายได้ เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา หรือไม่ ซึ่ง กสศ. เองก็ห่วงใยเรื่องนี้เช่นเดียวกับกระทรวงศึกษาธิการครับ แล้วก็ได้มีการ จัดงบประมาณไปให้กับเด็กที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษานั่นคือทุนการศึกษา ซึ่งเกือบ ๓ ล้านคน เด็กได้รับไปแล้วประมาณ ๑,๘๐๐,๐๐๐ กว่าคน ก็ยังขาดอีกจำนวนหนึ่งครับ อีก ๑,๑๐๐,๐๐๐ กว่าคนที่ยังต้องการความช่วยเหลือ ก็แน่นอนครับหวังว่าทาง กสศ. เอง ก็คงจะทำโครงการที่จะขอสนับสนุนเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษา แต่ไม่เพียงแค่นั้นครับ ทุนการศึกษาก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้เด็กเหล่านั้นไม่หลุดจากระบบการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการเอง รัฐบาลเองนั้นก็มีกระบวนการวิธีการที่จะดำเนินการ ผมขออนุญาต ที่จะเรียนให้ท่านสมาชิกได้ฟังอย่างนี้ครับ เริ่มต้นกระทรวงศึกษาธิการนั้นจะต้องเข้าไปดูว่า เด็กตั้งแต่ช่วงวัยที่อยู่ในการศึกษาภาคบังคับมีเด็กคนไหนบ้างที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา ในช่วงเกณฑ์อายุที่ถึงแล้ว โรงเรียนในเขตพื้นที่รับผิดชอบของแต่ละพื้นที่จะมีเด็กที่อยู่ใน พื้นที่รับผิดชอบตัวเองนั้นโดยได้การประสานข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย แล้วก็แน่นอนครับ ช่วงปิดเทอมที่จะถึงนี้โรงเรียนเหล่านั้นจะต้องไปตามตัวเด็ก ไปหาเด็กที่เข้าวัยการศึกษา ขั้นบังคับแล้วว่าได้รับการศึกษาหรือไม่ ถ้าเกิดยังไม่ได้เข้าก็ต้องเป็นหน้าที่โรงเรียนต่าง ๆ ที่จะต้องเชื้อเชิญและชักจูงให้เด็กเหล่านั้นได้เข้าสู่ระบบการศึกษา หลังจากนั้นเองเมื่อเด็ก ได้เข้าสู่ระบบการศึกษาในช่วงวัยอายุที่กำหนดแล้ว การสร้างพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือเด็ก นักเรียนรายบุคคล นั่นหมายถึงว่าเด็กอยู่ในระบบการศึกษาแล้วทำอย่างไรไม่ให้เด็กหลุดจาก ระบบการศึกษา ก็คือการทำบัญชีรายบุคคลโดยนโยบายที่ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกเอง แล้วหลาย ๆ ท่านคงได้ยินครับ คือการให้คุณครูได้เยี่ยมบ้านเด็ก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แน่นอน มีคำถามว่าเป็นภาระครูไหม ยอมรับว่าเป็น แต่มันเป็นเรื่องสำคัญที่คุณครูจะได้เยี่ยมบ้านเด็ก ให้ครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ การไปเยี่ยมบ้านเด็ก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่จะมีประโยชน์ อย่างมากคืออะไรครับ การที่คุณครูได้เข้าไปเห็นสภาพความเป็นอยู่ของเด็กที่จริง บ้านเรือนจริง เจอผู้ปกครอง เจอชุมชน จะได้รู้ครับว่าเด็กคนนั้นอยู่ในสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร ฐานะทางบ้านเป็นเช่นไร สิ่งที่จะสุ่มเสี่ยง ไม่ว่าเรื่องภัยคุกคาม ยาเสพติด หรือประเด็นใด ก็ตามจะมีผลต่อเด็กในสภาพแวดล้อมที่อยู่หรือไม่ พอคุณครูทุกคนไปเยี่ยมเด็กที่บ้าน จะได้รับข้อมูลและนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ มาเพื่อหาแนวทางป้องกันไม่ให้เด็กหลุด จากระบบการศึกษา เด็กใดที่มีปัญหาด้านร่างกาย สุขภาพ แน่นอนครับการประสานงานกับ กระทรวงสาธารณสุขกับ อสม. ในพื้นที่การส่งต่อการรักษา หรือแม้แต่เด็กที่มีความพิการ การประสานกับ พม. เพื่อช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือให้ได้รับบัตรผู้พิการเพื่อได้รับ เงินอุดหนุนรายเดือน หรือการจัดการศึกษาเพื่อให้ผู้ที่ร่างกายไม่พร้อมสามารถศึกษาได้ หรือแม้แต่สภาพบ้านที่เป็นอยู่ยากจนและยังไม่ได้รับเงินทุนการศึกษา เขตพื้นที่โรงเรียน ก็ต้องทำเรื่องเพื่อจะขอทุนการศึกษามาช่วยเหลือเด็กเหล่านั้น เพื่อเป็นทุนในการศึกษาหรือ แม้แต่ความสุ่มเสี่ยงการเดินทางสภาพความเป็นอยู่ใด ๆ การประสานกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวง พม. กระทรวงสาธารณสุข แล้วก็กระทรวงต่าง ๆ เป็นสิ่งที่โรงเรียนต่าง ๆ ได้ทำ เพื่อป้องกันการหลุดจากระบบการศึกษาของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเด็กมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ ด้านความพร้อมในด้านต่าง ๆ ด้านการพัฒนาก็จะต้องมีการประสานร่วมกัน เพื่อป้องกันครับ แล้วก็มีการสนับสนุนค่าใช้จ่าย กระทรวงมีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัด การศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นทุกท่านทราบดีครับ ไม่ว่าจะเป็น รายการค่าจัดการเรียนการสอน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน แล้วก็ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ผมโดนคำถามที่ทางสมาชิกวุฒิสภาได้ถามเรื่องนี้ครับ ว่าทำไมน้อยจัง จริงครับน้อย พวกค่าชุดนักเรียน ค่าอาหารกลางวันเองก็ตาม จริง ๆ เราอยากได้เยอะครับแต่ด้วยขีดจำกัดของงบประมาณของประเทศที่เราอยู่ในการจัดสรร งบประมาณร่วมกันกับกระทรวงอื่น ๆ เลยทำให้มีข้อจำกัด แต่เราไม่เคยใช้งบน้อยเป็น อุปสรรคกับการทำงาน เราพยายามหาวิธีทางออก เสื้อผ้านักเรียนเราก็มีระเบียบนะครับว่า แต่งชุดอะไรก็ได้ถ้ากรรมการสถานศึกษายกเว้นให้แต่งชุดนักเรียนอาทิตย์ละกี่วัน ทรงผม นักเรียน กรรมการสถานศึกษาแล้วก็ชุมชนร่วมกันที่จะไว้ผมทรงนักเรียนหรือไม่ การจัด ยืดหยุ่นการให้อำนาจไปที่โรงเรียนมากขึ้นมันจะตรงบริบทแล้วก็ช่วยลดค่าใช้จ่าย นั่นคือเป็น วิธีการหนึ่งที่กระทรวงศึกษาธิการได้ทำมาตลอด การจัดสรรงบประมาณเป็นเงินอุดหนุน พื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจนเป็นรายบุคคลให้กับนักเรียนระดับประถมคนละ ๕๐๐ บาท ต่อภาคเรียน ระดับมัธยม ๑,๕๐๐ บาทต่อ ๑ ภาคการเรียน อันนั้นก็เป็นเรื่องที่ กระทรวงศึกษาธิการได้จัดมาโดยตลอด การส่งเสริมการศึกษาระบบทวิภาคีโดยเน้นให้ สถานศึกษา อาชีวศึกษาจัดการศึกษาร่วมกับสถานประกอบการ ทั้งในเรื่องหลักสูตรการสอน การวัดผล การประเมินผล โดยผู้เรียนจะได้เรียนรู้ภาคปฏิบัติในสถานประกอบการ ได้พัฒนา ทักษะฝีมือที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ รวมถึงรายได้ระหว่างเรียน ลดความเสี่ยงในการ หลุดจากระบบการศึกษาครับ การจัดทวิภาคีคือการจัดให้เด็กได้ไปฝึกงาน ทำงานจริง เรียนไปด้วยแล้วก็ได้รายได้ด้วย โครงการพัฒนาศักยภาพอาชีวศึกษาในการเป็นผู้ประกอบการ พัฒนาความรู้ทั้งทักษะ อาชีพ Upskill Reskill และ Newskill เป็นทักษะที่เป็นองค์ประกอบ สำคัญที่จะส่งเสริมให้เด็กนั้นทำธุรกิจ ทำให้ผู้เรียนอาชีวะสามารถประกอบอาชีพได้ โครงการ สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนเพื่อผลิตกำลังคนของประเทศก็อาชีวะอยู่ประจำ เรียน ฟรีมีอาชีพ อันนั้นสายอาชีวะเราก็มีโครงการให้อยู่ฟรีแล้วก็เรียนอาชีวะเพื่อจะฝึก แน่นอนครับสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่กระทรวงนั้นได้ป้องกันติดตามเข้าถึงรู้ปัญหาว่าปัญหาที่จะ ส่งผลให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษานั้นคือสาเหตุใด เราก็พยายามส่งเสริมสนับสนุนเข้าไป ในเรื่องเหล่านั้น แม้แต่เรื่องของการเฝ้าระวังด้านสุขภาพจิตเราก็มีระบบของ OBEC CARE เพื่อให้เด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้น ป. ๑ ถึงมัธยมปีที่ ๖ นั้นได้เข้าไปกรอกข้อมูลหากมีความเสี่ยง ในการเป็นโรคซึมเศร้า มีความเสี่ยงในสุขภาวะก็จะต้องมีนักสุขภาพจิตเข้าไปช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นในหลาย ๆ มิติที่จะเป็นปัญหา ที่จะเป็นสาเหตุของการหลุดจากระบบการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการใช้ภาคีเครือข่ายร่วมมือ จับมือเข้าสำรวจเข้าค้นหาแล้วก็ป้องกันอย่าง เต็มที่ครับ ภายใต้ของนโยบายของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตรที่ท่านให้ ความสำคัญกับการป้องกันเด็กหลุดจากระบบการศึกษาครับ ผมขออนุญาตตอบคำถาม ข้อที่ ๑ เท่านี้ครับ ขอขอบคุณครับ