วรภพ เสนอปรับระบบงบอุดมศึกษาเป็น Demand เน้นนวัตกรรมต้นแบบเพื่อเศรษฐกิจ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๗

วรภพ วิริยะโรจน์ เสนอรายงานการศึกษาเพื่อปรับระบบงบประมาณด้านการอุดมศึกษาและ ววน. โดยเน้นการเปลี่ยนจากการจัดสรรตาม Supply เป็น Demand เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย และเรียกร้องให้ใช้มาตรา ๔๓ เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่น ๆ รวมถึงเสนอให้ปรับปรุงเป็น Block Grants แบบหลายปีติดต่อกัน วรภพ วิริยะโรจน์ เสนอแนะการจัดสรรงบประมาณ ววน. ให้มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมต้นแบบเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเรียกร้องให้ปรับปรุงระบบการวัดผลและการสนับสนุนผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น Matching Fund เพื่อเปลี่ยนจาก Prototype สู่การผลิตเชิงพาณิชย์ และผลักดันให้เกิดความต้องการภายในประเทศผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนส่งเสริมการส่งออกสินค้าบัญชีนวัตกรรมสู่ตลาดโลก

นายวรภพ วิริยะโรจน์ กรรมาธิการ

กราบเรียนประธานสภาที่เคารพครับ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ ก็ขออนุญาตเสริม ในตัวของรายงานผลการศึกษา เรื่อง ข้อเสนอการปรับระบบงบประมาณด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศไทยนะครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกคน ให้ความสำคัญแล้วก็อาจจะเข้าใจได้ดีครับว่าตอนนี้เป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทยในการ พัฒนาเศรษฐกิจต่อจากนี้ ถ้าเอาข้อมูลที่ชัดเจนล่าสุดก็จะยืนยันว่าตอนนี้คนจบปริญญาตรี กลายเป็นสัดส่วนที่ว่างงานสูงที่สุดไปแล้วนะครับ คนที่ว่างงานโดยที่ยังไม่เคยมีงานทำ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้กลายเป็นคนที่จบปริญญาตรี ผมว่าอันนี้เป็นผลลัพธ์ที่สะท้อนสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยต่อจากนี้ไป จึงเป็นที่มาครับที่เราได้ทำการศึกษาแล้วก็หวังว่าข้อเสนอแล้วก็ข้อสังเกตในเล่มรายงานฉบับ นี้จะเป็นประโยชน์ให้กับฝ่ายบริหารได้รับไปปรับปรุงนะครับ ก็จะขอเริ่มจากภาพรวมทั้งเรื่อง ของการพัฒนาอุดมศึกษาแล้วก็เรื่องของวิจัยและนวัตกรรมต่าง ๆ จุดเริ่มต้นมันต้องเริ่มจาก การที่ว่ารัฐบาลเองต้องมีการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งแน่นอนในอุตสาหกรรม เป้าหมายนั้นมันต้องมาพร้อมกับเป้าหมายในเชิงทั้งจำนวนงานแล้วก็กำลังคน เป้าหมาย ทางนวัตกรรม มูลค่าการลงทุนการนำเศรษฐกิจไปใช้แล้วที่สำคัญคือการตั้งกรอบงบประมาณ ในการที่จะขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายในการอุตสาหกรรมเป้าหมายแต่ละอุตสาหกรรม ซึ่งมันจะมานำเสนอเรื่องของการพัฒนาระบบอุดมศึกษาต่อมาว่าสิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นคือ การจัดสรรงบประมาณที่อาจจะมุ่งเป้าไปยังหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของแรงงาน ตรงนี้มากขึ้นก็คือเปลี่ยนจากฝั่ง Supply ที่ว่ามีคนสามารถไปกู้มาเรียนได้ก็เปลี่ยนไปฝั่ง Demand ที่เรียนจบมาแล้วมีงานทำมากขึ้นตรงกับอุตสาหกรรมเป้าหมายทิศทางประเทศ ที่อยากจะพัฒนาไปมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงอย่าง Semiconductor เทคโนโลยี อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง หรือแม้กระทั่งอุตสาหกรรม EV อุตสาหกรรมดิจิทัลต่าง ๆ เหล่านี้ จริง ๆ มันก็เลยจะเป็นที่มาที่ต้องต่อเนื่องกันเมื่อทางภาครัฐมีการตั้งอุตสาหกรรม เป้าหมายตรงนี้นะครับ และแน่นอนครับในการจะกำหนดได้ว่าภาคอุดมศึกษาควรจะ มีการเปลี่ยนหลักสูตรที่มีความต้องการจ้างงานมากขึ้นจากเดิมหลักสูตรที่อาจจะเรียนมา จบมาแล้วไม่มีงานทำนะครับ สิ่งสำคัญก็คือมีการเชื่อมโยงข้อมูลกันเพื่อให้ทางภาครัฐ สามารถกำหนดตัวชี้วัดแล้วก็มุ่งเป้าไปสู่หลักสูตรเหล่านั้นได้นะครับ ก็จึงเป็นที่มาข้อสังเกต ที่อยากให้ฝ่าย ครม. ใช้มาตรา ๔๓ ของ พ.ร.บ. อุดมศึกษา ที่จริง ๆ แล้วกำหนดไว้ชัดเจน ครับว่าทาง อว. สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่นไม่ว่าจะเป็นประกันสังคมว่า จบมาแล้วมีงานทำตรงตามที่เรียนจบหรือไม่ หรือสรรพากรว่ามีรายได้ตามที่แต่ละหลักสูตร เป็นอย่างไรบ้าง หรือแม้กระทั่ง กยศ. นะครับว่าเมื่อกู้เรียนแต่ละหลักสูตรแล้วนี้สามารถ ชำระหนี้คืนได้ตามที่กำหนดไว้หรือไม่นะครับ ควรจะเป็นแฟกเตอร์หนึ่งปัจจัยหนึ่งที่ในการ จัดสรรงบประมาณตรงนี้เพื่อมุ่งเป้าไปสู่หลักสูตรที่เรียนจบมาแล้วมีความต้องการในการ รายงานตรงกลุ่มนี้นะครับ ต่อเนื่องตามมาครับในส่วนของระบบงบประมาณสำหรับเรื่อง วิทยาศาสตร์ วิจัยหรือนวัตกรรมเรียกสั้น ๆ ว่าระบบ ววน. นะครับ ผมคิดว่าระบบ งบประมาณนี้จำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงครับ แน่นอนอันดับแรกเลยก็คือปรับปรุงไปเป็น รูปแบบ Block Grants ครับ เพราะปัจจุบันนี้เป็นระบบที่ขอวิจัย นวัตกรรมตาม ปีงบประมาณนะครับ ซึ่งแน่นอนในเรื่องของระบบนวัตกรรมเทคโนโลยีมันจะเปลี่ยนแปลง ค่อนข้างเร็ว ถ้าเราเปลี่ยนเป็น Block Grants มันก็สามารถเปิดให้มีการยื่นขอกระบวนการ ขอทุนเพื่อพัฒนานวัตกรรมได้ตลอดทั้งปี แล้วก็ในขณะเดียวกันควรจะกำหนดให้พิจารณา เป็นงบประมาณที่หลายปีติดต่อกันได้หรือที่เรียกว่า Multi-year นะครับ เพราะว่าในเชิงของ การวิจัย นวัตกรรมหลายครั้งไม่สามารถจะวิจัยได้จบภายใน ๑ ปีนะครับ ถ้าระบบ งบประมาณในการพัฒนาวิจัย นวัตกรรมต่าง ๆ สามารถมีความต่อเนื่องกันได้ ก็จะทำให้การ พัฒนานวัตกรรมในอุตสาหกรรมเป้าหมายของเรามีความต่อเนื่องกันได้ และนักวิจัยเองก็จะ ได้มีความสามารถพัฒนาต่อเนื่องกันนะครับ

และสุดท้ายก็คือการจัดสรรงบประมาณในเรื่องของ ววน. ตามมติ ครม. เพื่อให้สู่เป้าหมายที่เราต้องการจะเห็นงบวิจัยพัฒนาของเราถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ของ GDP อันนี้ เป็นเรื่องใหญ่ในข้อสังเกตก็ได้กำหนดไว้นะครับ แต่แน่นอนครับในการทำงานของระบบการ ให้ทุนของ ววน. เองก็แน่นอนมีส่วนที่เรายังมีข้อสังเกตว่าควรจะต้องมีการปรับปรุงนะครับ เรื่องใหญ่ ๆ เลยก็คือว่าอยากเห็นการพัฒนาของระบบ ววน. มุ่งเป้าไปสู่ผลลัพธ์ในการสร้าง นวัตกรรมต้นแบบ หรือที่เรียกกันว่า Prototype ที่สามารถไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่จริงได้ มากขึ้นครับ ก็จะต้องมีการวัดผลกันที่ความสำเร็จ วัดผลกันที่การใช้งานทางเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งแน่นอนมันก็จะมีมาตรการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการที่จะสนับสนุน ววน. ให้บรรลุเป้าหมาย ตรงนี้นะครับ ที่ผมนำเสนอก็จะมีตั้งแต่ในรายงานเล่มนี้จะมีตั้งแต่ว่าจุดเริ่มต้นเมื่อมี Prototype สำเร็จก็จะไปสู่การผลิตในเชิงทางพาณิชย์ หรือว่า Commercial หนึ่งในนั้นก็คือ การที่จะมี Matching Fund เพื่อว่านักวิจัยสามารถผลิตนวัตกรรมต้นแบบได้แล้ว มีเวทีให้เขา นำเสนอได้แล้ว ทำอย่างไรให้มีนักลงทุนเข้ามาร่วมลงทุนได้มากขึ้น และการที่ภาครัฐมี Matching Fund ตรงนี้มาช่วยเติมในส่วนของ Prototype ที่ได้รับงบประมาณจาก ววน. แล้วก็จะสามารถทำให้เปลี่ยนจาก Prototype มาสู่ Commercial ได้มากขึ้น และต่อมาก็จะ มาสู่เรื่องของการสร้างความต้องการครับหรือว่า Demand ในเรื่องของสินค้านวัตกรรมต่าง ๆ นะครับ จุดเริ่มต้นที่สำคัญคือการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐนะครับ ก็คาดหวังครับว่าจริง ๆ แล้ว ในเรื่องของโครงการบัญชีนวัตกรรมนี่ จริง ๆ จุดเริ่มต้นมาก็เพื่อวัตถุประสงค์นี้ ดังนั้น ถ้าสินค้านวัตกรรมที่ได้รับงบประมาณจาก ววน. เมื่อสามารถผลิต Commercial ทางพาณิชย์ได้ แล้วบรรจุอยู่ในบัญชีนวัตกรรมได้แล้ว ต่อมาก็คือมีการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อเป็นจุดเริ่มต้น แล้วต่อมาก็คือการจัดซื้อจัดจ้างในภาคเอกชนที่อยากเห็นทางภาครัฐบาลให้มีมาตรการ สนับสนุนสินค้านวัตกรรมเหล่านี้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นอย่างช้อปดีมีคืน หรือ e-Tax Receipt ที่ว่ามีการคืนภาษีรายได้บุคคลถ้ามีการสนับสนุนสินค้านวัตกรรมตรงนี้ ก็เป็นโอกาสหนึ่งที่ทำ ให้สินค้านวัตกรรมเมื่อได้รับงบวิจัยมาแล้วผลิตสินค้าได้จริงแล้วและนำไปสู่ความต้องการใช้ ในวงกว้างหรือแม้กระทั่งการลดภาษีนิติบุคคลเมื่อใช้บัญชีนวัตกรรมที่อาจจะไปเกี่ยวข้องกับ การพัฒนาประสิทธิภาพช่วยอนุรักษ์พลังงานหรือว่าเรื่องของสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ หรือเอา ดิจิทัลไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพต่าง ๆ ก็เป็นโอกาสหนึ่งที่จะทำให้สินค้าหรือบัญชีนวัตกรรม ต่าง ๆ สินค้าที่มีเทคโนโลยีเหล่านี้นำไปสู่การใช้งานได้มากขึ้น และสุดท้ายปลายทางของการ สร้างความต้องการนี้ก็คือการผลักดันให้เกิดการส่งออกนะครับ ซึ่งหนีไม่พ้นครับก็ต้องอาศัย ความร่วมมือของทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ ทีม Thailand ตรงนี้ในการ ผลักดันสินค้าบัญชีนวัตกรรมต่าง ๆ ให้ไปสู่ตลาดโลกให้ได้ มันก็จะเป็นการครบ Loop ที่ว่าเมื่อจุดตั้งต้นในเรื่องของกระบวนการงบประมาณของ ววน. จากการพัฒนานวัตกรรม ที่เป็น Prototype สู่การ Commercial แล้วก็สู่การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ภาคเอกชนและ การส่งออก นี่คือข้อเสนอและข้อสังเกตที่อยู่ในรายงานฉบับนี้ที่เราอยากจะนำเสนอให้ ฝ่ายบริหารรับไปพิจารณาแล้วก็ผลักดันให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมในอุตสาหกรรม เป้าหมายของประเทศไทยได้เกิดขึ้นจริงครับ ขอบคุณครับท่านประธาน