วรรณวิภา เสนอขยายเวลาเปิด-ปิดศูนย์เด็กเล็กและจัดสรรงบ ๖,๐๐๐ ล้านบาท

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๗

วรรณวิภา ไม้สน อภิปรายรายงานเด็กปฐมวัยโดยเสนอข้อสังเกตเรื่องความซ้ำซ้อนของหน่วยงานและประเด็นปัญหาจำนวนเด็กที่ไม่อยู่ในระบบ พร้อมเสนอข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อขยายผลให้ชัดเจน โดยเน้นย้ำถึงปัญหาความไม่เพียงพอของสถานที่ ค่าใช้จ่ายสูง และความไม่ยืดหยุ่นของเวลาปิด-เปิดศูนย์ รวมถึงเรียกร้องให้ภาครัฐพัฒนาระบบให้เป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครอง วรรณวิภา ไม้สน เสนอแนะให้ขยายเวลาเปิด-ปิดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้สอดคล้องกับภาระผู้ปกครอง และเรียกร้องให้ทุกหน่วยงานร่วมกันยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและดูแลเด็กพิเศษในศูนย์เด็กเล็กขนาดเล็ก วรรณวิภา ไม้สน เสนอข้อเสนอให้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อสนับสนุนโครงการเงินเด็กถ้วนหน้า โดยเน้นย้ำความสำคัญของการลงทุนกับเด็กเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต

นางสาววรรณวิภา ไม้สน แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพดิฉัน วรรณวิภา ไม้สน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เครือข่ายแรงงาน พรรคประชาชน วันนี้ดิฉันขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงานของเด็กปฐมวัยอย่างเป็นระบบนะคะ ดิฉันเห็นด้วย กับกรรมาธิการทั้งหมด ๙ ข้อ แต่ก็อยากจะขยายแล้วก็อภิปรายใน ๒ ๒ ๒ ด้วยกัน ก็คือ ๒ ข้อสังเกต ๒ ประเด็นปัญหา แล้วก็ ๒ ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม อาจจะขยายให้เป็นรูปธรรมให้เห็น ได้ชัดมากขึ้นนะคะ จากรายงานฉบับนี้ในหน้า ๖๑ ตารางของศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศของเรามี ราว ๆ ประมาณ ๕๐,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศของรัฐ แล้วก็มีเด็กที่อยู่ในระบบของศูนย์เด็กเล็ก ประมาณ ๒,๓๐๐,๐๐๐ คน ข้อสังเกตแรกก็คือว่ามีถึง ๙ กระทรวงด้วยกันที่ดูแลศูนย์เด็กเล็ก ในประเทศไทยทั้ง ๕๑,๐๐๐ แห่ง ก็เลยอยากทราบว่ามันมีมาตรฐานกลางไหม หรือว่าอะไร ที่มันเป็นทำงานร่วมกันบูรณาการร่วมกันไหม ทั้งหมดทั้ง ๙ กระทรวงนี้นะคะ ในข้อสังเกตที่ ๑ เพราะว่ากระจัดกระจายหลายกระทรวงเลย

ประเด็นที่ ๒ ต่อเนื่องจากสไลด์นี้จะเห็นได้ว่า เด็กในประเทศไทยมีราว ๆ ๔ ล้านกว่าคนนะคะ แต่เมื่อสักครู่ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของประเทศไทยทั่วประเทศมีเด็กที่อยู่ใน ระบบศูนย์ประมาณ ๒ ล้านกว่าคน เพราะฉะนั้นเด็กอีกประมาณ ๒ ล้านนี้คืออยู่ตรงไหนคืออยู่ใน ศูนย์ของเอกชน หรือว่าอยู่กับพ่อแม่ ผู้ปกครองในการเลี้ยงดู หรือว่าอะไรอย่างไรในส่วนของเด็ก

นี่ก็คือ ๓ ข้อสังเกตที่ดิฉันอยากจะขยายเพิ่มอีกนิดหนึ่งนะคะ ส่วนประเด็น ๒ ปัญหาอาจจะซ้ำกับเพื่อนบ้างนิดหน่อยก็จะไม่แตะเยอะนะคะ อย่างเช่นดิฉันก็เป็นคุณแม่ เลี้ยงเดี่ยวคนหนึ่งที่ประสบปัญหากับศูนย์เลี้ยงเด็กเป็นอย่างมากตอนสมัยทำงานอยู่นะคะ เพราะว่าการที่เราจะเลี้ยงลูก ๑ คนอย่างน้อยต้องหาศูนย์เด็กเล็กที่ไว้ใจได้ แล้ว ๒. ด้วย ค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นนะคะ ๓. ด้วยเวลาในการทำงาน เป็นคนหนึ่งที่เอาลูกเข้าไปเลี้ยงในศูนย์ เด็กเล็กแล้วก็เลิกงาน ๕ โมงค่ะ แต่ศูนย์ปิดบ่ายสามโมง เพราะฉะนั้นทำให้เราก็เลือกที่จะไป เอกชนดีกว่าเพราะมันยืดหยุ่น แต่ปัญหาก็คือต้นทุนมันก็สูงขึ้น ท้ายที่สุดสู้ภาระไม่ไหวค่ะ ท่านประธาน สุดท้ายก็ได้ส่งลูกกลับไปให้พ่อแม่ ปู่ย่า ตายายเลี้ยงที่ต่างจังหวัด เพราะฉะนั้น ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่คาดว่าหลาย ๆ คนก็คงจะประสบพบเจอไม่ต่างกันสำหรับศูนย์เด็กเล็ก ไม่ใช่ภาคเอกชนที่ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเยอะ

ประเด็นที่ ๔ ที่เราจะเจอกันตามหน้าข่าวมากที่สุดเลยค่ะท่านประธาน อย่างหลายท่านที่พูดไปแล้วว่าเราส่งลูกไปศูนย์เด็กเล็กนี่เราจะได้ลูกกลับมาหรือเปล่า เพราะฉะนั้นหลายครั้งเราเห็นข่าวจะสะเทือนใจ กราดยิง หรือว่าเด็กจมน้ำหายไป หรือว่าเรื่องอื่น ๆ ที่มีเกิดกับเด็กเล็กเป็นเรื่องสะเทือนใจที่เราเจอกันทุกครั้งกลายเป็นว่า เกิดขึ้นกับศูนย์เด็กเล็กบ่อยมาก เพราะฉะนั้นเกิดเหตุเกิดขึ้นทีหรือทำอะไรทีเราก็จะกลับมาพูด แล้วก็แก้ปัญหากันที เพราะฉะนั้นอยากให้เห็นเป็นรูปธรรม เป็นระบบมากขึ้นว่าอย่างน้อย เราฝากลูกเข้าไปในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเราจะสบายใจได้ว่าลูกเราสามารถกลับมาอย่าง ปลอดภัยแล้วก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นนะคะ

ประเด็นที่ ๕ ข้อเสนอแนะที่ดิฉันอยากเพิ่มไปแน่นอนว่าเมื่อสักครู่พูดไปแล้วว่า อยากให้ขยายการเปิดปิดของศูนย์ให้มันสอดคล้องกับภาระหน้าที่ของผู้ปกครองที่ต้องทำงาน นะคะแล้วอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญก็คือเรื่องความปลอดภัยค่ะ ดิฉันเน้นเรื่องนี้มาก เพราะหลายคนที่เห็นข่าวว่าลูกโดนครูพี่เลี้ยงตีบ้าง อะไรบ้าง หรือว่าเดินหายไปจากศูนย์ก็มี หรือว่าอะไรอย่างนี้ เป็นไปได้ไหมที่ทุกกระทรวง ทบวง กรมที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ว่าจะเป็น DE ไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่น อบต. มหาดไทย อะไรก็ตาม ทำงานร่วมกัน แล้วก็พัฒนา พ.ร.บ. ที่เรามีอยู่เรื่องการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กให้มันได้มาตรฐานมาก ขึ้นนะคะ ไม่ว่าอย่างเช่น ติ๊กไปเลยว่ามีที่ปิดปลั๊กไม่ให้แหย่รู ไม่ให้อะไรชัดเจน รวมไปถึงเด็กที่มี พัฒนาการไม่เท่ากับท่านอื่น อย่างเช่น เด็ก Autistic หรือว่าเด็กที่มีปัญหาด้านพิการ หรืออะไร อย่างนี้ให้มันชัดเจนไปเลยว่าศูนย์รับเลี้ยงนี้นะได้มาตรฐาน ได้มาตรฐานแบบไหนบ้าง Upgrade ขึ้นมาให้เทียบเท่าอย่างเอกชนหรืออะไรก็ดี เพราะว่าทุกวันนี้หลายพื้นที่ยิ่งโดยเฉพาะพื้นที่ที่ไม่ใช่ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมันจะมีศูนย์เด็กเล็กขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ขนาดใหญ่โอเค เราไม่พูดถึงอาจจะมีการพัฒนาที่ดี แต่ขนาดกลางและขนาดเล็ก ยิ่งขนาดเล็กยิ่งดูแลแบบว่า ยากมาก แล้วก็มันไม่สอดคล้องรวมไปถึงค่าแรงหรือว่าหลักสูตรคนที่จะมาเลี้ยงเด็กด้วย อันนี้ก็เป็นปัญหาในหลายอย่างเหมือนกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้น่าจะทำให้เป็น รูปธรรมได้ดีที่สุดก็คือเรื่องของความปลอดภัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อาจจะทำงานเป็น Universal Design ร่วมกับเทคโนโลยีในอนาคตที่จะมาให้ผู้ปกครองอุ่นใจว่าส่งลูกไปแล้ว กลับบ้านปลอดภัยแน่นอนนะคะ

สุดท้ายนี้ค่ะท่านประธาน อีกไม่กี่วัน อีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะถึงวันเด็กแล้วนะคะ หลายคนพูดเลยว่าเราต้องเห็นเงินเด็กถ้วนหน้า เราอยากเห็น ดิฉันสู้เรื่องนี้มาตลอดเรื่องเงิน เด็กถ้วนหน้า และหวังว่าในปีงบประมาณปีถัดไปเราจะเห็นไม่ใช่แค่คำพูด ไม่ใช่แค่รับ หลักการ แต่เห็นจำนวนตัวเลขที่มันครอบคลุมกับเด็กเป็นภาพใหญ่ทั้งประเทศจริง ๆ เพิ่มขึ้น อีกไม่เยอะเลยค่ะท่านประธาน อีกประมาณ ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาทเองถ้วนหน้า ๖๐๐ บาท ถ้วนหน้าแน่นอน เพราะฉะนั้นอยากให้สนับสนุนไปด้านนี้ที่เป็นรูปธรรม และหลังจากนั้น เดี๋ยวผู้ปกครองก็จะรู้เองว่าต้องเอาเงินไปทำอะไร อย่างไร อย่างน้อยตรงนี้ลงทุนกับเด็ก ให้ได้มากที่สุดก่อน เพราะฉะนั้นอยากเห็นนโยบายที่เป็นรูปธรรมแล้วทำได้ทันที แล้วทำ เมื่อไร อะไร อย่างไรให้ชัดเจน เพราะว่าทุกวันนี้อัตราการตายมากกว่าการเกิดมาหลายปีแล้ว เราจะทำอย่างไรให้การลงทุนกับเด็กในประเทศของเรานี้ให้มันไปได้ไกลและให้มากกว่านี้ เพื่อที่จะพัฒนาเด็กเล็กให้เข้าสู่ตลาดแรงงานต่อไปในอนาคต ขอบคุณค่ะท่านประธาน