วีรนันท์ ฮวดศรี อภิปรายรายงานผลการพิจารณาศึกษาแนวทางผลักดันนโยบายเด็กปฐมวัย โดยชื่นชมความครอบคลุมของเนื้อหาและเสนอข้อเสนอแนะสำคัญในการเพิ่มสิทธิลาคลอดสำหรับผู้เป็นบิดาอย่างน้อย ๓๐ วัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเพศและสร้างสมดุลระหว่างงานกับครอบครัว วีรนันท์ ฮวดศรี หารือปัญหาการพัฒนาเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ขาดแคลนงบประมาณและมาตรฐาน พร้อมเสนอให้สร้างกลไกสนับสนุนเพื่อให้ทุกแห่งมีคุณภาพเท่าเทียมกัน และเน้นย้ำความสำคัญของเด็กในฐานะทรัพยากรมนุษย์ โดยเรียกร้องให้ภาครัฐ เอกชน และครอบครัวร่วมกันดูแล พร้อมทั้งเสนอให้มีกฎหมายคุ้มครองสิทธิเด็กที่ชัดเจน ทั่วถึง และมีผลบังคับใช้อย่างจริงจัง
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วีรนันท์ ฮวดศรี ผู้แทนประชาชนคนจังหวัดขอนแก่น เขต ๑ ตำบลในเมือง ตำบลเมืองเก่า ตำบลพระลับ วันนี้ขอมีส่วนร่วมอภิปรายรายงานผลการพิจารณาศึกษาแนวทาง ผลักดันนโยบายเด็กปฐมวัยอย่างเป็นระบบของคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎรครับ ผมขอแบ่งแนวทางการอภิปรายเป็น ๓ ช่วง ๓ ส่วนดังนี้ ส่วนแรก คือหลักการของการศึกษา ส่วนที่ ๒ เนื้อหา และส่วนที่ ๓ เป็นข้อเสนอแนะ แล้วก็คำถามถึง ทางกรรมาธิการครับ อันดับแรกนะครับต้องชื่นชมในส่วนของเนื้อหาที่กรรมาธิการชุดนี้ ที่ศึกษาครอบคลุมแทบจะทุกมิติเลยก็ว่าได้นะครับ เพราะว่าไม่ได้คิดเฉพาะแยกส่วนแบบคิด ในเรื่องของเด็กเป็นส่วน ๆ แต่ว่าคิดในมิติขององค์รวม ในเรื่องของสวัสดิการสังคม ทั้งสิทธิ แรงงานสิทธิสตรีเข้ามาร่วมด้วยกัน เพราะว่าเด็กจะเติบโตอย่างมีคุณภาพไม่ได้ในสังคมที่ไม่มี ความมั่นคงครับ และพ่อแม่ไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีก็ไม่สามารถส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับ เด็ก ๆ ได้ทีนี้ในสังคมที่ไม่มีความมั่นคง ไม่มีสิทธิลาคลอดที่เพียงพอ ผู้เป็นพ่อเป็นแม่ก็ไม่ สามารถเข้าถึงการฝากครรภ์อย่างครบถ้วนได้ คุณภาพชีวิตของเด็ก ๆ ในช่วงเริ่มต้นก็จะมี ปัญหาครับ ทีนี้ในส่วนของเนื้อหารายงานนะครับ รายงานชุดนี้สิ่งที่สำคัญแล้วก็เป็นการ ปักหลัก ปักหมุดในส่วนที่ผมคิดว่ามันสำคัญมาก ๆ แล้วก็สำคัญจริง ๆ ก็คือในส่วนของ ข้อเสนอก้าวหน้าในเรื่องของสิทธิลาคลอดที่นอกจากจะเพิ่มสิทธิลาคลอดของผู้เป็นแม่ ผู้หญิงใน ๑๘๐ วันแล้ว ยังมีในส่วนของการเพิ่มสิทธิเลี้ยงดูบุตรของผู้ที่ทำหน้าที่เป็นพ่อหรือ ว่าบิดาเข้ามา ในเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเพศได้ เพราะว่า ผลการศึกษาหลายชิ้นในต่างประเทศก็บ่งบอกครับว่าผู้หญิงกับผู้ชายที่เรียนจบมาใหม่ ๆ พร้อมกันนี้เมื่อเข้างานในตำแหน่งเดียวกันแรกเริ่มเดิมทีก็จะมีความก้าวหน้าในการทำงาน ไล่เลียงเคียงกัน แต่ว่าพอทำงานไปสัก ๙ ปี ๑๐ ปี จะพบว่าความก้าวหน้าของผู้หญิง ลดน้อยถอยลง คำถามที่สำคัญแล้วก็อยู่ในรายงานฉบับนี้ก็ชี้ให้เห็นแล้วว่าความถดถอยส่วนหนึ่งของผู้หญิง ที่เข้ามาทำงาน ๙ ปี ๑๐ ปีแล้วทำไมถดถอยลง เพราะว่าช่วงนั้นเป็นช่วงของการสร้าง ครอบครัว บางคนเรียนจบมา ๙ ปี ๑๐ ปีแต่งงาน มีบุตร มีลูกนะครับ พอการมีบุตร มีลูก ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญในการสูญเสียความก้าวหน้าในการทำงาน เพราะว่า ๑. ต้องอะไรครับ ต้องลาคลอด ๒. ต้องออกไปเลี้ยงลูก แล้วก็การเลี้ยงลูกเป็นเวลานาน พอกลับมาในที่ทำงาน เพื่อนร่วมงานบางท่าน ข้อเท็จจริงก็ทำหน้าที่แทนหรือว่าคนที่ทำงานพร้อม ๆ กันมา ก็แซงไปแล้วในตำแหน่งเดียวกันนะครับ หรือบางคนต้องหาวิธีการใหม่คือลาออกจากงาน เพื่ออะไรครับ เพื่อหาความยืดหยุ่นที่จะมาเลี้ยงดูบุตร มาเลี้ยงดูลูกให้มากขึ้น ทีนี้งานที่มัน สอดคล้องกับการเลี้ยงดูบุตรเนื่องจากมีเวลาในการเลี้ยงดูบุตรมาก ๆ ก็คือว่าทำให้ ความก้าวหน้าของงานใหม่ต่ำเพื่อต่างจากผู้ชายที่เมื่อมีลูกแล้วก็ไม่กระทบกับความก้าวหน้า ทีนี้ความเป็นแม่ที่ต้องมีหน้าที่เลี้ยงดูบุตรส่วนใหญ่แต่เพียงฝ่ายเดียว เมื่อเทียบกับยุคสมัยใหม่ ไม่เหมาะสมกับสังคมสมัยใหม่ที่ผู้หญิงมีศักยภาพในตลาดแรงงาน ผู้หญิงหลายคน ไม่อยากมีลูกจากการสอบถาม จากการพูดคุยเพราะว่าแลกมากับความก้าวหน้าในชีวิตการงาน ในอาชีพการงาน ในหลายประเทศเขาจึงกำหนดให้ผู้ชายมีสิทธิลาคลอดมาช่วยเลี้ยงดูบุตร มาช่วยครอบครัว มาช่วยภรรยาก็ถือว่าเป็นการลดความเหลื่อมล้ำในประเด็นนี้ได้ ทีนี้ที่รายงาน ฉบับนี้เสนอในหน้า ๔๘ คือให้ผู้ชายลาคลอดได้อย่างน้อย ๓๐ วัน เป็นตัวเลขที่ฟังดูอาจจะ ไม่มากแต่ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี นอกจากจะสร้างสวัสดิการที่ยืดหยุ่นมากขึ้นให้กับครอบครัว ให้กับสังคมแล้วยังเป็นการปักธงทางความคิดว่าในสังคมนี้การเลี้ยงดูบุตรไม่ใช่ภาระหน้าที่ ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนที่อยู่ในครอบครัว
นอกจากนี้ผมยังมีข้อเสนอที่อยากจะเพิ่มเติมประเด็นของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ปัจจุบันนี้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กราว ๑ ใน ๕ อยู่ในภาวะกำพร้าเทียมก็คือพ่อแม่ไม่ได้เสียชีวิต แต่ว่าต้องเข้าไปทำงานในเมือง อยู่ในเมือง อยู่ในตลาดแรงงานที่มีการจ้างงานที่สูง ทีนี้ปัญหา คืออะไร ปัญหาคือฝากลูกไว้กับคุณพ่อ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย สิ่งที่มันตามมาคือ บางครอบครัวนะครับ ส่วนใหญ่คุณตาคุณยายก็มีอายุที่มากแล้ว การดูแลบุตรหลานก็มี ประสิทธิภาพที่ลดน้อยถอยลงไปด้วยนะครับ ส่งผลอะไรต่อมาก็คือส่งผลต่อพัฒนาการของ เด็กในยุคปฐมวัย ทีนี้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเป็นสถานที่รับรองเด็กในชนบทเพื่อให้มีพัฒนาการ ที่สมวัย ทีนี้แบ่งเบาภาระครอบครัว ปัจจุบันมีศูนย์เด็กเล็กอยู่ราว ๑๘,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศ ส่วนใหญ่สำคัญเลยครับว่าสังกัดอยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นส่วนมาก อย่างเช่น ในเขตพื้นที่ของขอนแก่นเองนะครับ เทศบาลนครขอนแก่นมีอยู่ ๑๑ แห่ง เทศบาลตำบล เมืองเก่ามีอยู่ ๒ แห่ง เทศบาลตำบลพระลับมีอยู่ ๑ แห่ง รวมจำนวนเด็กปฐมวัยมี ๘,๑๒๗ คน เฉลี่ยแล้วในทุก ๆ ๔ หมู่บ้านนี้จะมีศูนย์เด็กเล็กอยู่ ๑ แห่งที่คอยโอบอุ้มเด็กในพื้นที่ ห่างไกลพื้นที่ชนบทหรือว่าพื้นที่ในเมืองเองก็ตาม กว่า ๖๐๐,๐๐๐ คนถือว่าเป็นตัวอย่าง ที่เป็นรูปธรรมของการกระจายอำนาจที่มีอยู่ใกล้ตัวประชาชน ใกล้ตัวครอบครัวมากที่สุดครับ แต่ว่าปัญหาคลาสสิกเดิมเลยก็คือว่าเมื่อมีการกระจายอำนาจออกไปแล้ว มีภารกิจในการ เลี้ยงดูประชากรที่เป็นเด็ก เลี้ยงดูเด็กแต่ว่างบประมาณต่าง ๆ ไม่ได้ตามมาด้วยก็ถือว่าเป็น ภาระที่สำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลตรงนี้ ทีนี้ศูนย์เด็กเล็กจำนวนมาก เลยมันเป็นปัญหาจริง ๆ คือไม่ได้ผ่านมาตรฐานด้านต่าง ๆ ตามที่กรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่นตั้งไว้ เนื่องด้วยปัญหาเรื่องงบประมาณและข้อจำกัดต่าง ๆ ผมจึงอยากมีข้อเสนอให้มี กลไกที่เข้าไปช่วยเหลือสนับสนุนศูนย์เด็กเล็กต่าง ๆ ให้อย่างน้อยนี้ ศูนย์เด็กเล็กที่มีจำนวน กว่า ๑๘,๐๐๐ แห่ง มีมาตรฐานเหมือนกันทั่วประเทศในการดูแลเด็ก ๆ ครับ นอกจากนี้แล้ว ยังอยากฝากไปทางกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมหรือว่ากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่ ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลว่าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั้งหมดจาก ๑๘,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศว่ามีศูนย์ ไหนไม่ผ่านมาตรฐานบ้างว่ามีอยู่จำนวนเท่าไรในประเทศนี้ ส่วนเหตุผลว่าจะมาจากอะไรครับ จะได้สร้างกลไกในการเตรียมตัวรับมือแล้วก็แก้ปัญหาถูกจุดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน อุดหนุนก็ดี เรื่องการส่งเสริมก็ดี หรือว่าให้ท้องถิ่นได้แก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดครับ
สุดท้ายครับ มนุษย์ถือว่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศการเลี้ยงดู เด็กคนหนึ่งให้เติบโตอย่างมีคุณภาพจึงไม่ควรเป็นภาระของใครคนใดคนหนึ่งครับ ควรเป็น เรื่องของครอบครัว เรื่องของสังคมโดยรวม ภาครัฐ เอกชน ต้องเข้ามาช่วยกันโอบอุ้มเพื่อ พัฒนาทรัพยากรที่มีค่าของประเทศนี้ เรื่องของสิทธิต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเด็กจึงควรมีกฎหมาย ที่รับรองและมีผลบังคับใช้อย่างจริงจัง ชัดเจน ทั่วถึง ไม่เป็นไปตามความสมัครใจอย่าง ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แบบเอกชนหรือว่าแบบการกุศลหรือแบบไม่ถ้วนหน้า ซึ่งปัจจุบันนี้ ต้องพิสูจน์ความจำเป็นแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็ชื่นชมแล้วก็ขอบคุณที่ทำรายงานฉบับนี้ ออกมาให้พวกเราได้ศึกษานะครับ ขอบคุณมากครับ