ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ เสนอรายงานคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม เรื่องนโยบายเด็กปฐมวัย โดยชี้ให้เห็นปัญหาการลงทุนในเด็กที่ต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับ GDP และเสนอโครงการส่งนมแม่ภายใน 24 ชั่วโมงเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนห้องให้นมบุตร พร้อมทั้งหารือเรื่องสิทธิประโยชน์เด็กเล็กและคุณภาพนมแม่ โดยเสนอให้ต่อยอดโครงการเดิมที่ถูกล้มเลิกหลังปี ๒๕๔๙ และชี้ปัญหาการเก็บรักษาที่ไม่เพียงพอ
เรียนท่าน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากว่าปัจจุบันในสังคมไทยอยู่ในสภาวะ อัตราการเกิดต่ำและประกอบด้วยอยู่ในสังคมที่สูงวัยทำให้เรานั้นขาดวัยแรงงาน ซึ่งเราพูดกัน แบบนี้มาโดยตลอด แต่ยังขาดแนวทางที่ชัดเจนว่าเราจะเอาอย่างไรกันแต่ละช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็น วัยเด็ก วัยเรียน วัยทำงาน หรือสูงวัย ณ ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเกิดวิกฤติในทุก ๆ ช่วงวัย ครับท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการได้ศึกษาข้อมูลแล้วก็ได้พิจารณากันในชั้น คณะกรรมาธิการและได้มีมติในการตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อศึกษานโยบายเด็กปฐมวัย อย่างเป็นระบบ เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗ เนื่องจากว่าเรามีข้อมูลจากองค์กรยูนิเซฟ บอกว่าการลงทุนในเด็กควรจะลงทุนอย่างน้อย ๑ เปอร์เซ็นต์ของ GDP แต่เพื่อนสมาชิกทุกท่าน ทราบหรือไม่ว่า ณ ปัจจุบันการลงทุนในเด็กขณะนี้อยู่ที่ ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ต่อ GDP ของประเทศ และถ้าเกิดตัดเงิน ๖๐๐ บาทที่ยังไม่ถ้วนหน้า ณ ปัจจุบันนี้ออกไป เราจะเหลือเงินลงทุน ในเด็กอยู่เพียงแค่ ๐.๑๕ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นข้อมูลต่าง ๆ ชี้ให้เห็นอะไรครับชี้ให้เห็นว่า เราขาดความจริงใจและจริงจังในการลงทุนในประชากรวัยแรกเริ่มของพี่น้องประชาชน คนไทยนั่นก็คือ เด็กเล็ก เราก็ไปดูครับว่าในรายละเอียดของนโยบายเด็กเล็กต่าง ๆ นั้น มีอะไรบ้าง ขาดตกบกพร่องในส่วนไหน และควรที่จะเพิ่มเติมเรื่องใดเข้าไปบ้าง มันมีปัญหา อยู่ในหลาย ๆ ภาคส่วนครับท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตั้งแต่หญิงตั้งครรภ์ว่า ตั้งแต่หญิงตั้งครรภ์นั้นรัฐเข้าไปช่วยเหลือดูแลอย่างไร หลังจากคลอดออกมาแล้ว มีปัญหาอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการฝากเลี้ยงในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งมีความ พัฒนาอย่างเดียวก็คือชื่อศูนย์ อย่างอื่นไม่พัฒนาเลย เราก็ไปดูว่าถ้าจะยกระดับให้ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสามารถพัฒนาเด็กเล็กได้อย่างสมบูรณ์แบบนั้นต้องทำอย่างไรบ้าง ท่านประธานครับ อีกส่วนหนึ่งก็คือว่าในช่วงเวลา ๓-๔ ปีที่ผ่านมาเราบอกว่าภาครัฐ และเอกชนไปส่งเสริมและรณรงค์ให้มีห้องให้นมบุตร เนื่องจากเรากังวลว่าคุณแม่ในวัย ทำงานนั้นไม่สามารถให้นมบุตรได้หรือมีปัญหาหากมีบุตรหลานก็จะไม่อยากมีบุตร ไม่อยากที่จะมีบุตรเป็นของตนเองหรือเกิดปัญหาต่าง ๆ เราก็เลยไปส่งเสริมเรื่องของห้องให้ นมบุตร ในปัจจุบันนี้สภาเราก็มีครับ เอกชนเราก็มีครับหลาย ๆ ที่แต่มันเกิดปัญหาต่อมาที่ คณะกรรมาธิการว่าห้องให้นมบุตรเสร็จแล้ว แล้วจะเอานมไปให้บุตรอย่างไรในเมื่อวัย แรงงานทำงานอยู่ในจังหวัดอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี หรือกรุงเทพมหานคร แต่น้อง ๆ หนู ๆ ที่ต้องเกิดออกมานั้นนี้ไปฝากไว้ให้บุพการีนั้นช่วย เลี้ยงดู ปู่ย่าตายายนั้นช่วยเลี้ยงดูอยู่ในหลายจังหวัดในภาคใต้ หลายจังหวัดในภาคอีสาน หลายจังหวัดในภาคเหนือ แล้วห้องให้นมบุตรจะตอบโจทย์ได้อย่างไรเราก็เลยมีโครงการเรื่อง ของการส่งนมแม่ภายใน ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งคณะกรรมาธิการก็ได้เล็งเห็นถึงโครงการของ กรมอนามัยเอง แล้วก็ข้อเสนอแนะจากทางองค์กรยูนิเซฟที่บอกว่าต้องช่วยกันสนับสนุนเรื่อง ของนมแม่ที่จะต้องให้แก่บุตรวัยแรกเริ่ม เพราะฉะนั้นเราก็เลยเล็งเห็นถึงโครงการนี้ก็เป็น หนึ่งในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการในรายละเอียดของรายงานฉบับนี้
อีกส่วนหนึ่งซึ่งท่านสมาชิกในคณะกรรมาธิการท่าน สส. กาญจน์ ตั้งปอง จากจังหวัดตรังนี้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด นั่นก็คือว่าเด็กเล็กที่เกิดมาแล้วพ่อแม่ที่มีรายได้ ไม่เพียงพอก็ต้องการที่อยากจะได้ของที่มันเสริมสร้างพัฒนาการ เดี๋ยวท่าน สส. กาญจน์จะ มาลงรายละเอียดในเรื่องนี้เพราะท่านตามติดอย่างใกล้ชิดว่าต่อไปถ้าจะมีนโยบายนี้จะ เกิดขึ้นได้อย่างไรและนโยบายนี้เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยแล้วครับท่านประธาน เมื่อปี ๒๕๔๘ หลังจากคณะรัฐประหารปี ๒๕๔๙ ก็มีการยกเลิกโครงการนี้ไปแล้วก็ไม่เกิดขึ้นอีก แล้วก็มีการเริ่มต้นแต่ไม่ยั่งยืน นั่นก็คืออันนี้กล่าวชื่นชมก็คือทางพรรคเพื่อไทยก็ได้ทำเป็น โครงการทดลองซึ่งเราก็อยากจะให้เป็นโครงการที่ยั่งยืนและต่อยอด ท่าน สส. กาญจน์ก็ได้ให้ ความสำคัญในเรื่องนี้นะครับ
อีกส่วนหนึ่งก็คือในเรื่องของการเลี้ยงซึ่งการเลี้ยงดูบุตรในขณะนี้มันมีปัญหา อย่างมากท่านประธาน วันนี้นอกจากเรื่องของคุณพ่อคุณแม่ที่เข้ามาทำงานในจังหวัด อุตสาหกรรมแล้วก็ต้องฝากเลี้ยงดูแล้ว ที่สามารถเลี้ยงดูได้ก็มีปัญหาท่านประธาน เรามีข้อมูล จากการลงพื้นที่ของคณะกรรมาธิการว่าคุณภาพของนมที่ผู้ปกครองแต่ละคนนั้นให้กับ บุตรหลานหรือประชากรใหม่ของประเทศไทยนั้นมันไม่มีคุณภาพ เพราะอะไรครับ เพราะว่า คุณแม่ที่สามารถปั๊มนมไว้ให้กับบุตรหลานของท่านในช่วงที่ท่านไปทำงานนั้น สิ่งเดียวที่ท่าน สามารถเก็บได้ก็คือตู้เย็นที่บ้านแล้วก็ต้องเก็บไว้ในช่อง Freeze ซึ่งมันก็เป็นช่อง Freeze ที่ขนาดประมาณ ๓๐ เซนติเมตรซึ่งก็ต้องแบ่งกับหมูสามชั้นมื้อเย็นของครอบครัวเหมือนกัน มันก็ขาดคุณภาพที่จะไปเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างสมวัย มันก็ขาดซึ่งองค์ประกอบต่าง ๆ ที่อยากจะมาช่วยเหลือผลักดันให้เด็กที่เกิดใหม่ซึ่งเป็นประชากรใหม่ของประเทศไทยนั้น ได้เติบโตอย่างสมบูรณ์สมวัยอย่างมีคุณภาพและสามารถยกระดับคุณภาพของครอบครัวไทยได้ จึงเป็นข้อสรุปทั้งหมดทั้งมวลหลาย ๆ อย่าง เดี๋ยวทางเพื่อนสมาชิกในคณะกรรมาธิการและ คณะทำงานที่นำโดยท่านอาจารย์สุนีจะนำเสนอต่อเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในรายละเอียด แต่ ๙ ข้อที่เราได้นำเสนอในวันนี้คือ
ข้อที่ ๑ เงินสวัสดิการถ้วนหน้าให้กับหญิงตั้งครรภ์ตั้งแต่เดือนที่ ๕ ถึงเดือนที่ ๙ เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท นี่คือสิ่งที่เราอยากจะเสนอและเพียงพอและสามารถตอบโจทย์ ต่อปัญหาเหล่านี้ได้
ข้อที่ ๒ ยกระดับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดตั้งแต่ ๐-๖ ขวบแบบถ้วนหน้า
ข้อที่ ๓ ส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรโดยการลาเพื่อดูแลบุตร คุณแม่ ๑๘๐ วันและ คุณพ่อผู้ทำหน้าที่บิดาอีก ๓๐ วัน
ข้อที่ ๔ ส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรให้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองและผู้ดูแล
ข้อที่ ๕ ให้บริการเข้าถึงในเรื่องของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีคุณภาพและ ตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องประชาชน
ข้อที่ ๖ จัดสรรหนังสือที่สมบูรณ์เข้ากับการพัฒนาการของเด็กปฐมวัยให้กับ เด็กปฐมวัยอย่างถ้วนหน้า
ข้อที่ ๗ ป้องกัน ส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงดูบุตรด้วยนมแม่อย่างจริงจัง
ข้อที่ ๘ การสนับสนุนกล่องของขวัญแรกเกิดหรือ Baby Box ให้กับทุก ครอบครัวที่เกิดขึ้นในแผ่นดินไทย
ข้อที่ ๙ การส่งเสริมในทุกรูปแบบให้กับผู้ที่ต้องการมีบุตร
นี่คือ ๙ ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการในวันนี้และเพื่อนสมาชิกทุก ๆ ท่าน จะลงรายละเอียดเพื่อให้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านนั้นเห็นชอบและเราจะ นำเสนอข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ไปยังฝ่ายบริหารต่อไปเพื่อเร่งรัดพัฒนาให้ประเทศไทยนั้น ยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กปฐมวัยของประเทศไทยครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ