อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ นำเสนอสรุปรายงานพัฒนาระบบราชการปี ๒๕๖๕-๒๕๖๖ โดยเน้น 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การพัฒนาบริการดิจิทัลและการปรับบทบาทโครงสร้างภาครัฐ พร้อมนำเสนอแพลตฟอร์มบริการประชาชน 141 บริการ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ระบบเปิด (Open Government) และหารือเรื่องยุทธศาสตร์ที่ 2 เรื่องการปรับบทบาทภาครัฐด้วยหลัก One-In X-Out การถ่ายโอนงานสู่ภาคเอกชน และการใช้ตัวชี้วัด Strategic KPI และ Joint KPI เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการหรือ ก.พ.ร. ขอนำเสนอสรุปรายงานการ พัฒนาระบบราชการ ประจำปี ๒๕๖๕ และปี ๒๕๖๖ รวม ๒ ฉบับ ซึ่งเป็นการดำเนินการ ตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ในมาตรา ๗๑/๑๐ (๑๐) วันนี้ก็จะ ขอนำเสนอสรุปโดยย่อว่าใน ๒ ฉบับนี้มีผลการดำเนินการในการพัฒนาระบบราชการอยู่ใน ๓ ยุทธศาสตร์ที่สำคัญด้วยกัน
ยุทธศาสตร์ที่ ๑ เป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาบริการเพื่อประชาชน
ยุทธศาสตร์ที่ ๒ เป็นเรื่องของการปรับบทบาทโครงสร้างและการดำเนิน ภารกิจภาครัฐ
ยุทธศาสตร์ที่ ๓ เป็นเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการภาครัฐ
ในยุทธศาสตร์แรกเป็นเรื่องของการที่เราปรับเปลี่ยนระบบราชการผ่านการ พัฒนาการบริการประชาชนโดยการมุ่งเน้นเรื่องของ Digital Service หรือเป็นบริการที่เรา ให้กับประชาชน ในการพัฒนาเรื่อง Digital Service หรือ e-Service นั้นเราทำอยู่ใน ๓ ลักษณะด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้หน่วยงานเร่งพัฒนา e-Service ขึ้นมาเป็น รายหน่วยงาน ปัจจุบันตามรายงานมีประมาณ ๑,๖๒๖ บริการ
บริการประเภทที่ ๒ เป็นเรื่องของ Agenda สำคัญที่รัฐบาลจะขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำ Digital ID หรือ ThaiD ของกรมการปกครองก็ดี เรื่อง ONE ID ONE SMEs ของ สสว. ระบบชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ก็เป็น Agenda สำคัญ ที่ต้องเร่งทำบริการดิจิทัลให้กับประชาชน
บริการประเภทที่ ๔ เป็นการดึงทั้ง ๒ บริการแรกที่ดิฉันนำเรียนมารวมกันบน Portal กลาง หรือแพลตฟอร์มกลาง เพื่อให้ประชาชนสามารถที่จะ Single Sign On เข้ามา ครั้งเดียวผ่าน Single Window ผ่าน ๒ แพลตฟอร์มด้วยกัน แพลตฟอร์มแรกเป็นเรื่องของ Business Portal เป็นระบบการขออนุญาตในการประกอบธุรกิจ ซึ่งตรงนี้เราเรียกชื่อเล่นว่า Biz Portal ตอนนี้เรามีใบอนุญาตอยู่ประมาณ ๑๓๔ ใบ ในปี ๒๕๖๖
สำหรับแพลตฟอร์มที่ ๒ เป็นแพลตฟอร์มที่ให้บริการประชาชนทั่วไปทุกท่าน คงจะทราบดีอยู่ในชื่อทางรัฐหรือ Citizen Portal อันนี้ก็จะมีทั้งหมดประมาณ ๑๔๑ บริการ ไม่ว่าจะเป็นการชำระค่าน้ำ ค่าไฟ เรื่องของการชำระค่าปรับใบจราจรทั้งหลายทั้งปวง
ในยุทธศาสตร์แรก คือเรื่องที่ ๒ ที่เราขับเคลื่อนเป็นเรื่องการอำนวยความ สะดวกในการประกอบธุรกิจในการทำมาหากินของประชาชนตามหลักของกฎหมายอำนวย ความสะดวกปี ๒๕๕๘ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลดระยะเวลาการอนุญาต ยกเลิกใบอนุญาต ก็ดี การปรับเปลี่ยนจากระบบอนุญาตเป็นเรื่องของการจดแจ้ง การชำระค่าธรรมเนียม แทนการมาต่อการมายื่นขอใบอนุญาตใหม่ แล้วก็ในเรื่องของการที่ขับเคลื่อนตามแนวพัฒนา เรื่องของ Business Ready ตามแนวของ World Bank เพื่อจัดการมีการปรับเปลี่ยนให้ ภาครัฐสามารถอนุญาต อนุมัติ ในเรื่องของการทำธุรกิจของประชาชนตั้งแต่เริ่มต้นจนถึง สุดท้ายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ประเด็นที่ ๓ ในยุทธศาสตร์นี้ก็เป็นเรื่องของการขับเคลื่อนเรื่องการทำภาครัฐ ให้เป็นระบบเปิด หรือเรียกว่า Open Government เราทำทั้งเรื่อง Open Data มีการที่ เปิดเผยข้อมูลบนแพลตฟอร์ม Data.go.th ประมาณ ๑๐,๕๔๕ ชุด แล้วก็มีการขับเคลื่อน Sandbox ของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนและประชาสังคม ไม่ว่าจะ เป็นเรื่องการลดปัญหา PM2.5 เรื่องของการแก้ไขปัญหาขยะทะเล แล้วก็การทำ Saraburi Sandbox อย่างนี้เป็นต้น อันนี้ก็เป็นเรื่องของการขับเคลื่อนพา Open Government ที่ทาง ก.พ.ร. ได้ขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงาน ซึ่งสิ่งที่เราทำในส่วนนี้ยุทธศาสตร์แรกส่งผลให้ ประชาชนมีความพึงพอใจจากผลการสำรวจที่เราสำรวจได้อยู่ในระดับที่ ๘๓.๒๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าปีก่อน
ในยุทธศาสตร์ที่ ๒ เป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนบทบาทภารกิจ แล้วก็ โครงสร้างของภาครัฐ ประเด็นแรกที่เราพยายามทำคือทำอย่างไรให้ภาครัฐมีขนาดที่ เหมาะสม ไม่ขยายตัวมากเกินไป เราพยายามให้กำหนดหลักเกณฑ์ในการปรับเปลี่ยนของ ภาครัฐว่าถ้าคุณจะตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ คุณต้องยุบหน่วยงานเดิมไป ๑ หน่วย เราใช้หลัก ที่เรียกว่า One-In X-Out ถ้าตั้ง ๑ หน่วยก็ต้องยุบ ๑ หน่วย แล้วก็เรื่องของการถ่ายโอนงาน ของภาครัฐไปสู่ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมอื่นที่มีความสามารถจะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของการตรวจสอบสถานประกอบกิจการต่าง ๆ เรามีการถ่ายโอนไปให้หน่วยงานต่าง ๆ แล้ว เรื่องของการประเมินความคุ้มค่าของหน่วยงานในการตั้งหน่วยงานใหม่ต้องมีความคุ้มค่า ต้องมีตัวชี้วัดที่ชี้ชัดเจนว่าประชาชนจะได้อะไร ประเทศชาติจะได้อะไร เราถึงจะให้ตั้ง แล้วก็มีการตรวจสอบติดตามในทุกรอบ ๓ ปี และ ๕ ปี มีการประเมินความคุ้มค่าของ องค์การมหาชนทุกรอบ ๓ ปี
สุดท้ายในกลุ่มนี้ก็คือเรื่องของเคพีไอซึ่งเป็นตัวชี้วัดประเมินผลการปฏิบัติ ราชการ ตัวเคพีไอไม่ใช่เรื่องของการที่จะนำไปสู่การพัฒนาประสิทธิภาพ แต่เรายังเอาตัว เคพีไอนี้มาใช้ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ เรามีการถ่ายทอดเคพีไอจาก แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนแม่บทตามยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายรัฐบาล เราถ่ายทอดออกมาเรียกว่า Strategic KPI ลงไปสู่หน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้หน่วยงานนั้น สามารถตอบโจทย์การทำงานของนโยบายได้ แทนที่จะตอบโจทย์ในเชิงฟังก์ชันหรือตาม ภารกิจตามกฎหมายแค่นั้น เรื่องของเคพีไอเรายังทำในเรื่องของการทำอย่างไรให้เคพีไอ เกิดการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกันผ่านกลไกที่เรียกว่า ตัวชี้วัด บูรณาการ หรือเรียกว่า Joint KPI แล้วก็ขับเคลื่อนในเรื่องของการลด PM2.5 เรื่องการลด Greenhouse Gas เรื่องการยกระดับ PISA Score ของประเทศ เหล่านี้เป็นต้น ก็เป็น Joint KPI ซึ่งเราดำเนินการในยุทธศาสตร์ที่ ๒
ในยุทธศาสตร์ที่ ๓ เป็นยุทธศาสตร์สุดท้ายนะคะ เป็นเรื่องของการเพิ่ม ประสิทธิภาพการทำงานภาครัฐ เราก็มุ่งเน้นภาครัฐเป็นภาครัฐที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและ นวัตกรรม เรามี พ.ร.บ. ปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นแกนกลางในการทำให้ ภาครัฐทุกภาครัฐต้องผันตัวเองมาขับเคลื่อนการทำงานผ่านระบบดิจิทัล ตรงนี้ผลการ ประเมิน e-Government Index ของ United Nations หรือสหประชาชาติสะท้อนให้เห็น ว่า Score ของประเทศไทยสูงขึ้นโดยลำดับ ปี ๒๕๖๕ อยู่ประมาณ ๕๕ และปี ๒๕๖๗ ปัจจุบันอยู่ประมาณที่ ๕๒ นอกจากนั้นเรายังขับเคลื่อนเรื่องของการทำข้อมูลภาครัฐให้เป็น ดิจิทัล จากข้อมูลภาครัฐที่เรามีอยู่มากมาย เป็นกระดาษก็ดีหรือเก็บใน File ที่ยังไม่สามารถ เอามาใช้ประโยชน์ในการทำ Data Analytics เราก็ขับเคลื่อนร่วมกับทางสถิติให้ทำเรื่อง ส่วนที่เรียกว่า Data Catalogue ซึ่งตรงนี้ก็คือการปรับข้อมูลกระดาษมาเป็นข้อมูลดิจิทัล ทำไปแล้ว ๑๘,๔๑๘ ชุดข้อมูล และ Data ที่ทำบน Data Catalogue นี้ส่วนหนึ่งเราเอาไป เชื่อมโยงบนแพลตฟอร์มเชื่อมโยงของภาครัฐด้วยกันที่เรียกว่า Government Data Exchange หรือว่า GDX ซึ่งในส่วนนี้ภาครัฐก็มีการเชื่อมโยงใช้ข้อมูลด้วยกันเอง และส่วน ที่เหลือเราคิดว่าถ้าเป็นข้อมูลที่สำคัญเราก็ไปเปิดเผย ซึ่งอย่างที่ดิฉันนำเรียนตอนต้นว่า เรื่องของ Open Data ที่เราเปิดเผยไปประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าชุดในปี ๒๕๖๖ แต่ปัจจุบัน เปิดเผยไปแล้วประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าชุดได้ แล้วก็มีผู้ใช้ประมาณ ๓๐ ล้านครั้งนะคะ การเชื่อมโยงข้อมูลนี้ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมาก ตัวอย่างเช่น การเชื่อมโยงข้อมูล นิติบุคคลบน GDX เราเชื่อมโยงอยู่ ๔ เอกสารนิติบุคคลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เชื่อมโยง กับอีก ๒๒ หน่วยงาน เชื่อมโยง ๔ เอกสารใน ๒๒ หน่วยงาน ตกปีละประมาณ ๙.๒ ล้าน ธุรกรรม ๙.๒ ล้านธุรกรรมนี้ทำให้มีการประหยัดค่าใช้จ่ายของภาคธุรกิจไปได้ประมาณ ๗,๐๐๐ ล้าน อันนี้เป็นตัวเลขที่ทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้คำนวณออกมา ที่เป็น ประโยชน์จากการเชื่อมโยงที่ทางภาครัฐร่วมกันทำ นอกจากเรื่องนวัตกรรมและดิจิทัลแล้ว ในการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐนี้สิ่งที่เราขับเคลื่อนอยู่ก็จะเป็นเรื่องของการใช้กลไกที่เป็น Incentive ดึงให้หน่วยงานพยายามพัฒนาตัวเองผ่านเรื่องของกลไกรางวัลเลิศรัฐ ซึ่งมี หน่วยงานพยายามเสนอผลงานเข้ามาปีหนึ่งประมาณ ๑,๕๐๐-๑,๖๐๐ รางวัล ซึ่งสะท้อนถึง ความพยายามในการปรับเปลี่ยนการทำงานภาครัฐในทุก ๆ ปี ซึ่งส่วนใหญ่เราก็เอา หน่วยงานที่ได้รับรางวัลนี้ไปส่งต่อเข้าไปชิงในระดับนานาชาติ ระดับสากล ในรางวัลของ United Nations Public Service Award ซึ่งประเทศไทยได้รับรางวัลแทบทุกปี นอกจากนั้น เราก็มีการขับเคลื่อนผ่านการสร้างนักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ การเชื่อมโยงกับโออีซีดี ในการสร้างเรื่องของความซื่อตรงในภาครัฐที่เรียกว่า Integrity Review
ดิฉันขอนำเรียนว่านี่คือข้อมูลทั้งหมดโดยย่อที่ทางคณะกรรมการพัฒนาระบบ ราชการได้ดำเนินการภายในปี ๒๕๖๕ และปี ๒๕๖๖ แต่อย่างไรก็ตามในการขับเคลื่อน ระบบราชการไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะว่าในการขับเคลื่อนเรื่องของดิจิทัลนี้เรายังมีปัญหาที่แต่ละ หน่วยงาน เขาเรียกว่ามีระดับการพัฒนาด้านดิจิทัลที่แตกต่างกันอยู่เยอะ ยังมีอีกหลาย Service ที่ยังไม่พร้อมที่จะไปทำให้เป็น Digital Service ซึ่งเราต้องขับเคลื่อนกันอีกนะคะ แล้วที่สำคัญที่สุดคือการที่พยายามเชื่อมโยงเข้าสู่แพลตฟอร์มกลาง เพื่อให้ประชาชนมีความ สะดวกอย่างมากในการที่จะเรียกใช้งาน นอกจากนั้นยังมีปัญหาของกฎหมายที่มีจำนวนเยอะ เราต้องมีการ Clear กฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายที่บังคับให้มีการอนุมัติ อนุญาตต่าง ๆ ว่าเราจะมีการปรับลดตรงนี้ได้อย่างไร ขณะเดียวกันหลายหน่วยงานก็ยังมีแนวโน้มที่อยากจะ ขยายตัว โดยเฉพาะขยายหน่วยงานไปยังภูมิภาค ซึ่งตัวนี้ก็จะก่อให้เกิดความซ้ำซ้อน ทั้งส่วนกลางด้วยกันเอง ภูมิภาค แล้วก็ท้องถิ่น ซึ่งตรงนี้ทางคณะกรรมการ ก.พ.ร. ก็ให้ ความสำคัญเป็นพิเศษ แล้วก็มีการจับตามอง แล้วก็เตรียมที่จะออกมาตรการในการดูแล เรื่องนี้ แล้วสุดท้ายเองที่สำคัญมาก ๆ ในการปรับเปลี่ยนภาครัฐ คือบุคลากรภาครัฐเรามี หลายหน่วย หลายเหล่ามาก ไม่ใช่เฉพาะข้าราชการพลเรือน บุคลากรภาครัฐมีทั้งหมดประมาณ ๓ ล้านคน แต่เป็นข้าราชการพลเรือนประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คน ครูอีกประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คน ทหารอีกประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน เกือบ ๓๐๐,๐๐๐ คนได้ และตำรวจอีก ๒๐๐,๐๐๐ คน เหล่านี้ละค่ะที่จะทำให้การมองภาพรวมที่จะปรับเปลี่ยนหรือปฏิรูประบบราชการจึงเป็นเรื่อง ค่อนข้างที่จะใช้เวลานานแล้วก็ต้องใช้ข้อมูลเป็นอย่างมาก ดิฉันขอนำสรุปว่าในการพัฒนา ระบบราชการในปี ๒๕๖๕ ปี ๒๕๖๖ นี้ก็เป็นดังที่นำเรียน แล้วก็หวังว่าจะได้รับฟัง ข้อเสนอแนะความคิดเห็นที่จะเป็นประโยชน์ในการที่ทางคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ จะได้รับไปดำเนินการปรับปรุงต่อไป ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ