ชุติมา ชี้วิกฤตกำแพงภาษีสหรัฐกระทบ SMEs เกษตรกรไทย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๙ เมษายน ๒๕๖๘

ชุติมา คชพันธ์ อภิปรายผลกระทบกำแพงภาษีสหรัฐต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเกษตรกรชาวสวนยางพาราและผู้ส่งออก SMEs ที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนสูงขึ้น และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

นางสาวชุติมา คชพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ชุติมา คชพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนค่ะ ทุกคน รู้ดีนะคะว่าตลาดสหรัฐอเมริกาคือตลาดที่มีศักยภาพมีความหลากหลายสูงทั้งด้านชีวภาพ และวัฒนธรรม ประชากรมีกำลังซื้อ และคนอเมริกันเองก็ชื่นชอบสินค้าไทยเป็นอย่างมาก แต่ตอนนี้เราเจอกำแพงภาษี สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤติที่หนักและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างนะคะ รัฐบาลไทยต้องพิจารณาผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ประชาชนและเกษตรกรของประเทศ อย่างถี่ถ้วน รวดเร็ว และนำสนธิสัญญาต่าง ๆ ที่เคยทำไว้กลับมาพิจารณาและเป็นพื้นฐาน การเจรจาในครั้งนี้ ดิฉันมีความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง ดิฉันกังวลมาก ๆ ภัยพิบัติทางเศรษฐกิจครั้งนี้จะได้รับผลกระทบไปถึงเศรษฐกิจท้องถิ่นและเศรษฐกิจชุมชน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากรัฐบาลเจรจาไม่สำเร็จและเจรจาล่าช้าไม่ทันต่อเหตุการณ์ ทำไม ดิฉันพูดเช่นนั้น สไลด์ถัดไปเลยค่ะ ทันทีที่คำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) มีผล บังคับใช้ ขณะที่ดิฉันกำลังอภิปรายอยู่ตอนนี้ เป็นวันที่ ๙ เมษายนของอเมริกาเรียบร้อยแล้วค่ะ เท่ากับตอนนี้มีผลแล้วเรียบร้อย นั่นแปลว่าผู้ส่งออกของไทย SMEs ของไทยจำนวน ๓,๗๐๐ ราย จะได้รับผลกระทบทันที คิดเป็นมูลค่า ๒.๖ แสนล้านบาท เงินก้อนนี้จะหายวับไปกับตา จะลดลงแค่ไหนหรือโชคดีหน่อยคือทรงตัวแต่ไม่เติบโต ซึ่งสุดท้ายแล้วผู้ประกอบการเอง ก็ต้องแบกรับภาระทุกอย่างไว้ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะยืดไปได้นานแค่ไหน ยิ่งไปกว่านั้นในสไลด์ถัดไป ท่านจะเห็นว่าผู้ประกอบการไทยในอเมริกาเองก็ตามก็ประสบปัญหาต้นทุนสูงขึ้นค่ะ เช่น ร้านอาหารไทยพบปัญหาวัตถุดิบเครื่องปรุงจากไทยสูงขึ้นแน่นอนนะคะ ร้านนวด ร้านสปา สมุนไพรไทยมีต้นทุนสูงขึ้นแน่นอน เพราะต้องนำเข้าสมุนไพรไปจากไทย ดิฉันอยากจะถาม ไปถึงนายกรัฐมนตรีนะคะ ท่านสนับสนุน Soft Power ท่านพูดเสมอเลยถึง Soft Power ดิฉันอยากจะถามว่าแล้วจะสำเร็จได้อย่างไร หากท่านไม่แก้ปัญหานี้ ท่านไม่สามารถเจรจา ให้ทางสหรัฐอเมริกาเขาลดภาษีให้เราได้ ท่านบอกว่า ๑๑ อุตสาหกรรมเป้าหมาย Soft Power ด้านอาหาร สร้างเครือข่ายร้านอาหารไทยในต่างประเทศ เพิ่มการส่งออกและวัตถุดิบจากไทย ให้ต้นทุน ให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่ร้านอาหารไทยในต่างประเทศด้วยซ้ำ จะสำเร็จได้อย่างไร สไลด์ถัดไปเลยค่ะ กลับมาที่เกษตรกรไทย นี่เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ดิฉันเป็นห่วงมาก ๆ เลยคือพี่น้อง ชาวสวนยางพารา ประเทศไทยมีผลผลิตจากยางพารามากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลกนะคะ ทุกคนรู้ดีว่ายางพาราคือพืชเศรษฐกิจ คืออนาคตของประเทศไทย นี่คืออนาคตของไทยนะคะ ประเทศไทยปลูกยางพาราทุกภูมิภาคเลยค่ะ รวมเป็นพื้นที่ ๒๒ ล้านไร่ เป็นอาชีพที่เลี้ยงปากท้อง เกษตรกร โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ บ้านเกิดของดิฉัน เป็นพื้นที่ที่ปลูกยางมากที่สุดถึง ๑๒ ล้านไร่ ทั่วโลกให้การยอมรับว่ายางพาราจากประเทศไทยมีคุณภาพดีที่สุดในโลกแล้วเราก็ผลิตได้เป็น อันดับหนึ่งแต่เรามีคู่แข่งคืออินโดนีเซีย มาเลเซียและประเทศใน CLMV แค่ไม่มีกำแพงภาษี ครั้งนี้เกษตรกรไทยก็แข่งขันกันหืดขึ้นคอแล้วค่ะ ยิ่งเจอแบบนี้เข้าไปยิ่งหนักไปอีกนะคะ เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องรีบแก้ปัญหาค่ะ เพื่อสกัดความเสียหาย ต่อไปค่ะดิฉันอยากจะให้เห็น สถานการณ์ยางพาราล่าสุดนะคะ ยางพาราล่าสุดในจังหวัดพัทลุงก่อนที่จะสหรัฐอเมริกา จะประกาศขึ้นภาษีนำเข้า ตอนนั้นราคาอยู่ที่ ๖๘ บาท เมื่อเช้านะคะพี่น้องชาวสวนยาง แจ้งดิฉันมาค่ะ ราคาเช้าวันนี้เลย ๙ เมษายน เมื่อเช้าราคาตกลงมาเหลือ ๔๗ บาท นี่คือ ที่อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น นี่ยังไม่ทันที่จะแบบว่ายืดยาวอะไรไปเลย นี่น่าจะเป็นค่าตกใจนะคะ ตอนนี้ลงไปขนาดนี้แล้ว ดิฉันอยากจะอธิบายให้ฟังนะคะ มีบางคน ถามดิฉันว่าการที่สหรัฐอเมริกาขึ้นภาษีนำเข้ามีผลกระทบต่อพี่น้องชาวสวนยางอย่างไร สไลด์ ถัดไปเลยค่ะ ท่านจะเห็นภาพนี้กระทบกับสวนยางพาราแน่นอน ยางพาราแปรรูปกระทบเต็ม ๆ ยางรถยนต์กระทบมากสุดค่ะ ยางพารา ยางรถยนต์นะคะ ยางพาราแปรรูปเป็นยางรถยนต์ บวกภาษีเพิ่มไป ๓๖ เปอร์เซ็นต์ หากยอดสั่งซื้อรถ ยางแท่ง ยางก้อนก็จัดล้น Stock แน่นอนนะคะ เพราะว่ายางพาราที่ขายปลีกราคาสูงขึ้นคนอเมริกันก็จะหันไปซื้อของประเทศอื่นจะไม่ซื้อ ของจากไทยและถ้าเลวร้ายที่สุด ถ้าโรงงานในไทยปิดตัวหรือย้ายฐานการผลิตไปผลิตยางรถยนต์ ที่ประเทศอื่น นั่นแปลว่าความต้องการน้ำยางในประเทศไทยก็จะลดลง น้ำยางก็จะราคาถูกลง เป็นไปตามหลักอุปสงค์ อุปทาน แต่ในที่นี้หมายเหตุไว้ว่า ยางพาราธรรมชาติที่เป็นวัตถุดิบนั้นได้รับการยกเว้นภาษี แต่กระทบ เต็ม ๆ คือยางรถยนต์ ซึ่งประเทศไทยเราผลิตยางรถยนต์เยอะมาก ดังสไลด์ถัดไปนะคะ ผลิตภัณฑ์จากยางพาราที่ส่งออกไปอเมริกาเป็นยางรถยนต์ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ถุงมือยาง ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ท่อยาง ๓ เปอร์เซ็นต์ และถุงยาง ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ค่ะ สิ่งที่ดิฉันอยากจะให้ทุกคนเห็น ในสไลด์ถัดไป ข้อกังวลของดิฉันค่ะ ดิฉันไปพบข้อมูลมา ดิฉันมานั่งดูนั่งวิเคราะห์ ดิฉันกังวลค่ะ ในสไลด์ถัดไปเลยนะคะ ราคาขายปลีกที่สูงขึ้น โดยเฉพาะยางรถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งปัจจุบัน มีมูลค่านำเข้าถึง ๑๐,๐๐๐ กว่าล้าน U.S. Dollar ราคาขายปลีกที่สูงขึ้นนั่นแปลว่าคนอเมริกัน ก็จะซื้อยางรถยนต์ของประเทศไทยน้อยลง ทำให้เราเสี่ยงที่จะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด ให้แก่ประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ทำไมดิฉันพูดแบบนั้น ดูตารางนี้เลยนะคะ ประเทศไทยเราเป็นอันดับหนึ่ง เรานำเข้าในแง่ปริมาณถึง ๔๒ ล้านยูนิต ในตอนนี้สูงที่สุดแล้ว นำประเทศอื่นแล้วนะคะ แต่เมื่อดูอัตราภาษีเดิมบวกกับของใหม่เป็น ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ บวกกับซีไอเอฟเข้าไปเราจะเป็นตัวเลขที่ ๕๗ ค่ะ ประเทศอินโดนีเซียอันนี้ไม่น่ากังวล เพราะว่าเขาบวก Rate ใหม่แล้วเขาเป็น ๗๕ แต่ที่ดิฉันกังวลคือเวียดนามค่ะ อันนี้น่ากลัวมาก ๆ แม้เราจะเห็นว่าภาษีนำเข้าเป็น ๔๖ เปอร์เซ็นต์ก็จริงนะคะ แต่เมื่อเราดูของเดิม ภาษีเดิม ซีไอเอฟบวกของใหม่ของเขาจะตกอยู่แค่ ๕๔ เท่านั้น แต่ในขณะที่ของเราเป็น ๕๗ ถ้าเป็นคน อเมริกันเขาก็ต้องซื้อของเวียดนามเพราะถูกกว่า กัมพูชาค่ะ กัมพูชาเราดูแล้วภาษีนำเข้าเป็น ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ดูสูงกว่า แต่เมื่อเราไปบวกกับซีไอเอฟ บวกกับ Rate ใหม่ของเขาตกอยู่แค่ ๕๖ ต่ำกว่าเราอยู่ดีนะคะ ฟิลิปปินส์ค่ะ ฟิลิปปินส์ภาษีนำเข้า Rate ใหม่คือ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อไปบวกซีไอเอฟและภาษี Rate ใหม่ของเขาเป็น ๕๕ นั่นแปลว่าเรามีโอกาสที่จะเสี่ยง เสียแชมป์ให้กับประเทศอื่น ๆ นะคะ ยิ่งถ้าเวียดนามเจรจาสำเร็จเขายิ่งได้เปรียบเราค่ะ ดิฉัน อยากจะเร่งรัฐบาลให้เจรจาให้ได้ให้สำเร็จนะคะ ไม่อย่างนั้น Champ อันดับหนึ่งที่เราครอง มาตลอดนี่เราเสีย Champ แน่นอน ต่อไปค่ะ ยางรถบรรทุกมูลค่านำเข้าร่วมปัจจุบัน ๖,๐๐๐ กว่าล้าน USD ดิฉันกังวลเช่นเดียวกันค่ะ เพราะเมื่อราคาขายปลีกสูงขึ้นอเมริกันก็จะไปซื้อยาง ของประเทศอื่น ทำให้เราสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้แก่เวียดนาม กัมพูชา อินโดนีเซีย และที่น่ากลัว ที่สุดคือเม็กซิโกค่ะ ดูตัวเลขตามตารางนี้นะคะ เราเพิ่มขึ้นเป็น ๓๖ เปอร์เซ็นต์ค่ะ เมื่ออัตราใหม่ ซีไอเอฟบวกกับภาษีใหม่เป็น ๑๔๖ ค่ะ อินโดนีเซียเพิ่ม ๓๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ตัวเลขเมื่อรวมกัน แล้วกับซีไอเอฟเป็นแค่ ๙๓ เท่านั้น ดิฉันเป็นคนอเมริกาดิฉันก็ซื้อของอินโดค่ะ เวียดนาม เขาเพิ่มเป็น ๔๖ เปอร์เซ็นต์ก็จริงในภาษีนำเข้า แต่เมื่อมาบวกกันแล้วนี่ซีไอเอฟบวกภาษีใหม่ เขาต่ำกว่าเรานะคะ อยู่แค่ ๑๑๗ เท่านั้น นั่นแปลว่ายางรถยนต์จากเวียดนามจะขายได้ถูกกว่า ยางรถยนต์ของไทย ถ้าดูตารางนี้ของเราเป็น ๑๔๖ ของเขา ๑๑๗ ไปดูของกัมพูชาค่ะ ของเขาภาษีนำเข้าบวกเพิ่ม ๔๙ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าเราก็จริงค่ะ แต่เมื่อไปบวกซีไอเอฟกับ ภาษีใหม่แค่ ๑๒๖ เท่านั้น เม็กซิโกดิฉันกังวลที่สุดค่ะ เม็กซิโกเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง ของสหรัฐ เขาบวกไป ๒๕ เปอร์เซ็นต์ใน Rate ใหม่ แต่เมื่อไปคิดแล้วของเขาจะตกอยู่แม้จะ รวมภาษีใหม่แล้วแค่ ๑๒๕ เท่านั้น และมีศักยภาพมาก เพราะว่ามันอยู่ใกล้กัน การขนส่ง อะไรใกล้กว่า สะดวกกว่าเรานะคะ เพราะฉะนั้นมีโอกาสสูงมากที่ประเทศเราจะเสี่ยง เสีย Champ ยางรถยนต์ที่เราครอง Champ มาตลอดถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไรหรือไม่เด็ดขาด ดังนั้นสุดท้ายนี้ดิฉันอยากจะฝากไปถึงรัฐบาลว่าถึงแม้ท่านจะส่งทีมไทยแลนด์ไปแล้วแต่ดิฉัน ก็ยังไม่สบายใจนะคะ ดิฉันเชื่อมั่นในศักยภาพ แต่ดิฉันมองว่านายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำ รัฐบาลท่านต้องแสดงบทบาทนำทางการเมืองมากกว่านี้ค่ะ โดยการหารือโดยตรงกับ ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ด้วยเช่นเดียวกัน ถึงแม้ท่านจะใช้วิธีทางการทูตแล้วก็ตาม แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศโดยแท้ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขทางการเมือง การหารือในระดับผู้นำจะเปิดทางไปสู่การเจรจาในระดับเทคนิคที่ราบรื่นและรวดเร็วยิ่งขึ้น เราต่างก็เห็นแล้วว่าลักษณะการสั่งการของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) เป็นลักษณะแบบ Top Down ประเด็นการหารือระดับผู้นำสิ่งที่ต้องการคือ Commitment ค่ะ การแสวงหา ทางแก้ไขในกรอบระยะเวลาที่กำหนด อันจะเป็นการสร้างความชัดเจนให้กับฝ่ายเจรจา ทางเทคนิคที่จะบรรลุเป้าหมายทางนโยบายได้อย่างรวดเร็วต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด ดังนั้นดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ประกอบการรายย่อยเกษตรกรของไทยจะได้รับการดูแล อย่างทั่วถึงเดินหน้าทำมาหากินกันได้อย่างหมดห่วง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการหารือ ในกรรมาธิการจะได้ทางออกที่เป็นรูปธรรมนำไปสู่การปฏิบัติโดยที่ประเทศไทยยังคงยืนหยัด ได้อย่างแข็งแกร่งในเวทีโลกค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ