เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร อภิปรายในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการการท่องเที่ยว โดยนำเสนอประเด็นปัญหาหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความปลอดภัยทางการท่องเที่ยว การกระจายอำนาจในการจัดการ และผลกระทบจากธุรกิจแพลตฟอร์ม พร้อมเสนอแนวทางแก้ไข เช่น การใช้ระบบประกันค่าเหยียบแผ่นดิน การให้ท้องถิ่นมีอำนาจจัดการ และการเก็บภาษีดิจิทัล
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตกรุงเทพมหานคร พรรค ประชาชนครับ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว คนที่สอง แล้วก็เป็น ประธานของคณะอนุกรรมาธิการศึกษาและกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้านกฎหมาย ที่เป็นอุปสรรคต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ผมก็จะนำเสนอคร่าว ๆ ครับท่านประธาน ไม่เกิน ๑๐ นาทีครับ โดยสรุป เพราะเห็นว่ามีเพื่อนสมาชิกต้องการอภิปรายเป็นจำนวนมาก นะครับ โดยก่อนอื่นต้องขอบคุณท่านประธานครับ ท่านเอกธนัชที่ให้โอกาสในการทำ อนุกรรมาธิการนี้ด้วย แล้วก็ได้ศึกษาในหลายประเด็น รวมถึงได้มีส่วนร่วมของท่านเพื่อน อนุกรรมาธิการที่มาจากหลายภาคส่วนที่เป็นเจ้าของธุรกิจต่าง ๆ ได้เข้ามาร่วม รวมถึง หน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่ได้มาร่วมให้ข้อมูล เป็นบรรยากาศที่ดีมากในการมีส่วนร่วม ด้วยกันนะครับ เนื่องจากเวลาเราน้อยครับ เราเลยอาจจะไม่ทุกเรื่อง แต่วันนี้ถือว่า คณะอนุกรรมาธิการนี้เป็นภาค ๑ ครับ ผมยินดีที่จะทำภาค ๒ ได้ หากเพื่อนสมาชิก ได้มีข้อเสนอแนะต่าง ๆ ในประเด็นนอกเหนือจากที่นี่ครับ ยกตัวอย่างในการศึกษาของเรา ก็จะมีประเด็นอยู่ ๒ ประเด็นหลัก ๆ ครับ ประเด็นที่มันเป็นปัญหาร่วมกันของทุกอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวที่เป็นปัญหาร่วมกันนะครับ อย่างเช่น เรื่องความปลอดภัยในการท่องเที่ยว ผมว่า เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวในการมาเที่ยวประเทศ เรา รวมถึงคนในประเทศที่เที่ยวอยู่ในประเทศเราเองด้วย ปัญหาที่ไม่มีใครพูดถึงอย่างปัญหา การกระจายอำนาจทางการจัดการการท่องเที่ยวที่เราแทบจะไม่มีเลยครับ เราไม่ได้ให้อำนาจ ท้องถิ่นในการดูแลจัดการการท่องเที่ยวของตัวเองเลย ธุรกิจแพลตฟอร์มที่จริง ๆ แล้วก็ เหมือนทำนาบนหลังคนไทย มีการให้สั่งจองต่าง ๆ แล้วก็บางโรงแรมได้ ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ รวมถึงอีกประเภทหนึ่งก็คือปัญหาเฉพาะแต่ละธุรกิจครับ อย่างโรงแรมแล้วก็ สปา Wellness เป็นต้น ที่เราก็มีร่าง พ.ร.บ. ที่จะแก้ไขแนบท้ายไว้ในหลังรายงานเป็นข้อเสนอ ด้วยนะครับ ผมจะสรุปปัญหาคร่าว ๆ นะครับ แล้วก็ Solution ข้อเสนอแนะที่ได้ศึกษา มานะครับ ด้านความปลอดภัยทางการท่องเที่ยว ประเทศไทยติดอันดับ ๑๐ ในการที่ นักท่องเที่ยวมาประสบอุบัติเหตุ อันนี้เป็นการประสบอุบัติเหตุทางกาย หลายครั้งครับ นักท่องเที่ยวก็เกิดจากการเช่ามอเตอร์ไซค์ไปล้มบ้าง อะไรบ้างต่าง ๆ นานา มีเคสบางเคสที่ เลยเถิดไปไกล ก็คือรถล้มแล้วไปโรงพยาบาล โรงพยาบาลไม่รับรักษาเพราะว่ากลัว นักท่องเที่ยวชักดาบนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วตรงนี้ได้ศึกษาไปแล้วก็จริง ๆ แล้วมีการป้องกัน นะครับ ประกันภัยที่ตามกฎหมายด้วย พ.ร.บ. กองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวมีอยู่แล้วครับ หรือถ้าจะเก็บเงินจากนักท่องเที่ยวเพื่อมาทำประกันมันเรียกว่าค่าเหยียบแผ่นดินนะครับ ในภาษาที่เรามีก็คือสามารถนำเงินจำนวนนี้เวลาเขาเข้ามาแล้วทำประกันให้กับทุกคนได้ เวลาเขาประสบอุบัติเหตุเขาก็จะได้รับการรักษาเยียวยา นอกจากนี้ครับ การเก็บเงินเข้ากองทุนนี้ ยังนำไปส่งเสริมดูแลการท่องเที่ยว พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวหรือให้โครงการเป็นเงินกับท้องถิ่น ต่าง ๆ ได้ด้วย ปัญหาการกระจายอำนาจในการท่องเที่ยวครับ ประเทศไทยเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว แบบรวมศูนย์นะครับ โดยอาจจะเป็นของทาง ททท. เองเป็นหลัก รวมถึงกระทรวง การท่องเที่ยวก็จะดูแล้วก็จะจัด Event ตามต่าง ๆ เชื่อไหมครับว่ามันก็เหมือนปัญหาอื่น ในประเทศไทยครับที่เราไม่มีการกระจายอำนาจ มันก็จะติดปัญหาอยู่ ๒ อย่างครับ อย่างแรกคือท้องถิ่นที่เขาอยากทำการท่องเที่ยวแล้วเขาไม่มีงบประมาณ อันนี้ก็ลำบากครับ เราก็อาจจะต้องช่วยในการเก็บภาษีเข้าเมืองให้กับเขาในการที่เขาจะได้นำเงินนี้ไปดูแล สาธารณูปโภคหรือพัฒนาการท่องเที่ยวต่อไป ท้องถิ่นอย่างที่ ๒ ครับ ผมยกตัวอย่างได้เลยครับ อย่างพัทยามีสตางค์ครับ แต่ไม่มีอำนาจครับ เชื่อไหมครับว่าท้องถิ่นอย่างพัทยาไม่สามารถ มาซื้อป้ายโฆษณาตามทางในกรุงเทพมหานคร ตามถนน หรือตามสนามบินได้ครับ เพราะเป็น การใช้งบประมาณนอกพื้นที่ ซึ่งตรงนี้ก็ควรจะแก้ไขกฎหมายให้ท้องถิ่นได้มีอำนาจในการ จัดการการท่องเที่ยวของเขาเองได้ครับ ปัญหาธุรกิจแฟลตฟอร์มตอนนี้มีปัญหาเยอะมากครับ อย่าง Online Travel Agent หรือ OTA ตรงนี้ก็มีหลายเว็บไซต์ ยกตัวอย่างได้ไม่เสียหายครับ อย่าง Booking.com อะไรเป็นต้น ที่เป็นตัวกลางในการจอง หลายครั้งก็เก็บค่านายหน้า โหดเหลือเกิน แล้วก็แทบจะไม่เสียภาษีในประเทศเราเลย ตอนนี้ได้เรียกหน่วยงานเข้ามา แล้วก็พบว่ามีความพยายามในการไปเซ็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ความร่วมมือระหว่าง ประเทศครับ หลายประเทศก็ได้ทำแล้ว อย่างที่อียูก็มีการเก็บภาษีดิจิทัล แฟลตฟอร์ม ได้เช่นกัน ซึ่งอันนี้ก็อยู่ในข้อเสนอครับ โดยสิ่งที่เราเน้นอย่างยิ่งก็คือเป็นปัญหารายธุรกิจ หรือผู้ประกอบการครับ
อย่างปัญหาแรกเรื่องธุรกิจโรงแรมที่พักค้างคืนครับ พ.ร.บ. โรงแรมของเรา ใช้มาเป็นเวลานานครับ แล้ว พ.ร.บ. โรงแรมของเราเห็นภาพโรงแรมเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ครับ ท่านประธาน ก็คือเป็นโรงแรมแบบที่ต้องมีทางหนีไฟขนาดใหญ่ มันจะเกี่ยวอยู่ ๒ อันครับ พ.ร.บ. โรงแรม กับ พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร ซึ่งทำให้ธุรกิจที่เปลี่ยนไปทุกวันนี้ครับ สภาพที่พัก อย่าง Hostel เกสต์เฮาส์ ไม่สามารถจดทะเบียนถูกกฎหมายได้ นำพามาสู่ช่องทางในการ ทุจริต Corruption เรียกรับส่วย ตรงนี้ต้องชื่นชมรัฐบาลก่อนแล้วก็รัฐบาลนี้ก็พยายาม แก้ไขปัญหานี้เช่นกันครับ แต่อาจจะเป็นไม่ตรงจุด โดยการออกประกาศอะไรต่าง ๆ นานา ซึ่งก็จะเป็นปัญหาเรื่องของบางหน่วยงานเขาก็ไม่อยากจะทำให้ เพราะเขากลัวว่ากฎหมาย มันลักลั่น ต่ำศักดิ์กฎหมายกันหรือไม่ ดังนั้นข้อเสนอของเราก็คือการที่ทำให้ทุกอย่าง มันถูกกฎหมาย โดยแก้ พ.ร.บ. โรงแรม เปลี่ยนคำนิยามเสียให้มันมีพวก Hostel เกสต์เฮาส์ อะไรอย่างนี้ขึ้นมา เพื่อจะได้ไม่ตกไปอยู่โรงแรมใน พ.ร.บ. ควบคุมอาคารเสียหมดใช่ไหมครับ
แล้วอีกประเด็นหนึ่งครับ ในเรื่องของธุรกิจโรงแรมที่ผมว่าใช้กับธุรกิจอื่นได้ ก็คือเรื่องใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่มีจำนวนมาก ควรทำให้เกิดเป็น One Stop Service หลักฐานหลายอย่างคือกลายเป็นว่าต้องไปยื่นทำสำเนาเป็น ๑๐ อัน แต่จริง ๆ แล้ว อย่างโรงแรมเขาก็ต้องขายแอลกอฮอล์อยู่แล้วใช่ไหมครับ มันควรจะมีศูนย์กลางที่ทำแล้วก็ สุดท้ายทุกคนได้ใบอนุญาตในการยื่นเอกสารพร้อมกันทีเดียว ติ๊กเลยครับว่าโรงแรมคุณ อยากมีสปาไหม อยากมีบาร์ไหม ส่งไปเลยทีเดียว อันนี้รัฐบาลน่าจะทำได้ แล้วก็เป็น หนึ่งในนโยบายของรัฐบาลนี้อยู่แล้วนะครับ ปัญหาในธุรกิจ Wellness และสปาครับ เรามี พ.ร.บ. เกี่ยวกับสถานประกอบกิจการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๕๙ แต่เรียกหน่วยงานมาครับ เชื่อไหมครับว่าสปาร้านนวดที่ทุกท่านเข้าไปแทบจะไม่มีใบอนุญาตเลย และสภาพการบังคับใช้ กฎหมายมันไม่มีครับ เนื่องจากเจ้าหน้าที่บอกว่าเขาไม่มีอำนาจในการเข้าไปตรวจสอบ ดังนั้นตอนนี้มันลักลั่นครับ คนที่ไปขอเป็นธุรกิจสปาที่ถูกกฎหมายดันต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่คนที่ไม่ถูก เจ้าหน้าที่ไปตรวจไม่ได้ว่าเขาไม่มี เพราะว่าเจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจเข้าไป จริง ๆ อันนี้ก็มีร่างกฎหมายที่แก้ไขให้อำนาจเจ้าหน้าที่เข้าไปได้ มันเป็นความไม่ชัดเจน ของกฎหมายเท่านั้นเองครับ
ประเด็นที่ ๒ การกำหนดอาชีพนวดไทยเป็นอาชีพสงวน อันนี้ก็มีปัญหา เนื่องจากตอนนี้ขาดแคลนแรงงานอย่างมากครับ หลังจากโควิด-๑๙ แรงงานนวด หมอนวด ก็ไปทำงานต่างประเทศเสียเยอะ ธุรกิจหรือความต้องการน้อยจริง ๆ นะครับ ก็ต้องฝาก รัฐบาลในการส่งเสริมในการเพิ่มจำนวนของผู้บริการที่มีคุณภาพของเราด้วย
ปัญหาการประกอบธุรกิจให้เช่ารถยนต์และรถจักรยานยนต์ ท่านประธานครับ เชื่อไหมครับ เพื่อนสมาชิกครับ ประเทศไทยเราเห็นมีการเช่ารถอยู่ทุกที่เลย เชื่อไหมครับว่า เราไม่มีกฎหมายในการเช่ารถนะครับ เรามีทะเบียนรถที่เอาไว้ให้รถเช่ามีครับ แต่ทั้งประเทศนี้ มีไม่เกินร้อยคัน แล้วคนเช่ารถอะไรกันนักหนา ส่วนใหญ่ก็เป็นการเช่าที่ไม่ได้มีการ Regulate ปัญหาของมันคืออะไรครับ เวลาการเช่ารถแล้วเราไม่มีกฎหมาย ผู้ประกอบการก็ไม่ได้ มีมาตรฐานเท่าไรใช่ไหมครับ ซ้ำร้ายครับ นักท่องเที่ยวบางครั้งมาไม่ชินเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ไม่ได้รับการอบรมเบื้องต้นในกฎจราจรหรือวิธีปฏิบัติในประเทศไทยก็เกิดรถชน พอชนเสร็จ ชนคนไทย บางครั้งแป๊บเดียวก็หนีกลับต่างประเทศแล้ว พอไปหาบริษัทรถ เจ้าของรถที่ชน บอกว่าไม่มีประกัน แล้วก็ข้อเสนอครับว่าเราต้องทำ พ.ร.บ. นี้ขึ้นมา โดยอาจจะมีเกณฑ์ที่ ควบคุมผู้ประกอบการ แล้ว ๒. ก็คือบังคับเลยครับทำประกันชั้น ๑ ไว้เลยทุกคันนะครับ เพราะว่าชนแล้วจะได้มีประกันในการรับผิดชอบ แล้วประกันจะเป็นคนที่ตรวจสอบว่า บริษัทรถนั้นได้ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีใบอนุญาตจริง ๆ หรือเปล่า ถ้าไม่มีประกันก็ไม่จ่าย เจ้าของบริษัทก็ต้องรับผิดชอบไปนะครับ ต่อมาครับ
อันสุดท้ายก็คือสภาพปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวทางน้ำครับ หลายที่ครับ เราอยากทำให้มีนักท่องเที่ยวที่มาจอดเรือยอร์ช เรือสำราญครับ แต่เราไม่มีท่าเทียบเรือ ที่เพียงพอครับ อย่างในจังหวัดภูเก็ตของท่านเฉลิมพงศ์นะครับก็คือมีท่าจอดเรือยอร์ชอยู่ ๕-๖ แห่งครับ มีเรือที่จอดได้ ๑,๒๐๐ ลำ แต่มีเรือที่อยู่นอกท่าทอดสมออยู่ถึง ๒,๐๐๐ ลำ ปัญหาส่วนใหญ่มันก็เกิดจากการที่หน่วยงานครับ บางทีไม่ใช่หน่วยงานเดียวครับ นอกจาก กรมเจ้าท่าแล้วมันจะมีแบบเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อม เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายฝั่ง อะไรอย่างนี้ครับ มีหลายเจ้าภาพมากเลยครับ หลายครั้งขอไม่ได้ ปัญหานี้ก็ตกไปสู่ ท่าเรือชุมชนที่เป็นท่าจอดเทียบเรือของชาวบ้านครับ อย่างเรือหางหรือเรือหัวโทงที่เราควรจะ กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นได้มีการจัดการตัวเองในการที่จะดูแลสร้างท่าเรือของเขา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและช่วยในการส่งเสริมอาชีพประมงท้องถิ่นด้วย สิ่งที่น่ากลัว และเร่งด่วนอีกอันหนึ่งครับ ในฐานะที่ผมเคยเป็นไกด์ทางทะเลเกาะสิมิลัน คือเราพบว่า เรือกู้ภัยมีสภาพที่ไม่พร้อมครับ มันไม่พร้อมอย่างแรงครับท่านประธาน ก็คือปกติครับ บนบกเราเกิดอุบัติเหตุเราไม่ต้องห่วงเลยครับ เดี๋ยวมีรถป่อเต็กตึ๊ง วี่หว่อ ๆ ร่วมกตัญญู มากันหมดครับ แต่ในทะเลมันไม่มีป่อเต็กตึ๊งครับท่านประธาน แล้วเราก็อาศัยหน่วยทาง กองทัพเรือบ้าง ยามฝั่งบ้าง อะไรต่าง ๆ นานานะครับ ซึ่งมีงบประมาณไม่พอและการรับส่ง ผู้ป่วยกลางทะเลหรือตามเกาะมันใช้ค่าใช้จ่ายเยอะใช่ไหมครับ เรือมันกินน้ำมันมากกว่ารถ แล้วก็มันเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลเสมอและการระวังภัยค่อนข้างลำบาก อันนี้ก็ต้องอ้อนวอนให้ รัฐบาลช่วยสนับสนุนงบประมาณ เรือก็ไม่พอครับ เรือก็ไม่ปลอดภัย น้ำมันก็แพง ก็เลยเกี่ยงกัน เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นอันนี้ก็จะเป็นปัญหาคร่าว ๆ ที่ทางคณะอนุกรรมาธิการเราได้ศึกษามานะครับ อย่างไรก็ต้องฝากเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายชี้แนะหรือเพิ่มเติมประเด็นที่อาจจะอยู่ในพื้นที่ท่าน แล้วเราอาจจะทำไม่ถึง ผมในฐานะประธานอนุกรรมาธิการก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้นะครับ ถ้ามีโอกาสได้ทำอีกรอบก็อยากนำประเด็นของเพื่อนสมาชิกทุกท่านไปทำต่อแล้วก็จะได้ มีข้อเสนอแล้วเราจะได้ผลักดันในประเด็นนี้ด้วยกันครับ เพราะผมเชื่อว่าประเทศไทยเรา พึ่งพาการท่องเที่ยวก็จริงแต่เราถึงเวลาแล้วครับว่าเราไม่ควรจะนับแค่หัวนักท่องเที่ยว แต่เราควรจะนับความพึงพอใจ เขามาเยี่ยมบ้านเราก็อยากให้เขารู้สึกดีกลับไปบอกต่อ เพราะผมเชื่อว่านี่ละครับคือคนที่จะพาเพื่อนของเขากลับมาอีกเรื่อย ๆ แล้วก็เป็นการ ท่องเที่ยวที่ยั่งยืนครับท่านประธาน ขอบคุณครับ