พนิดา เสนอปฏิรูปการศึกษา-กฎหมายควบคุมอาคาร เตรียมความพร้อมรับมือแผ่นดินไหว

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๙ · ๓ เมษายน ๒๕๖๘

พนิดา มงคลสวัสดิ์ เสนอแนวทางรับมือแผ่นดินไหวโดยอ้างอิงกรณีศึกษาประเทศญี่ปุ่น โดยเน้น 3 ด้านหลัก ได้แก่ การเตรียมความพร้อมของประชาชน โครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารจัดการของรัฐ เพื่อลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ ผู้แทนยังเสนอการปฏิรูปการศึกษาเพื่อความปลอดภัยจากภัยพิบัติ โดยบรรจุหลักสูตรในทุกระดับชั้นและแก้ไขกฎหมายให้กำหนดการฝึกซ้อมรับมือแผ่นดินไหวเป็นภาคบังคับทั่วประเทศ พร้อมทั้งเสนอแก้ไขกฎหมายควบคุมอาคารเพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยต่อภัยพิบัติทั้งแผ่นดินไหวและน้ำท่วม โดยกำหนดให้ทุกพื้นที่ต้องก่อสร้างอาคารต้านแผ่นดินไหว ติดตั้งป้ายทางหนีไฟและจุดรวมพล พร้อมเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้ไม่ปฏิบัติตาม และมอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอาคารเก่า รวมถึงการพัฒนาผังเมืองและแผนการขนส่งมวลชนในสภาวะฉุกเฉิน

นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ สมุทรปราการ

เรียนประธานที่เคารพ ดิฉัน พนิดา มงคลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมุทรปราการ เขต ๑ อำเภอเมือง ตำบล ท้ายบ้าน ปากน้ำ บางเมือง บางปรง บางด้วน พรรคประชาชน วันนี้ดิฉันขอมีส่วนร่วมในการ อภิปรายเสนอความเห็นในประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของพี่น้อง ประชาชน นั่นก็คือการเตรียมความพร้อมรับมือแผ่นดินไหวและภัยพิบัติในประเทศ ท่านประธานคะ ทุกวันนี้พี่น้องประชาชนคนไทยเผชิญหน้ากับภัยพิบัติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น อุทกภัย ไฟป่า พายุ ภัยแล้ง หรือฝุ่น PM2.5 แล้วสิ่งที่เราได้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นก็คือการ รับมือที่ล่าช้า การเตือนภัยที่ขาดประสิทธิภาพ และการบริหารจัดการที่ไร้ความพร้อมค่ะ ซึ่งก็นำไปสู่ความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน แต่ความท้าทายใหม่ที่เรา เพิ่งเคยได้มีประสบการณ์ร่วมกันก็คือเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แม้จุดศูนย์กลาง จะอยู่ที่ประเทศเมียนมา แต่ผลกระทบที่เราได้รับก็คือความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ ซึ่งดิฉัน ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งนะคะ ภาพที่เราได้เห็นในทุกช่องทางก็คือความโกลาหล ที่เกิดขึ้น ประชาชนแตกตื่นทำตัวไม่ถูก ไม่มีคำตอบจากภาครัฐว่า ณ ขณะนั้นเรากำลัง เผชิญหน้าอยู่กับอะไร มีความรุนแรงแค่ไหน เหตุการณ์จะเกิดขึ้นซ้ำหรือไม่ จะต้องไปที่ไหน เพื่อให้ตัวเองปลอดภัย สิ่งนี้ทำให้เราตระหนักรู้ได้ร่วมกันว่าเรายังไม่มีระบบเตือนภัยที่ดี ไม่มี มาตรฐานการก่อสร้างที่รองรับแรงสั่นสะเทือนได้อย่างเพียงพอ และที่สำคัญประชาชน จำนวนมากยังขาดวิธีรับมือเมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น ท่านประธานคะ หากเราจะหาตัวอย่าง ของการวางแนวทางในการจัดการเรื่องนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ๑ ประเทศที่เป็นตัวอย่างที่ดี ก็คือประเทศญี่ปุ่นนะคะ เขาเป็นประเทศที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติและสึนามิอยู่บ่อยครั้ง เราจะเห็นว่าพวกเขาเปลี่ยนความเสี่ยงให้กลายเป็นโอกาสด้วยการสร้างวัฒนธรรมความ ปลอดภัย ตั้งแต่ระดับบุคคลจนถึงระดับประเทศ ซึ่งดิฉันเองก็เคยได้มีโอกาสไปสัมผัส ด้วยตัวเองอยู่หลายครั้ง เพราะในช่วงชีวิตหนึ่งก็เคยไปใช้ชีวิตที่นั่นนับสิบวันต่อเดือน เป็นเวลากว่า ๖ ปีเมื่อครั้งยังเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินก่อนมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรนะคะ ดิฉันก็ได้เห็นถึงความพร้อมของพี่น้องประชาชนที่นั่น การแจ้งเตือนภัยที่มี ประสิทธิภาพและการบริหารจัดการสถานการณ์ที่เป็นระบบอย่างน่าชื่นชมเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น ซึ่งจากข้อมูลที่มีดิฉันจึงมีแนวทางมานำเสนอในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือภัยพิบัติ โดยอ้างอิงจากกรณีศึกษาของประเทศญี่ปุ่นเพื่อให้ฝ่ายบริหารนำไปพิจารณา โดยดิฉัน จะแบ่งเป็น ๓ ประเด็นด้วยกันนะคะ นั่นก็คือการเตรียมคน การเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน และการเตรียมความพร้อมของรัฐนะคะ

ประเด็นแรก การเตรียมคนค่ะ ให้พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ไม่ว่าจะเป็น เด็กหรือผู้ใหญ่ เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นทุกคนต้องรู้ว่าต้องทำอะไร ๑ ๒ ๓ ๔ แต่การที่ จะทำให้เกิดสิ่งนั้นได้เราต้องมีการปฏิรูปการศึกษาและการจัดให้มีการฝึกซ้อมรับมือกับ ภัยพิบัติอย่างจริงจัง ดิฉันเสนอให้มีการบรรจุหลักสูตรการศึกษาเพื่อความปลอดภัยจาก ภัยพิบัติในโรงเรียน นักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงอุดมศึกษาต้องได้รับการสอนให้รู้จักและ คุ้นเคยกับภัยพิบัติ วิธีการเอาตัวรอด วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น วิธีการช่วยเหลือตัวเอง และผู้อื่น และดิฉันเสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อกำหนด ให้การฝึกซ้อมรับมือแผ่นดินไหวเป็นภาคบังคับค่ะ ทั้งในโรงเรียน ในชุมชน ในสถานที่ทำงาน และอาคารสาธารณะ รวมถึงกำหนดให้มีการซ้อมหนีภัยเป็นประจำในทุก ๆ ปี เราอาจจะจัด วันป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติขึ้นที่ทั่วประเทศจะต้องมีการซ้อมอพยพ ซ้อมรับมือแผ่นดินไหว และสึนามิร่วมกัน

ประเด็นที่ ๒ คือการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้ปลอดภัยต่อทุกภัยพิบัติค่ะ ดิฉันเสนอให้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาคาร กำหนดให้มีมาตรฐานการก่อสร้าง อาคารต้านแผ่นดินไหวเป็นข้อบังคับในการก่อสร้างอาคารใหม่ทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะ พื้นที่เสี่ยง เพื่อรองรับแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวในทุกพื้นที่ค่ะ พร้อมทั้งกำหนดให้มี ป้ายสัญลักษณ์ความปลอดภัยต่าง ๆ ครบถ้วนในตัวอาคาร ไม่ว่าจะเป็นป้ายทางหนีไฟ หรือจุดรวมพล ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ต้องตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดด้วยค่ะ เพิ่มบทลงโทษสำหรับอาคารที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย ทั้งนี้เราจำเป็นจะต้อง Zoning พื้นที่เสี่ยงภัยพิบัตินะคะ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว แล้วมอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปตรวจสอบอาคารตามมาตรฐานความปลอดภัย และเพิ่ม ข้อกำหนดเกี่ยวกับการปรับปรุงอาคารเก่าให้สามารถรับมือกับแผ่นดินไหวได้ และเราต้อง พัฒนาผังเมือง กำหนดแผนการขนส่งมวลชนในสภาวะฉุกเฉินค่ะเพื่อรับมือกับการจราจร ที่ติดขัดเป็นอัมพาต และวางเส้นทางการอพยพให้ชัดเจนให้ทุกคนรับรู้รับทราบโดยทั่วกันว่า จุดไหนเป็นพื้นที่การรองรับอพยพเป็นที่ปลอดภัยของเมือง

ประเด็นสุดท้ายค่ะ การเตรียมความพร้อมของรัฐในการจัดการสถานการณ์ ฉุกเฉินอย่างเป็นระบบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด เราต้อง กำหนดให้หน่วยงานป้องกันภัยพิบัติต้องออกคำเตือนฉุกเฉินแบบ Real Time Real Time ที่แปลว่าทันทีค่ะ ผ่านวิทยุโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ผ่านโทรศัพท์มือถือที่เราเรียกว่า Cell Broadcast อย่างที่เพื่อนหลาย ๆ คนได้อภิปรายกันไปนะคะ เพราะเราต่างก็รู้ดีว่าในนาที ฉุกเฉินที่คนไม่รู้ว่าจะทำอะไร ความโกลาหลเกิดขึ้น สิ่งที่เราต้องการที่สุดก็คือข้อมูลที่เป็น ทางการจากภาครัฐที่เชื่อถือได้และทันต่อสถานการณ์ค่ะ เราต้องเพิ่มหอเตือนสัญญาณสึนามิ แผ่นดินไหวให้เพียงพอต่อการสื่อสารอย่างทั่วถึงในพื้นที่เสี่ยงภัย และจำเป็นต้องพัฒนา ประชาสัมพันธ์ Application แจ้งเตือนภัยพิบัติที่ประชาชนสามารถใช้งานได้ง่าย ใช้งาน ได้จริง และเปิดให้มีช่องทางร้องเรียนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติอย่างเป็นทางการค่ะ และรัฐต้องกำหนดให้แต่ละจังหวัดมีศูนย์อพยพที่ได้มาตรฐาน มีน้ำ อาหาร ยา สิ่งอำนวย ความสะดวกพื้นฐาน เครื่องนอนหมอนมุ้ง พัดลม เตรียมรองรับประชาชนสำหรับการอพยพ ในทุกสถานการณ์เพื่อให้ทุกคนได้อุ่นใจค่ะว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราจะมีที่นอน ไม่ว่าเราจะ สูญเสียอะไรต่าง ๆ ไปเราจะมีรัฐที่พึ่งพาได้ รัฐต้องจัดให้มีศูนย์ป้องกันภัยพิบัติในแต่ละ หัวเมืองค่ะ เพื่อส่งเสริมให้เกิดความรู้ความเข้าใจ มีผู้เชี่ยวชาญมาฝึกอบรมให้แก่พี่น้อง ประชาชนให้สามารถดูแลตัวเองและผู้อื่นได้ พร้อมกันกับสร้างเครือข่ายอาสาสมัครป้องกัน ภัยพิบัติชุมชน ให้กลุ่มประชาชนเป็นแกนหลักในการช่วยเหลือกันในเวลาฉุกเฉิน สุดท้ายค่ะ รัฐต้องจัดทำคู่มือภัยพิบัติประจำบ้าน แจกให้กับทุกบ้านทุกครัวเรือนสามารถนำมาใช้ได้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น มีข้อมูลอ้างอิง ดิฉันยืนยันค่ะว่าเราจำเป็นต้องสร้างวัฒนธรรม ความปลอดภัยในทุกระดับ ความปลอดภัยไม่ใช่แค่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนและทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันทั้งการป้องกัน เตรียมพร้อมและ ตอบสนองเมื่อเกิดเหตุขึ้น สังคมจะสามารถลดความสูญเสียและรับมือกับสถานการณ์ ได้ดียิ่งขึ้น

ท่านประธานคะ สุดท้ายแล้วค่ะประเทศไทยต้องหยุดวัฒนธรรมการรอให้เกิด เหตุการณ์ก่อนแล้วค่อยแก้ไข เปลี่ยนเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเพื่อป้องกันความสูญเสีย ถอดบทเรียนกันไปกี่เรื่องต่อกี่เรื่องก็กลายเป็นเรื่องเล่าค่ะ ถ้าภาครัฐไม่นำไปปฏิบัติ แก้ไข ปรับปรุงแล้วใช้มาตรการที่ดีกว่าเดิม ดิฉันขอย้ำว่าภัยพิบัติเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความสูญเสียสามารถจำกัดวง ลดความเสียหายได้ และหากเรามีมาตรการการจัดการที่ดี โครงสร้างที่มั่นคง มีระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพและที่สำคัญประชาชนมีความรู้และมีความพร้อมในการ รับมือ ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งค่ะว่ารัฐบาลและฝ่ายบริหาร ฝ่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำ ข้อเสนอเหล่านี้ไปพิจารณาและเริ่มลงมือทำทันทีก่อนที่ภัยพิบัติครั้งต่อไปจะเกิดขึ้น ขอบคุณ มาก ๆ ค่ะ