ปรเมษฐ์ จินา สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ โดยเสนอแนะการเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ออม และการลงทุนในประเภทความมั่นคง
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ปรเมษฐ์ จินา พรรครวมไทยสร้างชาติ สุราษฎร์ธานี เขต ๕ วันนี้ก็ขออนุญาตอภิปราย เห็นด้วยสนับสนุนในส่วนของร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเดิมทีเราก็มีอยู่แล้วในส่วนของฉบับที่ ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ทีนี้ในประเด็นต่าง ๆ สมาชิกหลายท่านก็ได้อภิปรายกันมาเยอะแยะมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ การที่เข้าใจในเรื่องจริตของสังคมไทยที่จะต้องมีมาตรการในการสร้างเสริมแรงจูงใจ ซึ่งแน่นอนว่าปัจจุบันในส่วนของข้าราชการเราก็จะมี กบข. ในการที่จะให้เขาร่วม เข้าออมนะครับ ซึ่งเดิมทีก็ใช้ลักษณะในส่วนของการสมัครใจช่วงหลังก็จะมีระบบการบังคับ ในส่วนของบริษัทห้างร้านหรือว่ารัฐวิสาหกิจเราก็จะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทีนี้ในส่วนของ แรงงานนอกระบบ หรือว่าบุคคลทั่วไปก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้ในภาคสมัครใจ แต่ทั้งนี้เมื่อเรามีการเปิดแบบสมัครใจก็อยากจะให้เปิดกว้างมากยิ่งขึ้นในเรื่องของ Open เพราะว่าในเรื่องของข้าราชการบางครั้งเขาก็ไม่ได้อยู่ในระบบราชการตลอด บางครั้ง เขาลาออก ในส่วนของรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทต่าง ๆ ก็เช่นกันครับ ก็จะมีการเปลี่ยนแปลง การทำงานอยู่ตลอดเวลา อันนี้ก็น่าจะเป็นช่องทางหนึ่งที่จะให้มีการเปิดกว้างให้กลุ่มต่าง ๆ ได้เข้ามาร่วมด้วยนะครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นในส่วนที่มีประสบการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ ระบบสหกรณ์ออมทรัพย์นะครับ มันก็จะมีทั้งระบบสมัครใจแล้วก็บังคับ ทั้งในเรื่องของ จำนวนเงินรายได้รายเดือน แล้วก็เปอร์เซ็นต์ที่จะต้องหักเข้ากองทุน อันนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่ที่ผ่านมาสหกรณ์หรือว่าระบบฌาปนกิจสงเคราะห์ มันก็จะมีว่าบางครั้งในเงินที่เก็บไว้ จะได้ใช้ตอนปลายปี ตอนบั้นปลายของชีวิต หรือว่าตอนเสียชีวิต มันก็จะมีอีกประเด็นหนึ่ง ฉะนั้นก็จะตั้งข้อสังเกตว่าถ้าเราทำกฎหมายใหม่ขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา ๔๔ ซึ่งเราแตกออกลูกมาเป็นถึง ๑๔ มาตราย่อย ณ ตรงนั้นถ้าสามารถที่จะเพิ่มเติมได้ก็ลอง ไปดูว่าในส่วนของการที่จะให้มีแรงจูงใจเพิ่มมากขึ้นเป็นรายปีหรือว่าราย ๕ ปี เพราะว่า ในกฎหมายฉบับนี้เรากำหนดว่าถ้าผู้สูงอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปแล้วก็สามารถสมัครใจได้ รอบละ ๕ ปี ก็อยากจะย้อนกลับมาดูว่าอายุ ๑๕ ปีขึ้นไปเขาจะใช้สิทธิตรงนี้ได้หรือไม่นะครับ เพราะว่าจะเป็นแรงจูงใจอย่างหนึ่ง เช่นระบบสหกรณ์เขาก็จะมีจ่ายเงินปันผลทุกสิ้นปี เพราะฉะนั้นดอกเบี้ยที่เขาควรได้กองทุนก็ลองไปพิจารณาดูว่า เปรียบเทียบกับสถาบัน การเงินและธนาคารต่าง ๆ แล้วมันก็น่าจะต้องไม่น้อยกว่า หรือว่าอีกส่วนหนึ่งเงินที่รัฐเอาไป ลงทุนเพราะว่ารัฐลงทุนเพียงแค่ ๗๐๐ ล้านบาทต่อปี แต่ว่าได้เงินสมทบเข้ามาหมุนเวียน หรือว่าบริหารจัดการถึง ๑๓,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่คิดว่าถ้านำไปลงทุน ประเภทที่เป็นความมั่นคงเป็น Triple A AAA AA ก็ว่ากันไปตามมาตรฐานทางการเงิน อันนี้ก็จะมีสูตรของ Finance อยู่นะครับ เพราะฉะนั้นก็ลองดูว่าถ้าสามารถที่จะจ่ายเงินปันผล ให้เขาเป็นรายปี หรือว่ามันยุ่งยากในการคำนวณเขียนโปรแกรมต่าง ๆ ก็ใช้สูตรของผู้สูงอายุ ก็ได้นะ ๕ ปีคำนวณครั้งหนึ่ง ๕ ปีจ่ายเงินปันผลให้เขาครั้งหนึ่ง แล้วก็อีกส่วนหนึ่งที่เขาเสนอมา ก็คือในส่วนที่เข้าไปสมทบเป็นเงินกองทุนแล้ว ยกตัวอย่างว่าคนอายุ ๑๕ ปี พออายุ ๕๐ ปี เขามีความจำเป็นที่จะต้องเอาเงินก้อนส่วนหนึ่งมาส่งลูกเรียนหรือว่าใช้ในเรื่องของภารกิจ จำเป็นในเรื่องของการรักษาพยาบาล ก็อยากจะให้คิดในเรื่องของช่องทางในการที่จะกู้เงิน ตัวเองโดยมีอัตราดอกเบี้ยตามสมควร ก็คืออัฐยายซื้อขนมยาย แทนที่เขาจะไปรับ ๖๐ ปี ๕๐ ปีคำนวณดูว่าเขามีเงินเก็บอยู่เท่าไร ให้เขากู้มาสักครึ่งหนึ่งก็ได้เพื่อใช้ในยามจำเป็น อันนี้ลองดูว่ามาตราไหนที่สมควรที่จะแทรกเข้าไปได้นะ อันนี้เป็นส่วนที่ไปนั่งพูดคุยกันกับ ผู้ที่มีความรู้ในเรื่องของ Financial เขาก็เสนอมา เพราะว่าต่อไปก็น่าจะมีในเรื่องของการที่จะ เสนอประเด็นเหล่านี้ เพราะว่าผมมีประสบการณ์ในส่วนของเงินฌาปนกิจของพี่น้อง อสม. ที่เขาจ่ายตอนเสียชีวิต ทีนี้เขามองว่าถ้าก่อนจะเสียชีวิตสักครึ่งหนึ่งเขาจะกู้เงินตัวเองมาใช้ก่อน เพราะว่าเวลาเสียชีวิตแล้วเขาไม่ได้ใช้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อยากจะเสนอแนะเพิ่มเติมนะครับ ขอขอบคุณครับ