วรรณรัตน์ เสนอออกกฎหมายเฉพาะ ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๘

วรรณรัตน์ ชาญนุกูล แสดงความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชน และคัดค้านข้อเสนอให้ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย โดยชี้ให้เห็นถึงผลกระทบด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และการสูญเสียรายได้ภาษีจากการเปิดเสรีบุหรี่ไฟฟ้า

นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล กรรมาธิการ

ขอบคุณครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์ วรรณรัตน์ ชาญนุกูล กรรมาธิการ ท่านประธานครับ องค์การอนามัยโลกได้รายงานว่า ขณะนี้ได้มีการแพร่ระบาดของไฟฟ้าลุกลามไปทั่วโลก ดูจากอัตราการขยายตัวที่สูงมาก โดยเฉพาะอัตราการสูบบุหรี่ในเด็กและเยาวชนที่มีอายุ ระหว่าง ๑๓-๑๕ ปี ในหลายประเทศสูงกว่าอัตราการสูบบุหรี่ในผู้ใหญ่ จนถึงขั้นที่เรียกได้ว่า เป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขของประเทศไปแล้ว สำหรับประเทศไทยของเราก็เช่นเดียวกัน มันได้ลุกลามเข้าไปในโรงเรียน ทำให้มีนักสูบหน้าใหม่ทั้งนักเรียนหญิง นักเรียนชาย ตั้งแต่ ชั้นประถมถึงชั้นมัธยมศึกษา แม้กระทั่งสามเณร ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าวิตกเป็นอย่างยิ่งครับ ท่านประธาน ในปี ๒๕๖๔ สำนักงานสถิติแห่งชาติได้สำรวจพบว่า เด็กนักเรียนสูบบุหรี่ไฟฟ้า ในอัตราที่สูงกว่าเดิมถึง ๕ เท่า ภายในระยะเวลา ๗ ปี แล้วยังพบว่า ประชากรไทยที่มีอายุ ตั้งแต่ ๑๕ ปีขึ้นไป สูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น ๑๐ เท่า ภายในระยะเวลาเพียง ๑ ปีเท่านั้น ท่านประธานครับ ผมจึงเห็นด้วยกับแนวทางที่ ๑ คือการคงไว้ซึ่งกฎหมายในการห้ามนำเข้า ห้ามจำหน่าย และห้ามให้บุหรี่ไฟฟ้าทุกชนิดตามเดิม โดยการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่มีอยู่ ในบางส่วนให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการกระทำความผิดเกี่ยวกับการครอบครอง บุหรี่ไฟฟ้า และในโอกาสต่อไปผมมีความเห็นว่าควรที่รัฐบาลจะได้มีการออกกฎหมาย เกี่ยวกับการป้องกันและการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าขึ้นมาเป็นการเฉพาะ เพื่อให้เกิดความ ชัดเจนทั้งในการตีความกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้การปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า บังเกิดสัมฤทธิ์ผลได้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อปกป้องคุ้มครองชีวิตและอนาคต ของเด็กและเยาวชนลูกหลานของเรา ซึ่งต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างมากที่ได้ เอาจริงจังกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ท่านประธานครับ หากให้บุหรี่ที่ใช้ความร้อนแทนการ เผาไหม้ หรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายตามแนวทางที่ ๒ หรือแนวทางที่ ๓ แล้ว โดยคาดหวังว่ารัฐจะมีรายได้จากการเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้น ผมคิดว่าเป็นการตัดสินใจ ที่ผิดพลาดอย่างมหันต์เพราะมันจะได้ไม่คุ้มเสีย หรือเสียเพียงอย่างเดียว ท่านประธานครับ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อิศรา ศานติศาสน์ อดีตที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลกด้านภาษียาสูบ ได้กล่าวไว้ว่า หากจะเอาบุหรี่ไฟฟ้าขึ้นมาบนดินโดยหวังว่ารัฐจะมีรายได้จากภาษีที่เพิ่มขึ้นนั้น ซึ่งข้ออ้างนี้ยังมีข้อโต้แย้งอยู่มาก เป็นต้นว่าการเป็นสินค้าทดแทน การที่ผู้สูบบุหรี่มวน หน้าเก่าหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าแทนนั้นไม่ได้ทำให้จำนวนผู้สูบบุหรี่เพิ่มขึ้น ดังนั้นภาษีที่คาดว่า จะได้รับจากบุหรี่จึงไม่เพิ่มขึ้น ๒. ภาษีที่จัดเก็บได้จะได้ไม่คุ้มเสีย งานวิจัยของสหรัฐอเมริกา พบว่า มูลค่าของค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยที่เกิดจากการเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากการสูบบุหรี่ ไฟฟ้าสูงกว่าภาษีที่จัดเก็บได้จากการเปิดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายถึง ๑,๕๐๐ เท่า อีกหลักฐานหนึ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการสูญเสียทางเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน ก็คือ ในปี ๒๕๖๐ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการศึกษาวิจัยพบว่า การที่ รัฐบาลจัดเก็บภาษียาสูบได้ ๖๘,๖๐๓ ล้านบาทนั้น เมื่อประเมินต้นทุนด้านการรักษา พยาบาลทั้งทางตรงและทางอ้อมของผู้สูบบุหรี่แล้ว มีมูลค่าถึง ๑๐๑,๐๐๐ ล้านบาท หรือประมาณ ๐.๖๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี นอกจากนั้นกระทรวงสาธารณสุขได้ประเมิน ความสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์ ผลปรากฏว่า ระดับที่ ๑ การสูญเสียเงินซื้อบุหรี่ไปสูบ มีมูลค่าเป็นจำนวนมหาศาลถึง ๙๓,๒๖๘ ล้านบาทต่อปี ระดับที่ ๒ การเสียค่ารักษาพยาบาล สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้รายงานว่า ค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยที่เกี่ยวเนื่องกับการ สูบบุหรี่ที่จะต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาลมีมูลค่าสูงถึง ๒๑,๓๘๙ ล้านบาทต่อปี ระดับที่ ๓ การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ในปี ๒๕๖๔ พบว่ามีประชากรจำนวนมากถึง ๘๐,๐๐๐ คนเศษ ต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร อันเนื่องมาจากโรคที่เกี่ยวเนื่องกับการสูบบุหรี่ คิดเป็น ๑๘ เปอร์เซ็นต์ของการเสียชีวิต ทั้งหมดของประชากรในปีเดียวกัน ส่งผลให้เกิดการสูญเสียศักยภาพของประเทศ คิดเป็น มูลค่าสูงถึง ๓๕๒,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๒.๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ท่านประธานครับ อีกตัวอย่างหนึ่งได้แก่บทเรียนจากประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อเร็ว ๆ นี้วุฒิสมาชิกของฟิลิปปินส์ ท่านหนึ่งได้เปิดเผยว่าหลังจากที่ฟิลิปปินส์ได้เปลี่ยนแปลงนโยบายของตน จากเดิมที่บุหรี่ ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายเปลี่ยนมาเป็นถูกกฎหมาย โดยคาดหวังว่าจะจัดเก็บรายได้จาก ภาษีบุหรี่เพิ่มขึ้น แต่ผลที่ได้รับกลับเกิดขึ้นในทางตรงกันข้าม เพราะปรากฏว่าฟิลิปปินส์ จัดเก็บภาษียาสูบได้น้อยลงกว่าเดิมถึง ๒๔.๘ เปอร์เซ็นต์เสียอีก ยิ่งไปกว่านั้นยังแถมมีนักสูบ หน้าใหม่เกิดขึ้นอีกที่มีอายุตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นมาอีกถึง ๙.๕ ล้านคน ซึ่งในบรรดา นักสูบหน้าใหม่เหล่านี้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนล้วนเป็นวัยรุ่นทั้งสิ้น ส่งผลให้อัตราการสูบบุหรี่ของ คนฟิลิปปินส์สูงขึ้นตามมาทันทีจาก ๑๔ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๑๘.๙ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ในประเทศที่มีการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาดรวมทั้งประเทศไทยของเรา พบว่ามี อัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชนต่ำกว่าประเทศที่เปิดให้มีการนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า ได้โดยเสรีถึง ๐.๖ เท่า สำหรับประเทศที่ห้ามนำเข้าและห้ามขายอย่างเด็ดขาดที่เดิมสามารถ ควบคุมการเข้าถึงของเด็กและเยาวชนได้เป็นอย่างดีแล้ว แต่พอเปลี่ยนนโยบายหันมา อนุญาตให้นำเข้าและขายบุหรี่ไฟฟ้าได้ ส่งผลให้เกิดการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและ เยาวชนเพิ่มสูงขึ้น ๒.๕ เท่า เช่น ในแคนาดาและนิวซีแลนด์ เป็นต้น และแม้แต่ประเทศที่ อนุญาตให้ขายบุหรี่ไฟฟ้าได้ตามกฎหมาย แต่ห้ามขายในเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า ๑๘-๒๑ ปี เช่น สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ก็ล้วนแล้วแต่ไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาด ของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชนได้เช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ จะเห็นได้อย่าง ชัดเจนแล้วว่าหลักคิดที่จะทำให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย โดยหวังว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น จากภาษีสรรพสามิตจากบุหรี่นั้นไม่ว่าจะเป็นบุหรี่มวนหรือบุหรี่ไฟฟ้าก็ตาม ล้วนเป็นหลักคิด ที่สวนทางกับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง เพราะยิ่งตัวเลขของการจัดเก็บรายได้จากภาษีบุหรี่ สูงมากขึ้นเท่าใด นั่นย่อมหมายความว่าประเทศชาติต้องสูญเสียทรัพยากรมนุษย์และเกิด การสูญเสียด้านเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้นตามไปด้วยเช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ จากบทเรียนของประเทศที่พัฒนาแล้วและของฟิลิปปินส์ได้สอนให้เราตระหนักได้เป็น อย่างดีว่าหากเปิดให้บุหรี่ไฟฟ้าทุกชนิดเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ก็ย่อมเป็นที่ คาดการณ์ได้เลยว่าจะเกิดการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าตามมาอย่างกว้างขวางและรุนแรง มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจนยากที่จะควบคุมได้อย่างแน่นอน และในที่สุดมันก็จะ กลายเป็นปัญหาและอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงต่อการพัฒนาประเทศชาติในทุก ๆ ด้าน จนยากที่จะเยียวยาแก้ไขได้ เพราะเยาวชนที่ติดบุหรี่ในวันนี้จะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่และ เป็นแรงงานที่ไร้คุณภาพในวันหน้า เป็นการซ้ำเติมภาวะการขาดแคลนแรงงานของประเทศ ให้รุนแรงขึ้นไปอีก ยิ่งไปกว่านั้นท่านประธานครับ นอกจากเด็กและเยาวชนผู้ติดบุหรี่เหล่านี้ จะไม่สามารถก่อให้เกิดผลิตภาพต่อตนเอง ต่อครอบครัว และต่อสังคมแล้ว ยังกลับกลายเป็น ภาระของสังคมอีกด้วย อนาคตของชาติที่เราฝากไว้กับเยาวชนคนรุ่นหลังย่อมถูกสั่นคลอน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศอย่างหนีไม่พ้น ดังนั้น ผมจึงมีความเห็นว่าประเทศไทยของเรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง Ban บุหรี่ไฟฟ้า ทุกชนิดอย่างต่อเนื่องต่อไป ทั้งในเรื่องของการผลิต การครอบครอง การนำเข้า การจำหน่าย การให้บริการ การโฆษณา และการใช้ ทั้งนี้เพื่อปกป้องชีวิตและสุขภาพของเด็กและเยาวชน ลูกหลานของเราให้มีความอยู่รอดปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ที่จะเป็นพลังอันสำคัญ ในการพัฒนาประเทศชาติบ้านเมืองของเราให้เจริญรุ่งเรืองเติบโตต่อไปในภายภาคหน้าครับ ท่านประธาน ขอบคุณมากครับ