ปรีติ เจริญศิลป์ แสดงความเห็นสนับสนุนการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าทุกประเภทภายใต้กฎหมาย โดยอ้างอิงถึงบทบาทในกรรมาธิการและเน้นความสำคัญในการปกป้องเด็กและเยาวชน ปรีติ เจริญศิลป์ วิจารณ์ความล้มเหลวของการแบนบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยเสนอให้เปลี่ยนจากการห้ามขายและการโฆษณาเป็นการควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อลดตลาดมืดและปกป้องเด็กเยาวชน ปรีติ เจริญศิลป์ หารือแนวทางการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าโดยเสนอให้กำกับดูแลมาตรฐานผลิตภัณฑ์ กำหนดนโยบายปกป้องเด็กและเยาวชนโดยไม่ลิดรอนสิทธิผู้ใหญ่ จัดเก็บภาษีเพื่อพัฒนาประเทศ และเปิดโอกาสเกษตรกรไร่ยาสูบในการแปรรูปผลผลิต
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม ปรีติ เจริญศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาชน และผมเองก็อยู่ในฐานะกรรมาธิการในชุดนี้ด้วยครับ ผมเองคือคนหนึ่งที่ไม่สูบบุหรี่ ทุกประเภท และให้ความสำคัญในการปกป้องเด็กและเยาวชนจากควันบุหรี่เหมือนเพื่อน สมาชิกท่านอื่น ๆ และผมเชื่อว่าความเห็นของเพื่อนสมาชิกมีความหลากหลายเพราะแต่ละ คนมีข้อมูลที่ศึกษามาไม่เท่ากันครับ ส่วนตัวผมเองเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ในแนวทางทางเลือกที่ ๓ ที่ประเทศไทยควรจะต้องควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าทุกประเภทให้อยู่ ภายใต้กฎหมายครับ ขอสไลด์ขึ้นครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
และเห็นด้วยว่าควรจะมีมาตรการ ที่เข้มงวดในการควบคุมปกป้องเด็กและเยาวชน เช่น การห้ามขายให้เด็ก การห้ามทำเป็นรูป การ์ตูน การห้ามแต่งกลิ่น การห้ามทำ Promotion ห้ามโฆษณา รวมถึงการห้ามสูบ ในที่สาธารณะ เป็นต้น ปัจจุบันการ Ban บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยล้มเหลวครับ เรา Ban บุหรี่ไฟฟ้ามากว่า ๑๐ ปีแล้ว แต่ในทางกลับกันตลาดใต้ดินใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ มีการซื้อขายแบบ ผิดกฎหมายทุกช่องทาง มีวางขายเกลื่อนตลาดนัดริมถนนคนเดิน จับเท่าไรก็ไม่หมด มีขาย ตามแหล่งท่องเที่ยวก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมาก รวมถึงการ รีดไถเงินจากผู้ถูกจับกุมในการใช้บุหรี่ไฟฟ้าครับ ลองมาดูตัวอย่างประเทศที่เขา Ban บุหรี่ไฟฟ้า เหมือนเรา อย่างบราซิล อินเดีย สิงคโปร์ บราซิล Ban บุหรี่ไฟฟ้าแต่ปรากฏว่าก็ยังมี ประชากรที่สูบบุหรี่อยู่ ๔.๔ ล้านคน อินเดียประชากรไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๑๐ ในช่วงวัยรุ่น ใช้บุหรี่ไฟฟ้าไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ ตอนนี้ สิงคโปร์ก็เป็นประเทศหนึ่งที่บังคับใช้กฎหมาย อย่างเข้มงวดมาก ๆ แต่มีประชากรมากกว่า ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ ยังใช้บุหรี่จากตลาดมืดครับ ถัดมาครับ เรามาดูข้อมูลทางวิชาการที่ทุกคนสามารถ Search ได้นะครับ อันนี้คือข้อมูลจาก เว็บไซต์ของ WHO ก่อนอื่นผมต้องบอกว่าบุหรี่ทุกประเภทอันตรายทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ แบบมวนหรือบุหรี่ไฟฟ้า แต่ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกทางเว็บไซต์นี้เขาพูดในลักษณะ ที่ว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีความเสี่ยงต่อโรคและการเสียชีวิตน้อยกว่าบุหรี่แบบมวน เนื่องจากไม่มีการ เผาไหม้ระบุไว้อย่างนี้ และบุหรี่ไฟฟ้าจะลดความเสี่ยงของโรคและการเสียชีวิตมากกว่า หากผู้สูบบุหรี่ส่วนใหญ่เปลี่ยนมาใช้บุหรี่ไฟฟ้า อันนี้คือข้อมูลทางเว็บไซต์ที่ทุกคนไป Search ได้ ผมไม่ได้คิดเองครับ สไลด์ถัดไปครับ ประเทศส่วนใหญ่ในโลกนี้กว่า ๘๒ ประเทศทั่วโลก เขาใช้กฎหมายควบคุมบุหรี่แทนการ Ban ในขณะเดียวกันเขาก็ปกป้องไม่ให้เด็กและเยาวชน เข้าถึงผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เช่น สหรัฐอเมริกา ๒๗ ประเทศในสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ แคนาดา ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เป็นต้น ประเทศไทยแม้ว่าจะมีมาตรการ ควบคุมยาสูบที่เข้มข้นอย่างไรก็ตาม เช่น ขึ้นภาษีให้มันสุดโต่ง การห้ามโฆษณา การสื่อสาร การตลาด การห้ามแสดงสินค้า ณ จุดขาย การบีบพื้นที่สูบให้น้อยลง แต่รัฐบาลยังไม่สามารถ ลดอัตราการสูบบุหรี่ได้ตามเป้าหมายเลยครับ แต่บางประเทศที่เขาไม่ Ban บุหรี่ไฟฟ้าอย่างสวีเดน นิวซีแลนด์ หรือญี่ปุ่น กลับพบว่ามีอัตรา การสูบบุหรี่ลดลงอย่างชัดเจน ๔๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๑๔-๒๐๒๓ มีการกล่าวว่าการ Ban ไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือการบังคับใช้กฎหมาย แต่ทุกท่านลองดูครับท่านประธาน ประเทศอย่างสิงคโปร์หรือออสเตรเลียที่เขา Ban บุหรี่ ไฟฟ้าก็ยังไม่สามารถควบคุมการเข้ามาของบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายได้ นี่ครับนี่คือประเทศที่มี การเปลี่ยนจากการ Ban มาเป็นควบคุม นั่นหมายความว่าถ้าหากเราทำก็มีประเทศอื่นเขา ทำแล้วเหมือนกันว่าในอดีตเคย Ban แต่เปลี่ยนมาเป็นควบคุมแทน เช่น มาเลเซีย นิวซีแลนด์ แคนาดา โอมาน อุรุกวัย ปานามา หากประเทศไทยเปลี่ยนจากการ Ban มาเป็นการควบคุม จะส่งผลอย่างไร ผมเห็น ๔ ข้อ ดังนี้ครับ
ข้อแรก จะมีการกำกับ ดูแล ควบคุมมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้นเพราะ ปัจจุบันไม่มีการควบคุมใด ๆ เลยในบุหรี่ไฟฟ้า ถ้าเรามีกฎหมายที่จะควบคุมได้เราจะควบคุม ความเข้มข้นของนิโคติน หรือสารอะไรต่าง ๆ ก็ตามที่ใส่ลงมาในบุหรี่ไฟฟ้า หรือแม้แต่ ควบคุมคำเตือนบนฉลาก การ Design ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ให้ใส่สิ่งแปลกปลอมลงไป หรือแม้แต่ การตรวจสอบ เฝ้าติดตามการผลิต และข้อมูลของผู้ผลิตและผู้นำเข้าอย่างเป็นระบบครับ
ข้อ ๒ เราจะสามารถกำหนดนโยบายปกป้องผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ เด็กและเยาวชน จากบุหรี่ไฟฟ้าได้ แต่ไม่ลิดรอนสิทธิของผู้ใหญ่ครับ เพราะปัจจุบันทุกอย่างอยู่ใต้ดิน ไม่มีการ ควบคุม หาซื้อได้ทางออนไลน์ครับ
ข้อ ๓ รัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้าเข้าเป็นรายได้ของรัฐได้อีกครับ ซึ่งในอดีตเคยมีนักเศรษฐศาสตร์ประเมินไว้ว่า บุหรี่ไฟฟ้านี้อาจจะเก็บภาษีได้ถึง ๖,๐๐๐ ล้านบาท ปัจจุบันนี้น่าจะเกิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทไปแล้ว ควรนำรายได้เหล่านี้ไปพัฒนา ประเทศ สนับสนุนโครงการอื่น ๆ ที่รัฐเขาวางแผนไว้ครับ
ข้อ ๔ เราจะเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับเกษตรกรไร่ยาสูบ โดยใน ประเทศไทยเกษตรกรไร่ยาสูบกว่า ๒๐,๐๐๐ ครัวเรือน สามารถจะนำเอาใบยาสูบมาสกัด เป็นนิโคตินเหลว หรือผลิตภัณฑ์ไร้ควันอื่น ๆ เพื่อใช้ในประเทศหรือเพื่อส่งออก เป็นการเพิ่ม มูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรในประเทศครับ หน้าถัดมาครับ ก็มีนโยบายของ นายกรัฐมนตรีซึ่งได้เคย Say yes ไปก่อนการเลือกตั้ง อันนี้สัมภาษณ์โดย The Standard ครับ แต่ปัจจุบันล่าสุดก็มีการสั่งมาให้เข้มงวดให้มาก ซึ่งเป็นข้อสงสัยในทางสื่อ Social Media มากว่าอนาคตทางรัฐบาล นายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจอย่างไร แต่สุดท้าย ผมก็เชื่อว่าผู้บริหารประเทศ และ สส. ในสภาทุกท่านหวังดีต่อประเทศไทย มีเป้าหมาย เดียวกันที่จะปกป้องเด็กและเยาวชนในการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้า แต่ไม่ลิดรอนสิทธิของผู้ใหญ่ ครับ ผมเห็นว่าไม่ว่าจะตัดสินใจแนวทางที่ ๑ แนวทางที่ ๒ หรือแนวทางที่ ๓ ขอให้ทุกท่าน ควรใช้วุฒิภาวะและมองให้รอบด้านในทุกมิติบนความเป็นจริงของประเทศไทยด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน