เซีย จำปาทอง ถามกระทู้สดเรื่องสถานการณ์การจ้างงานภายในประเทศ โดยขอให้รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานให้ความกระจ่างถึงผลกระทบที่มีต่อผู้ใช้แรงงาน เซีย จำปาทอง อภิปรายปัญหาเศรษฐกิจและวิกฤตการเลิกจ้างโรงงานกว่า 1,200 แห่งในปี 2567 ส่งผลให้ประชาชนผู้ใช้แรงงานเดือดร้อน มีมูลค่าความเสียหายจากการลงทุนสูงถึง 48,000 ล้านบาท โดยชี้ให้เห็นว่านายจ้างมักละเมิดกฎหมายคุ้มครองแรงงานด้วยการไม่จ่ายค่าชดเชย และหน่วยงานรัฐไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ เซีย จำปาทอง ระบุข้อมูลสถิติลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างและนายจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน รวมถึงกรณีเลิกจ้างคนพิการโดยไม่จ่ายค่าชดเชย และสอบถามมาตรการบังคับใช้กฎหมายและการป้องกันปัญหาในอนาคต
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วน เครือข่ายผู้ใช้แรงงาน ท่านประธานครับ วันนี้ผมถามกระทู้สดด้วยวาจาเกี่ยวกับเรื่อง สถานการณ์การจ้างงานภายในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่อยู่ในความสนใจของพี่น้อง ประชาชน แล้วก็มีผลกระทบกับพี่น้องประชาชนผู้ใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก และสิ่งสำคัญ ก็คือเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาที่ผมจะสอบถาม ผมตั้งถาม ท่านนายกรัฐมนตรี แต่ว่าวันนี้ท่านไม่มาตอบกระทู้ของผม ซึ่งหลายเรื่องเป็นเรื่องที่ผมอยาก ถามท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพราะว่าท่านรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานได้ดำเนินการใน บางเรื่องที่ในอำนาจของท่าน ท่านได้ดำเนินการแล้ว แต่อย่างไรก็ดีนะครับ วันนี้ก็ต้อง ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่ได้รับ มอบหมายจากนายกรัฐมนตรีมาตอบกระทู้ถามแทน ก็หวังว่าคำถามที่ผมจะได้ถามท่าน ท่านจะสามารถตอบและให้ความกระจ่างเกี่ยวกับเรื่องประเด็นของพี่น้องผู้ใช้แรงงานได้ นะครับ
ท่านประธานครับ ผมขอเริ่มแบบนี้ก็แล้วกันว่าอย่างที่ทุกท่านทราบกันดี อยู่แล้วว่าในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยของเรากำลังมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ต้องยอมรับกัน อย่างตรงไปตรงมาว่าคนในประเทศไม่มีกำลังซื้อ พายุหมุนทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลประกาศไว้ ที่บอกว่าจะหมุนไป ๆ ไม่รู้ว่าหมุนไปทางไหน พี่น้องประชาชนเดือดร้อนอย่างมาก พี่น้องผู้ใช้ แรงงานเดือดร้อนอย่างมาก ผ่านมาเมื่อปี ๒๕๖๗ มีโรงงานจำพวกที่ ๒ และที่ ๓ ตาม พ.ร.บ. โรงงานเลิกกิจการไปมากกว่า ๑,๒๐๐ แห่ง ในรอบปี ๒๕๖๗ หรือเฉลี่ยประมาณเดือนละ ๑๐๐ แห่ง มีคนถูกเลิกจ้างมากกว่า ๓๕,๐๐๐ คนครับท่านประธาน หรือเฉลี่ยเดือนละ ประมาณ ๓,๐๐๐ คน และมีมูลค่าความเสียหายจากการลงทุนไปกว่า ๔๘,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้เป็นข้อมูลของกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่ผมได้เคยอภิปรายแล้ว บางเรื่องเป็นส่วนหนึ่ง ที่ผมเคยอภิปรายแล้วเคยพูดในสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ตัวเลขที่ผมยกตัวอย่างขึ้นมานี้ ไม่นับรวมกิจการประเภทอื่นที่ไม่ใช่โรงงาน เช่น พวกบริษัท ห้างร้าน หรือสื่อมวลชน ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ที่ปิดกิจการหรือมีการเลิกจ้าง Layoff พนักงานออกไปเป็น จำนวนมาก ดังที่เราเห็นกันตามหน้าสื่อสารมวลชนต่าง ๆ ท่านประธานครับ แน่นอนว่าการ เลิกจ้างไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตามแต่ คนที่ถูกเลิกจ้างก็มักจะได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะด้วยภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว หรือจะเป็นภาระหนี้สินส่วนบุคคล เพราะว่าพี่น้อง ประชาชนผู้ใช้แรงงานต้องกินต้องใช้ มีภาระต้องรับผิดชอบ ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเล่าเรียนบุตร ค่าภาษีสังคม เฉกเช่นเดียวกับพวกเราในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรนะครับท่านประธาน บางคนที่ถูกเลิกจ้างอายุเริ่มมากขึ้นหางานใหม่ทำก็ลำบาก เพราะว่าอายุเยอะโรงงานเขาไม่รับ นายจ้างเขาไม่รับคนที่มีอายุเยอะเข้าทำงานครับ การเลิกจ้างถือว่านายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้ แต่ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานบอกว่า ถ้านายจ้างจะเลิกจ้างต้องจ่ายเงินค่าชดเชยตามกฎหมายให้แก่ลูกจ้าง มันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่ลูกจ้างควรได้รับ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นมีให้เห็นเรื่อย ๆ ก็คือนายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย คุ้มครองแรงงานครับท่านประธาน ไม่ยอมจ่ายเงินค่าชดเชยตามกฎหมายให้แก่ลูกจ้าง และสิ่งที่สำคัญเลยก็คือกระทรวงแรงงานไม่สามารถบังคับให้นายจ้างนำเงินมาจ่ายให้ลูกจ้างได้ ซึ่งปรากฏเห็นตามสื่อสารมวลชนทั่วไปมากขึ้นเรื่อย ๆ หากลูกจ้างอยากได้สิทธิ อยากได้เงิน ค่าชดเชย นายจ้างเขาบอกว่าอย่างไรทราบไหมครับ เขาบอกว่าถ้าคุณอยากได้เงินค่าชดเชย ให้คุณไปฟ้องร้องเอา ให้คุณไปร้องพนักงานตรวจแรงงานเอา ให้คุณไปร้องกรมสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงานเอา ลูกจ้างต้องไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานครับ ถึงแม้ว่า พนักงานตรวจแรงงานออกคำสั่งให้นายจ้างจ่ายก็ไม่ใช่ว่านายจ้างจะจ่ายตามคำสั่งพนักงาน ตรวจแรงงานนะครับ นายจ้างไม่สนใจ ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ไม่จ่ายเงินตามที่พนักงานตรวจ แรงงานสั่ง ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ก็คือไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย แล้วกระทรวงแรงงานในฐานะ ที่ท่านกำกับดูแลท่านก็ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายให้นายจ้างนำเงินมาจ่ายให้ลูกจ้างได้ มีเยอะมากครับ ขอสไลด์ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ผมจะให้ท่านดูข้อมูลต่อไปนี้ครับ ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานเองระบุว่าปี ๒๕๖๗ มีลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างแล้วไปเขียนคำร้องต่อ พนักงานตรวจแรงงาน พนักงานตรวจแรงงานออกคำสั่งแล้วให้นายจ้างจ่าย นายจ้างไม่ปฏิบัติ ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานมากถึง ๖,๕๙๔ คน เป็นจำนวนเงินมากถึง ๓๙๕ ล้านบาท แต่หากนับรวมกัน ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ จะมีลูกจ้างที่ไม่ได้รับเงินตามสิทธิตามคำสั่งพนักงานตรวจ แรงงานจำนวนมากถึง ๔๓,๖๙๐ คน รวมคำสั่งทุกคำสั่งที่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงาน ตรวจแรงงานนับเป็นจำนวนเงินมากถึงประมาณ ๒,๘๘๘ ล้านบาท ล่าสุด ๑ มีนาคมที่ผ่านมา มี โรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรีเลิกจ้างคนพิการเกือบ ๓๐ คน ผมไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรี ทราบเรื่องนี้หรือเปล่า ทั้ง ๆ ที่เมื่อวันที่ ๖ มีนาคมที่ผ่านมา ท่านได้ลงนามหนุนการจ้างงาน คนพิการ ท่านประกาศไว้ว่าจะจ้างงานคนพิการร่วมทำ MOU กันไว้กับบริษัทเอกชน แต่ว่า บริษัท แบซินี่ โปรดักชั่น จำกัด เลิกจ้างคนพิการ ตามภาพ ตามสไลด์ เลิกจ้างถ้าจ่ายเงินตาม กฎหมายไม่เป็นอะไรครับ กฎหมายคุ้มครองแรงงานให้เลิกจ้างได้ แต่ว่าเลิกจ้างคนพิการ แล้วไม่จ่ายเงินตามกฎหมายนี่สิครับเป็นปัญหา พี่น้องคนพิการปกติเขาก็ลำบากอยู่แล้ว ในการใช้ชีวิต แต่ว่าจะให้เขาเดินทางไปเขียนคำร้อง จะให้ไปต่อสู้ไปเรียกร้องเพื่อให้ได้รับเงินค่าชดเชย หรือครับ กำลังซ้ำเติมเขาหรือเปล่าครับ ผมถึงอยากสอบถามท่านประธานไปยังท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานว่าท่านจะดำเนินการบังคับให้นายจ้างปฏิบัติ ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานนำเงินมาจ่ายให้ลูกจ้าง จำนวน ๔๐,๐๐๐ กว่าคนได้อย่างไร ขอทราบรายละเอียด และรัฐบาลจะมีมาตรการป้องกันการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายเงินค่าชดเชยที่ เกิดขึ้นในอนาคตอีกแน่ ๆ อย่างไร ผมขอทราบรายละเอียดระยะเฉพาะหน้า ระยะกลาง และ ระยะยาว ช่วงแรกขอสอบถามแค่นี้ครับท่านประธาน