ภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ ระบุว่าปัญหาดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงมากทำให้ธุรกิจขนาดเล็กต่อสู้ดิ้นรน และอาจนำไปสู่หนี้สูญ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ธนาคาร SME D Bank ลดดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 4% ต่อปี และให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้น
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เขต ๑ จังหวัดนครพนม กระผมต้องขอขอบพระคุณท่านผู้บริหาร SME D Bank ที่ได้มารายงานกิจการ ในวันนี้ และขอขอบพระคุณ SME D Bank ที่ได้ลดดอกเบี้ยเงินกู้ตามนโยบายของรัฐบาล แล้วก็ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน หรือธุรกิจขนาดเล็กได้ลดลง ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยมีผล ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป วันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๘ ถึงอย่างไรดอกเบี้ยเงินกู้ลดลงจาก ๗.๘๐ บาท หรือ ๗.๘๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงมาก ทางธนาคารได้ลดไป ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ ดอกเบี้ยก็ยังสูงอยู่ดีครับท่านผู้บริหาร SME D Bank เพราะว่าดอกเบี้ยเงินกู้ลดลงแล้วเหลือ ๗.๖๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ท่านประธานสภาลองคิดดู เราฝากเงินออมทรัพย์ได้ดอกเบี้ย ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่เราไปกู้ธนาคารดอกเบี้ย ๗ บาท กว่า ผลต่างนี่สูงมาก สูงถึง ๖ บาทกว่า แล้วธนาคารก็กำไรแต่ละปีเป็น ๑,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าธนาคารจะลดดอกเบี้ยให้น้อยลง กำไรน้อยลง ผมมีความเห็นต่างว่าทางธนาคารน่าจะได้กำไรมากขึ้น เพราะถ้าดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้นได้ ๑ บาท ๒ บาท หรือดอกเบี้ยเงินกู้ถูกลง แต่ละคน แต่ละบริษัทห้างร้านก็จะไปกู้ SME D Bank ธนาคารของรัฐเพิ่มมากขึ้น แต่ปัจจุบันนี้แต่ละธนาคารดอกเบี้ยสูงมาก หลายธนาคารโทรมา ติดต่อผมขอนัดมาพบขอให้ไปกู้ ผมไม่กู้ครับ เพราะดอกเบี้ยมันสูง นั่นคือเป็นปัญหา และคน ที่จะไปกู้ธนาคารก็คือเขาไม่ไหวจริง ๆ ไปกู้ใครไม่ได้ หรือธุรกิจเขาไปไม่ไหวไม่รอดแล้วเขา จำเป็นต้องไปต่อสู้ดิ้นรนดอกเบี้ยแพง นั่นเป็นปัญหาและทำให้เกิดหนี้สูญจำนวนมาก ท่านประธานลองคิดดูนะครับ ดอกเบี้ยร้อยละ ๗ บาทกว่า ได้กำไรมากมายจากผลต่างที่เงินฝาก ดอกเบี้ยร้อยละ ๑.๕๐ บาท ต่างกันประมาณ ๖ บาทกว่าต่อปี ธนาคารกำไรมากมาย รัฐบาล ชุดนี้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยรับผิดชอบกระทรวงการคลังก็ได้เสนอผู้ว่าแบงก์ชาติให้ลดดอกเบี้ยลง ก็ลดแค่ ๒๐ สตางค์ นั่นคือเป็นปัญหาของสังคม ปัญหาเศรษฐกิจ บริษัทห้างร้าน ร้านค้าร้าน ขาย ร้านอาหารปิดกันไปเป็นระนาว แต่ละคนเป็นหนี้สินกันมากขึ้น ผมได้ไปประชุมที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เสนอกับผู้ว่าการแบงก์ชาติและผู้บริหารแบงก์ชาติบอกว่าเป็นไป ได้ไหมท่านจะลดดอกเบี้ยเงินกู้จากร้อยละ ๗ ๗ บาทกว่าต่อปี เหลือร้อยละ ๔ บาท ผู้ว่าการแบงก์ชาติท่านให้เหตุผลว่าถ้าลดดอกเบี้ยลงแล้วจะทำให้ธนาคารต่าง ๆ ไม่ปล่อยกู้ แต่ผมเห็นต่างครับ ถ้าลดดอกเบี้ยลงคนจะไปกู้มากขึ้น และดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้นคนก็จะไป ฝากเงินมากขึ้น พอดอกเบี้ยเงินกู้ถูกบริษัทห้างร้านเอกชน SMEs ต่าง ๆ เขาไปทำธุรกิจเขาก็ ได้กำไร และพร้อมที่จะผ่อน พร้อมที่จะเสียดอกเบี้ย ถ้าดอกเบี้ยสูง ๆ แต่ละกิจการผมจะ เรียนท่านโดยตรง เขาสู้ดอกเบี้ยไม่ไหว แต่ละคนต้องดิ้นรน ยืมธนาคาร ยืมหนี้นอกระบบ แล้วก็ไปผ่อนดอกเบี้ยถูก ๆ หลายกิจการไปไม่รอด นั่นเป็นปัญหา รัฐบาลชุดนี้ถึงพยายาม ให้ธนาคารแบงก์ชาติ หรือธนาคารต่าง ๆ ลดดอกเบี้ย ถ้าท่านไม่ลดดอกเบี้ยลงปัญหา จะเกิดขึ้นอีกมากมาย เศรษฐกิจยิ่งจะแย่มากกว่านี้อีก เพราะว่าผมได้ประชุมกับผู้บริหาร แบงก์ชาติแล้วนะครับ หลายท่านใช้หลักวิชาการดีมากแต่ปัญหาในสังคมท่านไม่ทราบ ท่านไม่ได้ไปคุยกับลูกค้า ไม่ไปคุยกับเจ้าหนี้ ลูกหนี้ ไม่ได้ไปคุยกับร้านค้าร้านขาย แต่ละคนนี่ ลำบาก ยิ่งต่างจังหวัดนี้เห็นได้ชัดแต่ละร้านค้าทยอยปิดกันมากมาย ผมก็เลยอยากขอฝาก ธนาคาร SME D Bank ซึ่งเป็นธนาคารของรัฐบาล เราจะทำอย่างไร เราเป็นธนาคารตัวอย่าง ให้ได้ ดอกเบี้ยเงินฝากอาจจะ ๒ บาทต่อปี ดอกเบี้ยเงินกู้ลดลงเหลือ ๔ บาทต่อปี ท่านก็ได้กำไรเยอะแยะแล้วนะครับ เพราะอะไรครับท่านคนก็จะมาฝากเงินมากขึ้น คนกู้เขาก็จะมากู้ท่านมากขึ้นและมีเงินผ่อนสำหรับผ่อนดอกเบี้ย จ่ายดอกเบี้ย แล้วร้านค้า ร้านขายเขาก็จะได้กำไร แล้วท่านก็จะเป็นธนาคารที่ใหญ่มหาศาลในประเทศไทย เพราะปัจจุบันนี้ธนาคารแต่ละแห่ง ยิ่งธนาคารใหญ่ ๆ กำไรปีละเป็นแสน ๆ ล้านบาท ถ้าธนาคาร SME D Bank ท่านทำแบบนี้ได้ หรือตามนโยบายของรัฐบาล ลดดอกเบี้ยให้ถูกลง ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจประเทศไทยไปได้ดีกว่านี้แน่ เราไม่ต้องไป เปรียบเทียบกับประเทศที่เขาดอกเบี้ย ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ต่อปี ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ นั่นคือ เป็นประเทศที่ด้อยพัฒนา ประเทศไทยเราเคยเป็นแบบนั้นมาแล้ว และตอนนี้เราเป็น ประเทศที่กำลังพัฒนา ถ้าธนาคารได้ลดดอกเบี้ยถูกลงเราก็จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว กราบขอบพระคุณครับ