สิริลภัส กองตระการ อภิปรายปัญหาความรุนแรงของยาเสพติดที่เชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตที่ไม่ได้รับการรักษา โดยเสนอแนวทางป้องกันตั้งแต่ต้นทางผ่านการดูแลผู้ป่วยจิตเวชทั่วไป เพื่อลดการใช้ทรัพยากรและป้องกันการติดยา สิริลภัส กองตระการ เห็นด้วยกับการควบรวมภารกิจแต่กังวลเรื่องความแตกต่างในการรักษา งบประมาณที่มีเพดาน และผลกระทบต่อการตีตราผู้ป่วย จึงเสนอให้ศึกษาเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม สิริลภัส กองตระการ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดโดยเสนอให้เพิ่มงบประมาณสนับสนุนอาชีพและรายได้ เพื่อสร้างเป้าหมายในชีวิต ลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ พร้อมเรียกร้องให้ป้องกันปัญหาสุขภาพจิตที่นำไปสู่การติดยาตั้งแต่ต้นเหตุ
เรียนท่านประธานสภาค่ะ ดิฉัน สิริลภัส กองตระการ ผู้แทนราษฎรจากกรุงเทพมหานคร บางกะปิ วังทองหลาง จากพรรคประชาชนค่ะ ท่านประธานคะ จากสถิติของการคัดกรองการเข้าบำบัดรักษายาเสพติด ในรอบ ๑๐ ปีย้อนหลังนะคะ ก็แสดงให้เห็นว่าปัญหายาเสพติดนั้นยังคงเป็นปัญหาที่กัดกิน ทำลายประเทศของเรามาอย่างยาวนานค่ะ ดิฉันมีความเชื่อไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยกี่รัฐบาล ก็มีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง แต่ว่าอย่างไรก็ตามปัญหาเหล่านี้ก็ยังไม่เคย จางหายไปจากประเทศไทยเลย โดยเฉพาะในปัจจุบันที่คนสามารถเข้าถึงยาเสพติดได้ง่ายขึ้น เพราะว่ายาเสพติดนั้นมีราคาถูกลง อย่างเช่น ยาบ้าเป็นต้นค่ะ และยาบ้าเป็นปัญหาสำคัญ ที่สุดของคนที่ติดยาเสพติดเลยนะคะ นี่ไม่นับรวมถึงสารเสพติดอื่น ๆ ที่มาในรูปแบบใหม่นะคะ ที่ดิฉันได้เคยอภิปรายไปแล้ว อย่างเช่น Happy Water ที่ตอนนี้ก็มีการระบาดกันในหมู่ นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ท่านประธานค่ะ ดิฉันขอแยกประเภทผู้ติดยาเสพติดเป็น ๒ กลุ่ม ด้วยกันนะคะ กลุ่มแรกเลยคือกลุ่มผู้ที่อยู่ในสังคมที่มีการเสพยาเสพติดกันเป็นปกตินิสัย จนทำให้เขาเป็นผู้เสพไปด้วย อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพจิตค่ะ แต่ไม่ได้ รับการรักษาหรือว่ารักษาไม่ครบจบกระบวนการจนทำให้เขาหันไปพึ่งยาเสพติดแทน ดิฉัน จะขอมุ่งการอภิปรายไปกลุ่มที่ ๒ นี้นะคะ ก็คือคนที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต แต่ว่าไม่ได้รับ การรักษา หรือรักษาไม่ครบจบกระบวนการจนทำให้เขาต้องไปพึ่งยาเสพติด จากงานวิจัยก็มี ข้อมูลแสดงให้เราเห็นว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บุคคลคนหนึ่งกลายมาเป็นผู้ติดยาเสพติดคือคนที่มี ปัญหาทางด้านสุขภาพจิตค่ะ แต่เขาไม่ได้รับการรักษาหรือผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาแล้วแต่ ไม่ได้รับการรักษาจนจบกระบวนการ เช่น ไม่ได้พบแพทย์ตามนัด มีอาการขาดยา หรือหยุดยาเอง เพราะว่าโดน Effect จากยาที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเขา เขาจึงเลือกที่จะไปเสพ ยาเสพติดแทนค่ะ แทนการทานยารักษาโรคจิตเวชที่เขาเป็นอยู่เพื่อช่วยให้ลืมปัญหาหลีกหนี ออกจากโลกแห่งความเป็นจริงที่ตัวเองต้องเผชิญความยากลำบากในการรักษาโรคจิตเวช ที่เขาเป็นอยู่จนนำมาสู่กลายเป็นผู้ติดยาเสพติดค่ะ และเมื่อผู้ป่วยจิตเวชกลายมาเป็นผู้ติด ยาเสพติดแล้วนะคะ สารเสพติดนี้ก็มีฤทธิ์ที่จะไปทำลายสมอง ไปทำลายสารสื่อประสาท กลายเป็นว่าทำให้เป็นผู้ป่วยจิตเวชที่มีเงื่อนไขการรักษาซับซ้อนขึ้นมาอีก เพราะเป็นผู้ป่วยจิตเวช บวกกับยาเสพติดเพิ่มขึ้นมาค่ะ ปัญหานี้จะกลายเป็นงูกินหางนะคะที่ไม่มีวันจบสิ้นเลยค่ะ ต้องใช้ทรัพยากรทั้งบุคคล เวลาแล้วก็งบประมาณที่เพิ่มมากขึ้นไปด้วยนะคะ ในมุมมอง อีกมุมมองหนึ่งนะคะที่ดิฉันอยากจะอภิปรายก็คือการไม่เพิ่มผู้เสพหน้าใหม่ ไม่เพิ่มอย่างไร ไม่เพิ่มคือการที่ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นคือการทำให้ไม่เกิดผู้ป่วยจิตเวชหน้าใหม่เกิดขึ้นค่ะ การป้องกันหรือว่ารักษาผู้ที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพจิตให้เขาได้รับการบำบัดรักษาได้ก่อน ที่เขาจะหันไปพึ่งพายาเสพติดค่ะ เพราะว่าการป้องกันได้ก่อนนี้นะคะจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ ที่ดิฉันได้กล่าวมาข้างต้นน้อยกว่าทรัพยากรในการบำบัดรักษาค่ะ
อีกหนึ่งประเด็น ที่ดิฉันอยากจะอภิปรายก็คือการควบรวมภารกิจที่จะดูแล ผู้ป่วยจิตเวชทั่วไปมารวมไว้กับผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติดค่ะ Hfocus มีข่าวบอกว่าจะมีการควบรวม ภารกิจจิตเวชสารเสพติดโดยกรมการแพทย์กับกรมสุขภาพจิตจะรวมเข้าไว้ด้วยกันนะคะ แล้วก็มี Timeline ที่ดิฉันขึ้นไว้ ดิฉันเห็นด้วยแต่ก็มีข้อกังวลค่ะ เพราะว่ามีการประชุมพิจารณา ของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ก็มีหลายหน่วยงานมาให้ข้อมูลในหลายแง่มุมด้วยกัน หน่วยงานหนึ่งบอกว่าเป็นแนวคิดที่ดี เพราะว่าจะได้มีการแชร์ทรัพยากรร่วมกัน งบประมาณ เพิ่มขึ้น มีการทำงานแบบบูรณาการ แต่อีกหน่วยงานหนึ่งก็บอกว่ากระบวนการขั้นตอน การดูแลผู้ติดยาเสพติดมันต่างจากการรักษาผู้ป่วยจิตเวชทั่วไป และอาจจะมีการตีตราว่าผู้ที่ป่วย เป็นจิตเวชทั่วไปนั้นคือผู้เสพยาเสพติด ซึ่งในความจริงแล้วมันไม่ใช่ เรื่องกรอบงบประมาณ ที่เพิ่มมากขึ้นค่ะ เพิ่มมากขึ้นก็จริง แต่เพิ่มขึ้นแบบมีเพดาน ทีนี้กรอบงบประมาณเพิ่มขึ้น แต่ภาระงานเพิ่มขึ้น อีกหลายเท่าตัวเลยค่ะ ดิฉันก็ตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อควบรวมกิจการแล้วนี่ งบประมาณที่จะนำมาใช้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชทั่วไปจะถูกดึงไปใช้กับผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติด มากขึ้นหรือไม่ เพราะในปัจจุบันนี้ผู้ป่วยจิตเวชทั่วไปก็ต้องการการรักษาเช่นเดียวกัน ในทุกวันนี้ ผู้ป่วยจิตเวชมีหลักสิบล้านคนแล้ว ดิฉันเห็นด้วยว่าควรจะมีการพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหานี้ แต่อย่าลืมนะคะปัจจัยที่จะทำให้บุคคลคนหนึ่งจากผู้ป่วยจิตเวชทั่วไปกลายไปเป็นผู้ป่วยจิตเวช ยาเสพติด นั่นก็คือปัญหาสุขภาพจิตด้วย ทำอย่างไรให้เราไม่เพิ่มผู้ป่วยหน้าใหม่ได้ ถ้าไม่เพิ่ม ผู้ป่วยหน้าใหม่ได้ เราก็สามารถที่จะลดจำนวนผู้เสพหน้าใหม่ได้เช่นเดียวกันนะคะ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของกระบวนการการบำบัดฟื้นฟูค่ะ มีความสำคัญมาก ดิฉันคิดว่างบประมาณตอนนี้อาจจะน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับงบประมาณในการบำบัดรักษา งบประมาณในการบำบัดรักษาต่อปีอยู่ที่ประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ ล้านบาทต่อปี ดิฉันก็อยากให้เพิ่ม เพราะมันสำคัญเหมือนกัน แต่ฟื้นฟูก็สำคัญเช่นเดียวกัน เพราะมันจะเป็นการทำให้เขา มีความเคารพในตัวเอง มีอาชีพ มีรายได้อย่างญัตติที่ท่าน สส.ชุติมา ได้เสนอไป ไม่รู้สึกถึงว่า การเป็นภาระครอบครัว มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการใช้ชีวิตค่ะ ทำให้เขาไม่วนกลับมาอยู่ใน วงจรเดิมอีก ดิฉันก็อยากให้คณะกรรมาธิการพิจารณาค่ะ เพราะถ้าเขากลับมาเป็นผู้เสพอีก งบประมาณที่เคยบำบัดรักษาหายวับไปกับตาเลยค่ะ เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเลยค่ะ บางทีกลับมาด้วยเงื่อนไขที่ซับซ้อนอีก ทีนี้ใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นไปอีก ดิฉันก็อยากฝากประเด็น ว่าอย่าละเลย อย่าให้ท่านละเลยนะคะ ผู้ป่วยจิตเวชทั่วไปที่เขามีความเสี่ยงที่จะกลายมาเป็น ผู้ป่วยหน้าใหม่ แล้วกลายมาเป็นผู้เสพหน้าใหม่ เพราะถ้าเกิดเราป้องกันได้ตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ให้มี ผู้ป่วยจิตเวชหน้าใหม่ ดิฉันมั่นใจเลยว่าเราจะสามารถลดจำนวนผู้เสพหน้าใหม่ได้อย่างมี นัยสำคัญ และจะเป็นการแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อย่างเป็นระบบค่ะ ขอบคุณค่ะ