อนุชา เสนอญัตติสภาฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริง แก้ปัญหาความยากจน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘

อนุชา บูรพชัยศรี นำเสนอข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและสำนักงานสถิติแห่งชาติเกี่ยวกับสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในปี ๒๕๖๖ โดยชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีครัวเรือนยากจนประมาณ ๖๘๖,๐๐๐ ครัวเรือน หรือคิดเป็น ๒.๖ เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนทั้งหมด โดยมีเส้นความยากจนอยู่ที่ ๓,๐๔๓ บาทต่อคนต่อเดือน และวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงของกลุ่มเปราะบางที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม

นายอนุชา บูรพชัยศรี แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ จากกรุงเทพมหานคร ผมกราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างยิ่งที่ได้กรุณาบรรจุญัตติ ที่ผมได้นำเข้าสู่สภาในวันนี้นะครับ เสนอเข้ามา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษา ข้อเท็จจริงและหาแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจน แล้วก็เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบ ขออนุญาตที่จะอ่านสั้น ๆ ในส่วนเนื้อหาของญัตตินะครับ

เนื่องจากความยากจนสามารถที่จะวัดได้จากดัชนีความยากจนหลายมิติที่เรา เรียกกันว่าดัชนี Multidimensional Poverty Index ย่อว่า MPI ที่พิจารณาจากข้อมูลความจำเป็น พื้นฐานที่เรียกสั้น ๆ ว่า จปฐ. มี ๕ มิติในเรื่องของความยากจน ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ ด้านความเป็นอยู่ ด้านการศึกษา ด้านรายได้ ด้านการเข้าถึงบริการภาครัฐ เพราะฉะนั้นก็จะมี หลายส่วนที่เกี่ยวข้อง แล้วก็มีผลสำรวจจากระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า ที่เรียกกันว่า Thai People Map And Analytics Platform เรียกสั้น ๆ ทั่วไปว่าเป็น TPMAP ซึ่งก็มีการสำรวจแล้วก็มีการดำเนินการว่ามีคนจนจำนวนเท่าไร คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มี คนจนเป้าหมายที่ต้องได้รับการช่วยเหลือเร่งด่วน แล้วก็ได้รับการสำรวจจากข้อมูล ทั้งในส่วนของกรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย แล้วก็ที่มาลงทะเบียนด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นจากข้อมูลทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ กระทรวงการคลัง สถานการณ์ความยากจน ของประเทศไทยก็เป็นปัญหาใหญ่ที่ยังไม่สามารถที่จะแก้ไขได้หมดสิ้น แม้ว่าตลอดระยะเวลา ที่ผ่านมาหลายสิบปี ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หน่วยงาน องค์กรทั้งรัฐและเอกชน และภาคประชาสังคม จะพยายามร่วมมือกันแก้ไขปัญหากันอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีข้อจำกัด แล้วก็พบการตกหล่น ของคนจนอีกจำนวนไม่น้อย เนื่องจากปัญหาความยากจนเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่มี ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ แล้วก็เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ดังนั้นเพื่อเป็นประโยชน์ของแผ่นดิน สภาผู้แทนราษฎรและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องก็ควรที่จะ มีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วก็หาแนวทางในการแก้ปัญหาร่วมกัน จึงเป็นที่มา ของการที่เสนอญัตติในครั้งนี้

สำหรับเรื่องของรายละเอียดข้อมูล ผมก็อยากที่จะบอกว่าผมมีการอ้างอิง ในส่วนของรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์การแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ในประเทศไทยของทางด้านสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ล่าสุดฉบับ เมื่อปี ๒๕๖๖ ที่เขา ครม. ไป แล้วก็เตรียมที่จะศึกษาข้อมูลที่จะนำเสนอมาสำหรับปี ๒๕๖๗ ซึ่งทราบว่าคงจะมีการนำเข้าคณะรัฐมนตรีอีกไม่นานนี้ แล้วข้อมูลบางส่วนก็นำมาจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ ข้อมูลก็คือว่าสถานการณ์ความยากจนของประเทศไทยถึงแม้ว่าจะมี แนวโน้มที่ดีขึ้น โดยในปี ๒๕๖๖ มีคนจนทั้งสิ้นอยู่ที่ประมาณ ๒,๔๐๐,๐๐๐ คน คิดเป็น สัดส่วนคนจนอยู่ที่ประมาณ ๓.๔ เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งหมดของประเทศไทย ซึ่งก็มีการทำในส่วนของนิยามว่าเส้นความยากจน ณ ตอนนี้ที่มีข้อมูลออกมาก็อยู่ที่ ๓,๐๔๓ บาท ต่อคนต่อเดือน ถ้าคิดเป็นรายปีก็อยู่ที่ประมาณ ๓๖,๕๑๖ บาท ต่อคนต่อปี เพราะฉะนั้น หากพิจารณาในระดับครัวเรือนก็จะพบว่าในปี ๒๕๖๖ ประเทศไทยมีครัวเรือนยากจนอยู่ที่ ประมาณ ๖๘๖,๐๐๐ ครัวเรือน หรือคิดเป็น ๒.๖ เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนทั้งหมด เมื่อสักครู่ ผมได้พูดถึงเรื่องเส้นของความยากจน ตรงนี้ก็อยากที่จะทำความเข้าใจว่ามันเป็นเครื่องมือ สำหรับในการใช้วัดภาวะความยากจนของคน โดยคำนวณจากค่าใช้จ่ายสำหรับอาหาร แล้วก็ สินค้าบริการอื่นที่ไม่ใช่อาหารที่คน ๆ หนึ่งจำเป็นที่จะต้องใช้ในการดำรงชีวิตพื้นฐาน ซึ่งผม ได้บอกไปแล้วว่าเดือนหนึ่งอยู่ที่ประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าบาท ต่อคนต่อเดือน ถ้าต่ำกว่านั้นก็จะ ถือว่าเป็นคนจน แล้วก็ผู้ที่เปราะบางที่เราพูดถึงว่ากลุ่มเปราะบางทั้งหลายแหล่จะมีส่วนที่จะ กลายเป็นคนยากจน เพราะว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เพราะว่ามีระดับรายจ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุปโภคบริโภคที่สูงหรือต่ำกว่าเส้นความยากจนเล็กน้อยเท่านั้นเอง บวกลบ ประมาณไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้าจะพิจารณากลุ่มที่มีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ ก็จะพบว่าคนเปราะบางต่อความยากจนส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพอิสระ หรือเป็นลูกจ้าง ในภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ ๒๑ เปอร์เซ็นต์ จะประกอบธุรกิจ ส่วนตัวโดยไม่มีลูกจ้าง แล้วก็อีกประมาณ ๑๘ เปอร์เซ็นต์เป็นลูกจ้างเอกชนทั่วไป นอกจากนี้ ก็จะเป็นกลุ่มที่เป็นแรงงานในภาคเกษตรกรรมถึง ๓ ใน ๔ เลยทีเดียวเป็นการปลูกข้าว ปลูกพืชยืนต้นอื่น ๆ แล้วก็เป็นการสนับสนุนการผลิตพืชผล ทำให้การประกอบอาชีพ ที่จำเป็นต้องพึ่งพาปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมเป็นสำคัญ หมายถึงว่าจะได้รับผลกระทบจาก ความไม่แน่นอนของสภาพดินฟ้าอากาศ หรือเมื่อสักครู่ถ้าเราได้ยินสมาชิกหลายท่านพูดถึง ปัญหาของทุเรียนในปัจจุบันก็คงจะพูดถึงเรื่องของปัญหาอื่น ๆ ที่เข้ามากระทบนอกจาก ดินฟ้าอากาศอีกด้วย โดยเฉพาะปัญหาจากฝนทิ้งช่วงแล้วก็ภัยแล้งในพื้นที่ปลูกข้าวนาปี ในช่วงต้นฤดูกาลเพาะปลูก แล้วก็ปริมาณน้ำที่มีอยู่ในระดับต่ำ จากสถิติถ้าพิจารณาจำนวน คนจนก็จะพบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีคนจนสูงสุดอยู่ที่ประมาณ ๗๖๐,๐๐๐ กว่าคน คิดเป็น ๓๑.๗ เปอร์เซ็นต์ของคนจนทั้งหมดทั้งประเทศ รองลงมาก็คือภาคใต้ มีจำนวนคนจน อยู่ที่ประมาณ ๗๓๐,๐๐๐ กว่าคน คิดเป็น ๓๑ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูลรายได้เฉลี่ยต่อคนที่พบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีรายได้เฉลี่ยต่อคน ต่อเดือนต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ ๘,๔๐๐ กว่าบาทต่อคนต่อเดือน แล้วก็สาเหตุส่วนหนึ่งมาจาก แรงงานส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ประกอบอาชีพในภาคเกษตร ซึ่งต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน อย่างที่บอกเรื่องของดินฟ้าอากาศ ซึ่งก็ส่งผลต่อรายได้ แล้วก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นผู้มีรายได้น้อย แล้วก็สู่ภาวะยากจน แต่หากดูที่สัดส่วนคนจนจำนวนรายภาค หมายถึงว่าดูจำนวนประชากร ในภาคนั้น ๆ ภูมิภาคที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุด ๓ อันดับแรก ได้แก่ ภาคใต้ ในปี ๒๕๖๖ ตามสถิติ มีสัดส่วนคนจนอยู่ถึง ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ตามด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ ๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ภาคเหนืออยู่ที่ประมาณ ๓.๖ เปอร์เซ็นต์ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาคใต้ มีสัดส่วนคนจนสูงสุดก็มาจากปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดน ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ซึ่งก็ส่งผลกระทบต่อการลงทุน โอกาสในการประกอบอาชีพ แล้วก็คุณภาพชีวิต ของประชาชนในพื้นที่ ประชาชนจำนวนมากสูญเสียทรัพย์สิน แล้วก็ขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน และการเข้าถึงบริการทางสังคมก็มีอย่างจำกัด ถ้าแยกรายจังหวัดขออนุญาตที่จะให้สถิติกับ สภาแห่งนี้ ก็คือว่าจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุด ๑๐ อันดับแรก คือ ปัตตานี นราธิวาส แม่ฮ่องสอน พัทลุง สตูล หนองบัวลำภู ตาก ประจวบคีรีขันธ์ ยะลา แล้วก็ตรัง นี่คือ Top 10 โดยปัตตานีและแม่ฮ่องสอนน่าสนใจ ติดอยู่ใน ๕ อันดับแรกของจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจน สูงสุดต่อเนื่องกันอย่างน้อย ๑๕ ปีผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความยากจนเรื้อรัง ใน ๒ จังหวัดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กับการแก้ไขปัญหาความยากจน ก็คือการลดความเหลื่อมล้ำที่เราพูดถึงใน ๕ มิติมาอย่างต่อเนื่อง ๕ มิติมีอะไรครับ ด้านการศึกษา ด้านรายได้ ด้านความเป็นอยู่ ด้านสุขภาพ แล้วก็ด้านการเข้าถึงบริการภาครัฐ ผมจึงอยาก ที่จะขอเสนอให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ำไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งก็มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงแล้วก็หลายหน่วยงาน มีข้อเสนอคร่าว ๆ ๘ ด้านดังนี้ครับ

ด้านการบรรเทาภาระค่าครองชีพ แล้วก็เพิ่มรายได้ของผู้มีรายได้น้อย ผ่านโครงการต่าง ๆ ยกตัวอย่างที่ทำอยู่ก็คือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือจะเป็นเงินอุดหนุน เพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด รวมทั้งโครงการขยายโอกาสมีงานทำให้กับผู้สูงอายุด้วยการช่วย ส่งเสริมการประกอบอาชีพและการทำงานของผู้สูงอายุ เพราะเรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย โดยเต็มสมบูรณ์แบบแล้วในอนาคตอันใกล้นี้

ด้านที่ ๒ คือการขับเคลื่อนการดำเนินการขจัดความยากจนและการพัฒนา ทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เรามีเรื่องของ Model ต่าง ๆ โคกหนองนา อย่างนี้อยากให้รัฐบาลนำกลับเข้ามาใช้ให้เป็นประโยชน์ แล้วก็มีการพัฒนา ในเรื่องของเศรษฐกิจฐานรากอื่น ๆ

ด้านที่ ๓ คือด้านการกระจายการถือครองทรัพย์สินและการพัฒนาที่อยู่อาศัย ผู้มีรายได้น้อยทั้งในเมืองและในชนบท ทั้งในเขตเทศบาลแล้วก็นอกเขตเทศบาล โดยการจัดสรร ที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร แล้วก็ครัวเรือนที่ยากจน รวมถึงการพัฒนาที่อยู่อาศัยผ่านโครงการ บ้านมั่นคง แล้วก็บ้านพอเพียงอย่างมีคุณภาพและที่สำคัญต้องโปร่งใสด้วย

ด้านที่ ๔ คือด้านการสร้างโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยการสนับสนุน แหล่งเงินทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาแก่นักเรียนหรือนักศึกษา ซึ่งเราได้มีการแก้ไข พ.ร.บ. เกี่ยวกับทางด้าน กยศ. ไปแล้วว่ามีการดำเนินการอย่างไร การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการ จัดการศึกษาตั้งแต่เด็กชั้นอนุบาลจนกระทั่งไปถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับสูงอย่างมี คุณภาพ แล้วก็ให้ความสำคัญกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาด้วย

ด้านที่ ๕ ด้านการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึงและ มีคุณภาพ โดยการพัฒนาระบบสุขภาพที่เราเรียกว่า ปฐมภูมิ การพัฒนารูปแบบบริการ การแพทย์แผนไทย รวมไปถึงการพัฒนาเรื่องของการแพทย์ทางเลือกไปพร้อม ๆ กัน การพัฒนาระบบบริการรักษาทางไกลโดยใช้เทคโนโลยีมาใช้ในปัจจุบันที่มีเอไอต่าง ๆ ไม่ว่า จะเป็น Telemedicine Telepharmacy Telenursing หรือว่า Video Call แล้วก็ระบบ การบริหารของทีมแพทย์ประจำครอบครัว แล้วก็หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในโครงการนี้ ก็ต้องดำเนินการให้มีประสิทธิภาพ

ด้านที่ ๖ ด้านการพัฒนาระบบคุ้มครองทางสังคม ซึ่งเป็นการสร้างหลักประกัน ความมั่นคงในชีวิตของคนในชุมชนผ่านโครงการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน รวมถึง การจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือสังคมตำบล แล้วก็ยกระดับการทำงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ

ด้านที่ ๗ คือการส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานผ่านการ ดำเนินการต่าง ๆ ที่จะขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน ในชุมชนแล้วก็ในหมู่บ้าน ให้รวมไปถึงโรงเรียน โรงพยาบาลที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลเพื่อให้เข้าถึง เทคโนโลยี รวมถึงสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลออนไลน์

และด้านสุดท้าย คือด้านการสร้างโอกาสการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม อันนี้ก็สำคัญครับ เช่นการให้ความสำคัญกับกองทุนยุติธรรมเพื่อให้เป็นกลไกให้ช่วยเหลือ ผู้มีรายได้น้อย แล้วก็ขาดโอกาสในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม รวมถึงการให้ความรู้ คำแนะนำ คำปรึกษาด้านกฎหมาย แล้วก็เรื่องของการที่จะรับเรื่องราวร้องเรียน ร้องทุกข์ แล้วก็ปัญหา ความไม่เป็นธรรมต่าง ๆ

ผมจึงไม่ได้อยากที่จะให้รัฐบาลชุดนี้ทิ้งระบบในเรื่องของการแก้ไขความยากจน ที่เคยดำเนินการมาในอดีตที่เราเรียกว่า การแก้ไขความยากจนแบบพุ่งเป้า ที่ผมได้เกริ่นไว้ ในเหตุผลของการเสนอญัตตินี้ที่เราเรียกกันว่า ณ ตอนนี้ต้องใช้ระบบ TPMAP คือการใช้ Big Data ระบบวิเคราะห์ข้อมูลชี้เป้าว่าคนจนอยู่ที่ไหน แล้วเขาขาดแคลนอะไร เพราะมันมี หลายมิติที่ผมได้นำเสนอไปเมื่อสักครู่ แล้วก็เรื่องของการที่จะลดความเหลื่อมล้ำไปในคราวเดียวกัน โดยอ้างอิงข้อมูลการพัฒนาคน แบบชี้เป้าในส่วนของ TPMAP ซึ่งก็เป็นการนำเสนอข้อมูลคนที่ลงทะเบียน อย่างเช่น ในส่วน ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนะครับ นำมาตรวจสอบแล้วก็ลงพื้นที่ ซึ่งตอนนี้ก็มีหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง โดยเจ้าหน้าที่ไปสำรวจสอบถามตามแบบที่ลงทะเบียนมาถึงความรุนแรงของปัญหา ความยากจนในแต่ละครัวเรือนตามเกณฑ์ข้อมูลของทางด้านกระทรวงมหาดไทยซึ่งมีอยู่แล้ว เราควรจะต้องบูรณาการข้อมูลเหล่านี้นะครับ สำหรับพูดถึงในเรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ดำเนินการต่อเนื่องมานะครับ ตอนนี้ก็อยู่ที่ประมาณ ๑๔,๕๐๐,๐๐๐ คนที่ลงทะเบียนไปแล้ว ต้องบอกว่านี่ไม่ใช่คนจนทั้งหมดนะครับ ต้องทำความเข้าใจ พวกนี้ไม่ใช่พวกที่อยู่ใกล้เคียงกับ ในส่วนของเส้นความยากจนที่ผมได้พูดถึงครับ แต่ปรากฏว่าในส่วนของการที่รัฐบาลจะให้ ความช่วยเหลือ เรามีเงื่อนไขที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีรายได้น้อยนะครับ นั่นหมายความว่าผู้ที่มี รายได้ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี หรือแม้กระทั่งผู้ที่มีบ้าน มีวงเงินกู้สำหรับผู้อยู่อาศัย ไม่เกิน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท หรือผู้ที่มียานพาหนะที่กู้ไว้ไม่เกิน ๑ ล้านบาท สามารถลงทะเบียน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะฉะนั้นคำที่เราเรียกว่าบัตรคนจนอาจจะไม่ใช้คำพูดที่ถูกต้อง ทั้งหมด เพราะว่าเรามีคำนิยามต่างหากแล้วที่ผมได้กล่าวไป ซึ่งก็ทราบมาว่าประมาณช่วง สิ้นเดือนมีนาคมนี้ในปี ๒๕๖๘ รัฐบาลก็เตรียมที่จะรับลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่สำหรับกลุ่มเปราะบางและกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเนื่องจากขณะนี้กำลังที่จะใกล้ครบ ๒ ปีแล้วหลังจากรอบล่าสุดที่มีการลงทะเบียนไปเมื่อปลายปี ๒๕๖๕ นะครับ สำหรับผู้ถือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบันที่ว่านี้ก็คงไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ แต่กระทรวงการคลังจะนำ ชื่อไปคัดกรองเองว่าอยู่ในเงื่อนไขหรือไม่ แต่จะมีกลุ่มใหม่อยากที่จะให้ความสำคัญก็คือ คนที่ไม่เคยได้รับสิทธิมาก่อน ซึ่งคาดว่าจะมีคนลงทะเบียนไม่ต่ำกว่า ๑๐ ล้านคนเลยทีเดียว เนื่องจากว่ามีประชาชนที่เพิ่งอายุครบ ๑๘ ปี เพราะฉะนั้นกลุ่มนี้ก็อยากที่จะประชาสัมพันธ์ ให้ได้ทราบถึงเรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่แต่ละท่านมีโอกาสที่จะได้ลงทะเบียนแล้วก็ ได้รับสิทธิ ซึ่งจะสามารถนำไปใช้ในส่วนของค่าสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าเดินทางผ่านระบบ ขนส่งสาธารณะหรือมีส่วนลดแก๊สหุงต้ม นำไปใช้ลดภาระค่าน้ำประปาหรือว่าค่าไฟฟ้าด้วย สรุปแล้วก็จะได้ประมาณ ๑,๕๔๕ บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งในเบื้องต้นโครงการนี้ก็จะเป็นช่วย กลุ่มเปราะบางอย่างตรงเป้า ซึ่งรัฐก็ใช้งบประมาณประมาณ ๔,๘๐๐ ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ก็อยากที่จะให้ทางด้านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการตั้งงบประมาณตรงนี้ในการที่เราจะมีการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี ในส่วนของที่จะนำเข้าสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่หนึ่งในอีกไม่นานนี้ สุดท้ายนี้ครับท่านประธาน ผมขอเสนอให้รัฐบาลมุ่งเน้นนโยบายการทำให้คนไทยทุกคนมีความเท่าเทียมกันโดยเฉพาะ ในเรื่องของโอกาส โอกาสในการเข้าถึงการบริการพื้นฐานต่าง ๆ ของภาครัฐซึ่งรัฐบาลควรให้ ความสำคัญและดำเนินการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงอย่างเท่าเทียม และทั่วถึงทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นมิติต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวไปแล้ว เรื่องของการศึกษา เรื่องของสุขภาพ เรื่องของการขนส่งคมนาคม เรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ แล้วก็ด้านอื่น ๆ ที่ผมได้อภิปรายมา ตลอดจนการดูแลแก้ไขปัญหาความยากจนแบบพุ่งเป้าที่เรียกว่า TPMAP ให้ประชาชนผู้มี รายได้น้อยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้วก็ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ท่านประธานจะเห็นในญัตติ ว่าผมไม่ได้เสนอในการที่จะให้ตั้งคณะกรรมาธิการ ผมเสนอญัตตินี้เข้ามา จริง ๆ แล้วอยากที่จะ ให้เป็นกระทู้ถามด้วยซ้ำไป แต่เนื่องจากว่าการที่จะต้องมีการบรรจุอะไรต่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในการที่กระทู้ถามของผมจะถึงคิวที่จะถามรัฐบาล ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ ผมก็เลย ต้องเสนอแทนมาเป็นในเรื่องของญัตติเพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้นอกเหนือจาก ผมคนเดียวที่จะถามรัฐบาลและให้ตอบ เพื่อที่จะให้สภาได้ดำเนินการพิจารณาแล้วก็ให้ความเห็น แล้วก็ส่งไปให้กับทางฝ่ายรัฐบาล จริง ๆ แล้วในสภาผู้แทนราษฎรของเราก็มีคณะกรรมาธิการ ที่เรียกว่ากรรมาธิการสามัญแก้ปัญหาหนี้สิน ความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำอยู่แล้ว แต่ว่าไม่อยากให้ทางด้านสภาต้องไปดำเนินการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาเพราะมีกรรมาธิการสามัญ อยู่แล้ว แต่ที่ผมอภิปรายนี้ก็อย่างที่เรียนครับ คืออยากที่จะเน้นย้ำไปยังรัฐบาลในฐานะที่ผมเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดูเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจมีความจำเป็นครับ มีความสำคัญ แต่อย่างไรก็ตามครับการแก้ไข ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำก็เป็นนโยบายที่รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แล้วก็ใช้ในส่วนของ Big Data ให้เป็นประโยชน์ แล้วก็ใช้เครื่องมืออื่น ๆ มาช่วยในการแก้ไข ปัญหาอย่างยั่งยืนในอนาคตด้วยครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน