ทรงศักดิ์ อธิบายกรณีที่ดินสาธารณะประโยชน์ ชุมพร-สวี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘

ทรงศักดิ์ ทองศรี ระบุปัญหาที่ดินสาธารณะในจังหวัดชุมพรที่ประชาชนขาดเอกสารสิทธิ และเสนอแนวทางแก้ไขโดยอ้างอิงหลักเกณฑ์การได้มาซึ่งที่ดินสาธารณะและการพิสูจน์สิทธิของราษฎร

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย ซึ่งได้รับมอบหมายมาทำหน้าที่ในการตอบกระทู้ถามท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ท่านวิชัย สุดสวาสดิ์ ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่จังหวัดชุมพร ก่อนอื่นนั้นผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน และสมาชิกว่า เรื่องนี้เป็นกรณีที่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชุมพรจำนวนมากประสบกับความ เดือดร้อนในกรณีไม่มีเอกสารสิทธิในที่ทำกิน เพราะว่าตั้งแต่ปี ๒๔๗๙ พื้นที่จำนวนหนึ่ง ในเขตจังหวัดชุมพรถูกประกาศให้เป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ ก็หมายความว่าเป็นสาธารณสมบัติของ แผ่นดิน ทำให้ประชาชนที่ใช้ประโยชน์ดังกล่าวมีปัญหา คือหมายความว่าพอประกาศเป็น เขตสาธารณะ ที่สาธารณะ ทำเลเลี้ยงสัตว์อย่างนี้คนที่ไปอยู่ก็จะเป็นประเด็นเรื่องของการ อาจจะไม่ได้รับการดูแลจากรัฐความหมายเป็นอย่างนั้น เช่น การที่จะไปขอเลขที่บ้าน ขอใช้ไฟ ขอน้ำประปา อันนี้ก็จะเป็นเรื่องที่ไม่มีหลักเกณฑ์ให้ทำได้ แต่ผมทราบว่าจริง ๆ ถ้าเป็นแบบ คทช. แบบนี้เขาจะมีการอนุญาตให้ไปใช้ได้ ในขณะนี้มีตัวอย่างที่จะทำอยู่ ๒ จังหวัด มีที่กาญจนบุรีกับที่แม่ฮ่องสอนจะเป็น Model เรื่องของแบบนี้ แต่เนื่องจากว่า ที่ชุมพรเป็นพื้นที่จะเป็นชุมพรหรืออำเภอสวีเองมีพื้นที่สาธารณะตามทะเบียนที่ดิน ประโยชน์ใช้ร่วมกันเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ ผมเรียนท่านประธานและสมาชิกว่าอย่างเมืองชุมพร มี ๓๐ พื้นที่ด้วยกัน มีเนื้อที่ประมาณ ๑๓๖,๐๐๐ กว่าไร่เศษ ส่วนที่อำเภอสวีมีอยู่ ๕ พื้นที่ เนื้อที่ประมาณสัก ๘๑,๗๒๐ ไร่เศษ อันนี้ก็เป็นข้อมูล แล้วก็ถือเป็นที่ดินสาธารณสมบัติ แผ่นดินสำหรับใช้ร่วมกัน อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ท่านสมาชิกได้มีความห่วงใย แล้วก็เรียน ท่านประธานว่าการเกิดหรือการได้มาซึ่งที่ดินสาธารณะมีอยู่ ๕ กรณีด้วยกัน ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ มันจะเกิดได้เองนะครับแต่ว่ามันมีหลักเกณฑ์อยู่ อย่างเช่น เกิดจากสภาพธรรมชาติ เช่น ที่ชายตลิ่ง ทางน้ำ ทางหลวง อันนี้ก็จะเป็นที่สาธารณะเป็นไปตามกฎหมาย หรือจะเป็นการ เกิดจากการใช้ร่วมกันของประชาชน เช่น ที่รกร้างว่างเปล่าหรือที่ดินที่มีบุคคลมิได้มีสิทธิ ครอบครอง อันนี้ก็นำไปสู่การเป็นที่ดินสาธารณะประโยชน์ หรือการได้มาโดยทางนิติกรรม เช่น การซื้อขาย การแลกเปลี่ยน หรือมีผู้อุทิศให้กับทางราชการหรือว่าชุมชนอันนี้ก็เป็นที่ สาธารณะ แล้วก็การได้มาโดยผลของกฎหมาย อย่างเช่น การสงวนหวงห้ามที่เกิดขึ้นก่อน วันที่ ๘ เมษายน ๒๔๗๙ อันนี้ไม่มีการกำหนดรูปใดไว้แต่เป็นที่สงวนหวงห้ามตามพระบรม ราชโองการ ผู้ว่าการมณฑล สมุหเทศาภิบาล กรมการอำเภอ หรือกำนัน เป็นต้น เมื่อก่อน กำนันเองยังประกาศเขตสงวนหวงห้ามด้วยตามกฎหมายเดิม หรือว่าการสงวนหวงห้าม หลังตั้งแต่วันที่ ๘ เมษายน จนถึงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๗ อันนี้เป็นช่วงเวลาที่มี พระราชบัญญัติว่าด้วยการสงวนหวงห้ามที่ดินที่รกร้างว่างเปล่าเป็นสาธารณสมบัติของ แผ่นดิน อันนี้ปี ๒๔๗๘ ก็มีกฎหมายอันนี้เกิดขึ้นมา แต่ว่าการจะประกาศใช้อย่างไรก็ต้องมี การออกเป็นพระราชกฤษฎีกา แล้วก็มีแผนที่แนบท้ายที่จะออกเป็นที่สาธารณะ แล้วก็รวมถึง การต้องไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วย สำหรับการหวงห้ามตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๙๗ จนถึงปัจจุบันนี้เรามีการใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน การดำเนินการสงวนหวงห้าม จะต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินโดยเป็นอำนาจของคณะกรรมการจัดที่ดิน แห่งชาติที่เรียกว่าน่าจะเป็น คทช. คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็น คณะกรรมการจัดรูปที่ดิน แล้วก็การสิ้นสภาพของที่สาธารณประโยชน์ก็มีวิธีการอยู่ เช่น การสิ้นสภาพโดยการถอนสภาพเพื่อใช้เป็นประโยชน์อย่างอื่นตามประมวลกฎหมายที่ดินตาม มาตรา ๘ วรรคสอง หรือ ๒. การสิ้นสภาพโดยผลของกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติที่ ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๖๒ หรือมีการตราเป็นกฎหมายหรือพระราชบัญญัติโอนที่ดินให้ตกเป็น กรรมสิทธิ์ของเอกชน อันนี้คือมีการสิ้นสภาพ สำหรับการสิ้นสภาพโดยธรรมชาติ เช่น ที่ดิน ที่เป็นที่งอกริมตลิ่งตกเป็นที่กรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินที่งอก อันนี้ก็มีการไปขอ เช่น พิสูจน์ ดินที่มันงอกว่าไม่ใช่ดินที่เกิดจากการถม แต่เกิดจากการงอกโดยธรรมชาติ อันนี้ก็จะเป็น กรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินที่อยู่ที่งอก อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปตามกฎหมายกำหนดที่ สาธารณะ แต่ว่าถ้าหากปรากฏข้อเท็จจริงว่านายอำเภอ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มี การตรวจสอบที่สาธารณะให้ชัดเจนแล้ว ถ้าราษฎรมีเอกสารสิทธิที่ทางราชการทำขึ้น หรือพิสูจน์ได้ว่าเป็นเอกสารก่อนที่ดินเป็นของรัฐ อันนี้หมายความว่ามีการพิสูจน์สิทธิ บางทีประกาศเป็นที่สาธารณะแล้วแต่ว่าถ้าประชาชนอยู่แล้วมีการพิสูจน์สิทธิได้ อันนี้เป็น เรื่องมีการโต้แย้งก็นำไปสู่การดำเนินการเพื่อการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินต่อไป แต่ว่าถ้าที่ดิน ดังกล่าวนี้เป็นที่ดินที่เป็นสาธารณะแล้ว ถ้าประชาชนอยากจะเข้าไปอยู่ได้สิทธิ เขาก็จะมี คณะกรรมการเขาเรียกว่า คปร. จังหวัดพิจารณากำหนดเป็นนโยบาย มีการกำหนด หลักเกณฑ์ มีแนวทางมาตรการเรียกว่า คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ คทช. แล้ว เพื่อจัดที่ดินหรือมีการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของบุคคลในพื้นที่ของรัฐต่อไป อันนี้เป็นแนวทางในการดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ซึ่งในส่วนของที่ชุมพรทั้ง ๒ อำเภอ ผมก็เรียนว่าจริง ๆ มันก็ต้องเข้าสู่กระบวนการอย่างนี้ ซึ่งจะได้ดำเนินการเพื่อให้ประชาชน สามารถอยู่ได้ จะเป็นกรรมสิทธิ์ก็ต้องพิสูจน์สิทธิ ถ้าไม่ใช่เป็นกรรมสิทธิ์และเป็นที่สาธารณะ ก็ต้องนำไปสู่การที่จะขอให้รัฐจัดที่ดินอย่างไร กราบขอบคุณครับ