ภูริวรรธก์ ชี้ทุนใหญ่ผูกขาดรอบฉาย-ไทยหนังเข้าถึงยาก ขอรัฐบาลเร่งแก้

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘

ภูริวรรธก์ ใจสำราญ ชี้ปัญหาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยขาดการสนับสนุนต่อเนื่องและโครงสร้างพื้นฐานไม่แข็งแรง พร้อมตั้งคำถามต่อรัฐมนตรีเพื่อหาแนวทางแก้ไข โดยชี้ว่าการผูกขาดโรงภาพยนตร์โดยเครือใหญ่ที่ควบคุมรอบฉายทำให้ภาพยนตร์อิสระเข้าถึงยาก และเรียกร้องให้ตรวจสอบสัดส่วนภาพยนตร์ไทยในโรงที่ลดลง เพื่อเร่งแก้ไขและสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็ก

นายภูริวรรธก์ ใจสำราญ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานสภา ผม ภูริวรรธก์ ใจสำราญ ครับ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๒ บางเขน ท่าแร้ง สายไหม ออเงิน และลาดพร้าว จระเข้บัว พรรคประชาชน จริง ๆ แล้วกระทู้นี้ตามวาระนี้ ต้องเข้าวันที่ ๒๓ มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งตั้งคำถามท่านนายกรัฐมนตรีล่ะ แต่วันนั้นก็มีการ เลื่อนจนกระทั่งมาถึงวันนี้ ๒๗ กุมภาพันธ์นะครับ เราก็ดีใจเพราะว่าคนในฐานะอุตสาหกรรม ภาพยนตร์นั้นรอสิ่งที่อยากจะได้คำตอบจากท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อจะได้เป็นแรงใจในการ ทำงานในวงการอุตสาหกรรมนี้ต่อไปนะครับ แต่ไม่เป็นไรครับ วันนี้เรามีท่านรัฐมนตรีมา เดี๋ยวผมก็อยากจะฟังคำตอบของท่านรัฐมนตรีต่อไป ก็ได้ยินว่ามีการเตรียมคำตอบออกมาได้ อย่างครบถ้วน เดี๋ยวเราลองมาดูคำตอบของท่านกันครับ ท่านประธานครับเรื่องของ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเป็นเรื่องหนึ่งที่ไม่ได้พูดถึงในสภาแห่งนี้มากนัก แต่ว่า ก็เป็นประเด็นที่มันอยู่ตามหน้าสื่อกันอย่างต่อเนื่อง ผมเชื่อว่าหลายท่านในที่นี้ต่างเชิดชู อุตสาหกรรมภาพยนตร์ว่าเป็นตัวจักรกลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันก็เป็น ฟันเฟืองที่สำคัญในการส่งออกซึ่งวัฒนธรรมไปสู่สายตาของชาวโลก ในขณะเดียวกันครับ ทุกคนเขาพูดมาว่าอุตสาหกรรมของภาพยนตร์เป็น Soft Power ที่สำคัญ ซึ่ง THACCA ของท่านนายกรัฐมนตรีเป็นการสนับสนุนภายใต้การผลักดันในส่วนของคณะอนุกรรมการว่า ด้วยอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ผมเองเป็นคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม เราได้ตั้งอนุขึ้นมาครับเป็นอนุกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องของต้นทุนทางวัฒนธรรมสู่สากล ผมได้เชิญหน่วยงานทางราชการก็ดี เอกชนก็ดี สมาคมของวิชาชีพอุตสาหกรรมภาพยนตร์ก็ดี เข้ามาให้ความรู้ชี้แจงปัญหา เราก็ได้ทราบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่เรื้อรังกันมานาน นอกจากนั้นแล้วมันก็ทำให้โครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมภาพยนตร์นั้นไม่แข็งแรงทำให้ การแก้ไขปัญหานั้นไม่ต่อเนื่อง ดังนั้นในวันนี้เราจึงมีคำถามในประเด็นสำคัญที่อยากจะถาม ท่านรัฐมนตรีนะครับ

ปัญหาแรก เป็นเรื่องของการผูกขาดโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ ปัจจุบัน โรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ของไทยนั้นครองตลาดโดย ๒ เครือใหญ่ครับ ซึ่งทั้งสองเครือใหญ่นั้น มีอำนาจในการกำหนดรอบฉายได้อย่างอิสระ จะเทหรือจะทิ้งให้กับภาพยนตร์เรื่องใด เรื่องหนึ่งได้มากหรือน้อยก็สามารถทำได้อย่างเต็มที่ ในช่วง ๒ ๓ ปีที่ผ่านมานี้เรามี ภาพยนตร์อิสระหลายเรื่องที่ออกไปคว้ารางวัลตามเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศนะครับ ประชาชนก็รอที่จะดูภาพยนตร์เหล่านั้น แต่เมื่อเข้าฉายจริง ๆ กลับได้โควตาเพียงแค่ ๑ สัปดาห์ก่อนที่จะถูกถอนออกไป รอบฉายของแต่ละวันครับ นี่เรายังไม่พูดถึงบางเรื่องนั้น ได้รอบฉายตอนเช้า ไม่เช้าก็ดึกไปเลย ซึ่งสัดส่วนส่วนใหญ่ของภาพยนตร์นั้นจะถูกเทให้กับ ภาพยนตร์ต่างประเทศ ขอสไลด์แรกนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

จากข้อมูลสถิติย้อนหลัง ในปี ๒๐๑๗ จนถึง ๒๐๒๒ สัดส่วนภาพยนตร์ไทยที่ฉายในโรงภาพยนตร์ไทยของเรานั้น มีเฉลี่ยเพียงแค่ ๑๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ในขณะสัดส่วนที่เหลือเป็นภาพยนตร์ต่างประเทศ ถึง ๘๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ดีที่ใน ๒๐๒๓ มีสัดส่วนของภาพยนตร์ไทยเพิ่มขึ้นมาเป็น ๓๒ เปอร์เซ็นต์ ในครึ่งปีแรกของ ปี ๒๐๒๔ หนังไทยมีสัดส่วนอยู่ที่การฉายอยู่ที่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ถือว่าขยับขึ้นมาครับ แต่ว่ามันก็ยังไม่สูงพอที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้นทุกวันนี้เครือใหญ่ทั้ง ๒ เครือไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่เพียงแค่ผู้ประกอบการกิจการ ภาพยนตร์เท่านั้น แต่กระโดดลงมาเป็นผู้อำนวยการสร้างด้วย ซึ่งภาพยนตร์เรื่องใดก็แล้วแต่ ที่ทั้ง ๒ เครือนั้นเป็นผู้อำนวยการสร้างก็จะได้รับสิทธิพิเศษในการจัดรอบฉาย ยืนระยะรอบ ฉายยาวนานเท่าไรก็ได้ และถ้าหนังเรื่องใดก็แล้วแต่ที่ทั้ง ๒ ค่ายนี้ผลิตขึ้นมาไปตรงกันกับ หนังอิสระที่จะต้องเข้า พื้นที่ของหนังอิสระแทบจะไม่มีเลยครับ จากนั้นมันควรจะเป็นการ ถูกจับตามองได้หรือเปล่าว่านี่คือการผูกขาดทางการตลาดของทุนใหญ่ ให้ลองยกตัวอย่าง ภาพยนตร์อิสระคุณภาพของไทย อย่างเช่น Blue Again หรืออานนเป็นนักเรียนตัวอย่าง ซึ่งทั้ง ๒ เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่ไปกวาดรางวัลมาทั่วโลกนะครับ แต่ว่ากลับได้รอบฉาย ในเครือใหญ่เหล่านั้นเพียงแค่ ๑ สัปดาห์ก่อนที่จะถูกถอดออก ซึ่งต่อมาก็ได้รับรอบฉาย อย่างเป็นธรรมมากขึ้น แต่ว่าเอาจริง ๆ แล้วพื้นที่ที่ประชาชนจะได้เข้าไปดู ๒ เรื่องนี้เป็น โรงภาพยนตร์ขนาดเล็ก โรงภาพยนตร์ขนาดย่อย จึงเป็นคำถามเหมือนกันว่ามันถึงเวลา หรือยังที่รัฐบาลควรจะต้องหันมาสนับสนุนผู้ประกอบการหรือโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กบ้าง ในประเด็นดังกล่าวที่ถามมา ผมขอถามท่านรัฐมนตรีและรัฐบาลว่าท่านมีมาตรการในการ ลดการผูกขาดของโรงภาพยนตร์ใหญ่อย่างไร ในขณะเดียวกันท่านจะช่วยกันแก้ปัญหา ในเรื่องของการได้รับรอบฉายให้กับภาพยนตร์อย่างเป็นธรรมได้อย่างไรบ้าง รวมไปถึงท่านมี มาตรการในการส่งเสริม การแข่งขันธุรกิจโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่และขนาดย่อยให้เป็น ธรรมได้อย่างไร นี่เป็นคำถามแรกที่จะถามท่านรัฐมนตรีครับ ขอบคุณครับ