เชตวัน เตือประโคน ระบุปัญหาข้าวตกต่ำและต้นทุนสูงจนชาวนาขาดทุน พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขโดยให้รัฐสนับสนุนลานอเนกประสงค์ เครื่องอบข้าวชุมชน และกำกับดูแลโรงสีอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันความไม่เป็นธรรมในการชั่งน้ำหนักและวัดความชื้น
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ เชตวัน เตือประโคน สส. จังหวัดปทุมธานี พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ถ้าจะมีใครสักคนที่เข้าใจหัวอกหัวใจของเกษตรกรชาวนาปัจจุบันนี้ที่ต้องเผชิญปัญหาราคา ข้าวตกต่ำ ผมคนหนึ่งครับผมเป็นลูกชาวนาคนหนึ่ง พ่อแม่ปู่ย่าตายายพื้นเพภูมิลำเนาอยู่ที่ บุรีรัมย์ ทำนามาตั้งแต่บรรพบุรุษครับ ตอนที่ผมอายุ ๑๐ ขวบ ราคาข้าวหอมมะลิ ๑๐๕ นาปี ความชื้นไม่เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ราคากิโลกรัมละ ๑๕ บาท วันนี้ผมอายุ ๔๐ ปีครับ ราคาข้าว หอมมะลิ ๑๐๕ นาปีเหมือนกันครับ ความชื้นไม่เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ ๑๖.๕ บาท ณ ตลาดเมื่อวาน วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ เข้าใจดีครับเรื่องกลไกของตลาด ผมเข้าใจดีเรื่องโครงสร้างของการผลิตข้าว เรื่องโครงสร้างของการค้าข้าว แต่คงไม่ลง รายละเอียด แต่เอาแค่สามัญสำนึกง่าย ๆ นะครับ มีใครเคยฉุกคิดเรื่องนี้ไหมว่า ๓๐ ปี ราคา ข้าวเปลือกของชาวนาเพิ่มขึ้น ๑.๖๕ บาท หรือพูดอย่างถูกต้องที่สุดคือไม่เปลี่ยน มันก็แกว่ง อยู่อย่างนี้ครับ ชาวนาขายข้าวในราคาเท่าเดิม แต่ต้นทุนการผลิตท่านประธานลองดูสิครับ ค่าครองชีพตลอด ๓๐ ปีที่ผ่านมามันขึ้นกี่เท่าของราคาข้าวของชาวนาครับ ท่านประธาน สไลด์ต่อไปนี้คณิตศาสตร์อย่างง่าย ๆ สำหรับปัญหาของพี่น้องที่มาประท้วงกันนะครับ ข้าวเปลือกในพื้นที่ภาคกลางปัจจุบันชาวนาขายข้าวที่กิโลกรัมละ ๖ บาท ประสิทธิภาพ การผลิตในพื้นที่ภาคกลาง ๗๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ รวมรายได้ ๖ คูณ ๗๐๐ อยู่ที่ ๔,๒๐๐ บาท ต่อไร่ ขณะที่ต้นทุนการผลิตครับ ล่างสุดเลย ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท เจ๊งครับแบบนี้อยู่ไม่ได้ แน่นอน ท่านประธานครับ ภาพหนึ่งที่เราเห็นกันเป็นประจำจนชาชินนั่นก็คือภาพต่อไปนี้ เรื่องของการตากข้าวเปลือกบนถนน ขณะที่พอเอามาตากข้าวเปลือกบนถนนมันเกิดอะไรขึ้น ภาพทางขวามืออุบัติเหตุรถสไลด์ข้าวเปลือกทิ่มกับรั้ว ขณะที่ทางซ้ายมือเป็นการวางตะปู เรือใบกลัวว่ารถจะขับไปทับลงบนข้าวเปลือก เรื่องของค่าความชื้นข้าวเป็นสิ่งที่โรงสีบางแห่ง ท่าข้าวบางแห่งเอาเปรียบชาวนาอย่างไม่จบไม่สิ้น กี่สิบปีแล้วไม่รู้ รูปการณ์เป็นแบบนี้ครับ ผมเล่าให้ฟัง ชาวนาขนข้าวไปขายที่โรงสีหรือไปขายที่ท่าข้าว คนงานในโรงสี ในท่าข้าว ก็จะใช้เล็กแหลม ๆ ทิ่มเข้าไปในข้าวสุ่มตรวจ เอามาแล้วก็มากำ ๆ ขยี้ ๆ แล้วใช้ดุลพินิจ พิจารณาความชื้นแล้วก็บอกกับชาวนาว่าจะให้ราคาข้าวเท่าไร เป็นแบบนี้ใช่ไหมครับ ไม่เป็น วิทยาศาสตร์และไม่เป็นธรรมกับชาวนาอย่างยิ่ง เทคโนโลยีเราไปถึงไหนต่อไหนแล้วแต่เรายัง ปล่อยให้ใช้ความรู้สึกว่าข้าวชื้นหรือไม่ชื้นของบุคคลเป็นตัวตัดสินหยาดเหงื่อและแรงงานของ ชาวนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมันบอกได้ท่านก็เอาเข้าเครื่องอบสิครับ ก็ได้แล้ว ค่าความชื้นที่ไม่เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ทำไมเรายังปล่อยให้ชาวนาโดนเอาเปรียบ ทำไมเรายัง ปล่อยให้ชาวนาโดนต้มตุ๋นหลอกลวงแบบนี้ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ นาย A ขนข้าวไป ขายให้โรงสีแต่เช้า ท่าข้าวเข้ามาก็จิ้ม ๆ กำ ๆ แล้วก็บอกว่ามาเช้าตรู่หน่อยราคากิโลกรัมละ ๑๖ บาท หรือตันละ ๑๖,๐๐๐ บาท ขายเสร็จนาย A ยิ้มแป้นกลับไปบ้านไปบอกนาย B นาย C นาย D เอามาขายกันต่อ หอมมะลิ ๑๐๕ นาปี ความชื้นไม่เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เหมือนกันเป๊ะ B มาถึง ๑๑ โมงอาจขายได้ ๑๕ บาท C มาถึงบ่ายโมงอาจขายได้ ๑๓ บาท D มาถึงบ่ายโมงอาจขายได้กิโลกรัมละ ๑๐ บาท ได้น้อยกว่าคนแรก แล้วก็เรียกร้องอะไร ไม่ได้ด้วย ไม่ขายก็ไม่ได้ เสียค่าน้ำมัน เสียค่ารถขนมาแล้ว นี่อย่างไรครับที่บอกว่าชาวนาโดน เอาเปรียบ คือนายทุนเขารู้ว่านาย A จะยิ้มแฉ่งกลับไปที่ชุมชน จะรู้ว่านาย A จะยิ้มแฉ่ง กลับไปบอกว่าราคากิโลกรัมละ ๑๕ บาท แล้วทุกคนก็จะขนมาขาย นี่คือสิ่งที่ชาวนาโดน เอาเปรียบ ท่านประธาน ๔ แนวทางที่ผมจะเสนอแก้ปัญหาให้กับชาวนาในเรื่องนี้นะครับ เรื่องลานตากข้าว ข้อเสนอของเราก็คือว่าสามารถใช้ลานตากข้าวทำเป็นลานอเนกประสงค์ ของชุมชนได้ในช่วงที่ไม่มีฤดูกาลเก็บเกี่ยว ไม่มีการตากข้าว ก็เอาไปทำเป็นลาน Aerobic ลานออกกำลังกายได้ เครื่องอบข้าวชุมชนเทคโนโลยีทางการเกษตร เรื่องนี้รัฐควรจริงจัง ให้การสนับสนุนลงทุนในเครื่องอบข้าว ลดความชื้นให้แก่สถาบันองค์กร วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกรต่าง ๆ นอกจากเครื่องจักรแล้ว เงินทุน เทคโนโลยีแล้วนะครับ คำแนะนำ ในการดูแลรักษาก็เป็นเรื่องสำคัญด้วย บทบาทของรัฐครับท่านประธาน ข้อที่ ๓ รัฐ โดยกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ท่านต้องรีบกำกับดูแลการซื้อขายให้เป็นไปอย่าง เป็นธรรม แบบที่ไปกำ ๆ แล้วกำหนดราคาเอง ขยี้ ๆ ข้าวว่าชื้น ไม่ชื้น แบบนี้ท่านต้องไปกำกับ ควบคุม วัดความชื้นจริงเพื่อให้พ่อค้าโรงสีไม่เอาเปรียบ สุดท้ายนะครับ ท่านประธานนิดเดียวในฐานะลูกชาวนาคนหนึ่งทำมาเองหมดแล้วครับ ตั้งแต่ ปักดำ ตั้งแต่เกี่ยว ตั้งแต่นวดข้าว สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับรู้ได้สัมผัสมากับตัวเองก็คือว่าโครงสร้าง การผลิตข้าวหรือโครงสร้างการค้าข้าวแทบไม่เคยมีตรงไหนเลยที่เป็นประโยชน์กับชาวนา ราคาข้าวเปลือกไม่เคยสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ไม่ได้ตั้งอยู่บนความเสี่ยงของชาวนาที่ต้อง เผชิญ ไม่เคยมีพื้นที่ให้กับชาวนาหรือแม้แต่กลุ่มชาวนาในการรวมตัวกันเป็นองค์กร เป็นสมาคม ได้มีกลไกในการต่อรองหรือได้เข้าไปมีส่วนร่วมทั้งโครงสร้างการผลิตข้าวและ โครงสร้างการค้าข้าว ไม่เคยมีนโยบายรัฐที่ส่งเสริมให้ชาวนาได้มีอำนาจในการต่อรอง เพิ่มมากขึ้น สุดท้ายไม่ไปแก้ที่โครงสร้างเลยครับ เพราะผู้มีอำนาจจะเห็นว่าการสงเคราะห์ การชดเชย การเยียวยา คือเครื่องมือหรือกลไกทางการเมืองที่จะทำให้ชาวนาได้สำนึกบุญคุณ เป็นหนี้ไม่จบไม่สิ้น นี่ละครับที่ผมบอกว่ารัฐไม่เคยสนใจจริง ๆ หรือถ้าสนใจก็อย่างที่บอก เป็นเครื่องมือในการรักษาอำนาจของท่าน ขอบคุณครับ