บัญชา เสนอญัตติแก้ พ.ร.บ. ข้าว แก้ปัญหาต้นทุนสูง-ผู้ส่งออกผูกขาด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘

บัญชา เดชเจริญศิริกุล เสนอญัตติให้คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาแก้ไขปัญหาราคาข้าวทั้งระบบ โดยชี้ให้เห็นปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ราคาไม่แน่นอน และโครงสร้างตลาดที่ผู้ส่งออกควบคุมราคา รวมถึงปัญหาเมล็ดพันธุ์และการลักลอบนำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน จึงเสนอทางเลือกในการแก้ปัญหา 2 ทาง คือ การสร้างกฎหมายเฉพาะหรือการจ่ายเงินชดเชยโดยตรงต่อเกษตรกร

นายบัญชา เดชเจริญศิริกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพ ผม บัญชา เดชเจริญศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม คนนครสวรรค์ ท่านประธานครับ วันนี้ผมต้องขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานที่ได้เร่งการเสนอญัตติมารวมกันในคราวเดียวกันนะครับ เรื่องขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาศึกษา การแก้ไขปัญหาราคาข้าวทั้งระบบ ตามข้อบังคับการประชุมสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ ผมขอสรุปหลักการและเหตุผลเลยนะครับท่านประธาน เพราะว่าข้าวพูดกันมาหลายรัฐบาล ก็ยังไม่ได้แก้ปัญหาจริง ๆ จัง ๆ ได้สักครั้งหนึ่งเลยครับ ก็ยังมาเสียเวลาในสภาแห่งนี้คุยกัน เรื่องข้าวมาตลอด ผมว่าข้าวมันควรจะทำให้มันเป็นกฎหมาย ทำให้มันเป็น พ.ร.บ. เสียจะได้ ไม่ต้องมาแก้ปัญหาหรือคุยกันบ่อย ๆ ครั้งอย่างนี้ ท่านประธานครับ ข้าวปัจจัยมันมีอยู่แค่ ๒ อย่างเองครับ ต้นทุนการผลิตกับราคาเท่านั้นเอง ต้นทุนการผลิตก็อย่างที่ทราบปัจจุบันนี้ น้ำมันแพง ปุ๋ยแพง ยาแพง แรงงานก็แพงเหมือนกัน อันนี้คือต้นทุนการผลิตของคนไทย ของพี่น้องเกษตรกรไทย ในส่วนของเรื่องราคา ณ ปัจจุบันรัฐก็ไม่ได้เข้ามาควบคุมดูแลอะไร โครงสร้างของราคาข้าวเกิดจากอะไรครับ ในประเทศไทยก็มีการค้าข้าวก็คือมีผู้ส่งออกข้าว ที่เป็นผู้กำหนดราคาข้าวของประเทศไทย ผู้ส่งออก ๑๐ กว่ารายใหญ่ ๆ เท่านั้นเอง ควบคุม โดยกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ วันนี้ผู้ส่งออกข้าวทุกบริษัทสามัคคีกันดี ซื้อข้าวราคาเดียวกันหมดทุกบริษัทเลยครับ ผมได้อภิปรายหารือท่านประธานไปหลายรอบ เรื่องข้าว เรื่องมันที่ผ่านมา เพราะผมดูว่าข้าวมันออก ๓ ระยะ ผมอธิบายเรื่องข้าวก่อน ข้าวนาปรังมี ๒ รอบ ข้าวนาปี ๑ รอบ ก็คือนาปรังรอบที่ ๑ ก็คือรอบกุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน พฤษภาคม รอบที่เยอะที่สุดคือรอบนี้ครับ แล้วหลังจากนั้นก็ประปราย รอบที่ ๒ ก็จะไปออกเดือนกรกฎาคม สิงหาคม แล้วก็จะไปถึงนาปีอีกรอบหนึ่งรอบใหญ่ก็คือเดือน ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม ข้าวมันออกของมันอย่างนี้ตลอดอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่ผ่านมานี้ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปเนื่องจากราคาดีที่ ๒ ๓ ปีที่ผ่านมา ๑. มันเกิดสงคราม รัสเซีย-ยูเครน เกิดการประกาศของประเทศอินเดียที่หยุดส่งออก ผลที่โชคดีกลับมาใน ประเทศไทยทั้งหมด ทั้งราคา ไม่ว่าจะข้าว ข้าวโพด หรือมัน มันดีไปทุกหมวด แต่ปัจจุบัน ทุกอย่างมันเข้าสู่หมวดปกติแล้ว สิ่งที่ผ่านมาชาวนาก็ต้องทำนาอย่างนี้ตลอดจะให้เขาไปทำ อย่างอื่นก็ไม่ได้ ที่ผ่านมาถือว่าโชคดี แต่ที่หลังจากนี้ไปชีวิตจริงแล้วครับ ข้าวมันก็ออกของมัน อย่างนี้ แต่ด้วยระบบภาครัฐของเราขาดความเอาจริงเอาจังกับพี่น้องเกษตรกร เรื่องการ แนะนำเรื่องผลผลิต เรื่องเมล็ดพันธุ์ที่ปลูกข้าว ณ ปัจจุบันก็เลยทำให้พี่น้องเกษตรกรไปเอา พันธุ์ของต่างประเทศมาปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิตเยอะ ๆ โอเคครับช่วงแรกอาจจะดีข้าวมันมี หลายประเภท มีข้าวนิ่ม มีข้าวแข็ง พอเอาข้าวประเภทหนึ่งที่มาปลูกในช่วงที่ขาดผลผลิต มันก็ราคาดี พอชาวบ้านเห็นว่าพันธุ์นี้ทำดีได้ผลผลิตเยอะก็เลยทำกันทั้งประเทศ มันก็เลย เสียระบบการค้าไป อันนี้เป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องลงไปแก้โดยเฉพาะกรมวิชาการเกษตร กรมการข้าวที่ต้องเข้าไปดู การขึ้นทะเบียนข้าวก็เช่นกันครับ มีหลายพันธุ์ที่ตลาดไม่ต้องการ ก็ควรจะแนะนำพี่น้องเกษตรกรว่าอย่าปลูก ถ้าขึ้นทะเบียนพันธุ์นี้รัฐไม่ได้ชดเชยอะไรเลย ก็ต้องบอกกับเขาให้เข้าใจนะครับ เรื่องราคาข้าวถามว่าแก้ปัญหาได้ไหม ต้องถามว่ารัฐบาล มีสตางค์ไหมเท่านั้นเองครับ มันมีได้แค่ ๒ ทางเท่านั้นเองที่จะให้เกษตรกรพอใจ สิ่งที่เขา เรียกร้องมาตลอดทุกเรื่องไม่ว่าจะพักหนี้ ไม่ว่าจะเรื่องราคาขอเป็นตันละ ๑,๐๐๐ ๒,๐๐๐ ได้ไหม หรือมีโครงการอะไรมารับรองได้แค่นั้นเอง เพราะว่าข้าวเป็นอะไรที่เยอะมากแล้วก็ ออกทั้งปี ซึ่งชาวนาในประเทศไทยก็ยังคงต้องทำนาอย่างนี้อยู่ตลอด วันนี้เราต้องแก้ไข ทั้งระบบจริง ๆ ด่านลักลอบเล็กน้อย ด่านชายแดนที่ทุกวันนี้ข้าวพม่าก็ยังทะลักเข้ามา ในไทยอยู่เลยครับ ปลายข้าว มันก็ส่งผลมาให้สินค้าเกษตรของไทยทุกอย่างราคาตกต่ำ อย่างนี้มาตลอด ไม่ว่าเรื่องมาตรการอะไรต่าง ๆ ถ้าไม่เข้มงวดปัญหามันก็จะเวียนวนอยู่อย่างนี้ เป็นอะไรที่แก้ไม่ได้นะครับ ถ้าจะตั้งหลักหรือตั้งใจให้แก้ปัญหาจริง ๆ มันก็ไม่ได้ยาก ผมขออนุญาตสรุปกับท่านประธานอย่างนี้เลยว่าทางออกของข้าวมันก็ทำได้แค่ ๒ อย่าง ตรงนี้ละครับ จะใช้มาตรการโครงการอะไรก็ได้มารองรับ หรือจะจ่ายให้พี่น้องเกษตรกร ตรง ๆ เลยตันละ ๑,๐๐๐ ๒,๐๐๐ ถ้ามีงบประมาณเพียงพอก็ได้แค่นั้น แล้วก็รวดเร็ว แล้วก็ สามารถทำได้เลยถ้าทำได้ ส่วนมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ที่ประกาศออกมาว่า ๗ มาตรการ ผมก็ยังมองดูว่ามันเป็นการทำ Event เท่านั้นเอง ได้แค่ผ่าน ๆ ไปเหมือนโครงการมันที่ผ่านมา ที่ผ่านมามันออกมาตั้งแต่เดือนตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม มกราคมถึงกุมภาพันธ์ มันจะหมด ไปแล้วก็เปิดตลาดนัดแบบนี้ แล้วก็กำลังจะเปิดกับข้าวซึ่งมันไปใช้กับข้าวไม่ได้หรอก ข้าวมัน กำลังเริ่มจะออก อีก ๓ เดือนข้างหน้ามันออกเต็มที่ทั้งประเทศ มันไม่สามารถช่วยอะไร ได้เลย ไม่อย่างนั้นแล้วเราจะเอาไม่อยู่ เกษตรกรทั้งประเทศก็ถือว่าเป็นรากหญ้า รัฐบาลก็ถือ ว่าเป็นต้นไม้ใหญ่เลยก็แล้วกันถ้าขาดรากหญ้า ขาดรากฝอยพวกนี้รัฐบาลก็แย่ได้เหมือนกัน ผมขอสรุปอย่างนี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ