นพพล เหลืองทองนารา เสนอให้รัฐบาลงดดอกเบี้ย ธ.ก.ส. ปี ๒๕๖๘ เพื่อลดภาระเกษตรกร และวิพากษ์วิจารณ์ความล้มเหลวของหน่วยงานรัฐในการดูแลราคาข้าวไทยที่ตกต่ำลงเมื่อเทียบกับคู่แข่งโลก
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นพพล เหลืองทองนารา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย คนพรหมพิราม วันนี้ที่ผมได้ตัดสินใจที่จะขอยื่นญัตติด่วนด้วยวาจาเกี่ยวกับเรื่องมาตรการที่ จะขอให้รัฐบาลได้ช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรังในฤดูกาลผลิต ๒๕๖๗/๒๕๖๘ ในครั้ง นี้ ตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๕๔ (๑) ตามที่ผมบอกไป นั่นก็คือว่าปัจจุบันนี้อย่างที่ทุกคน ทราบอยู่ว่าสถานการณ์ของข้าวในประเทศไทยหรือแม้แต่ทั้งโลกก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า มีราคาข้าวที่ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ ต้องเรียกว่าเป็นประวัติการณ์ โดยสิ่งที่เป็นชนวนที่ให้ผม ได้มาเสนอญัตติด่วน ผมขออนุญาตไล่เรียงนะครับ ลำดับแรกอย่างที่ผมบอกไปนั่นก็คือ ในเรื่องของราคาข้าวเปลือกของพี่น้องเกษตรกรตกต่ำเป็นอย่างมาก ๒. ประกอบกับราคา ของปัจจัยการผลิตทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของปุ๋ย ของน้ำมัน ยาฆ่าแมลง หรือแม้แต่ ค่าเช่านามีราคาที่สูงขึ้น ๓. ในเรื่องของปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่มากระทบต่อการเพาะปลูก ซึ่งนำไปสู่เรื่องของต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น นั่นก็คือในมาตรการของ PM2.5 ๔. ในเรื่องของ ค่าใช้จ่ายที่หลายคนไม่ได้มองเห็นแล้วก็คิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น แล้วก็เป็นส่วนสำคัญนั่นก็คือว่า ค่าใช้จ่ายในการที่จะเพิ่มต้นทุนการผลิตของพี่น้องเกษตรกรในเขตชลประทานในเรื่องของ การสูบน้ำ แล้วลำดับสุดท้ายที่เป็นที่มาในการยื่นญัตติในครั้งนี้ก็คือความจำเป็นของพี่น้อง เกษตรกรที่ไม่มีทุนทรัพย์ในการที่จะไปทำการเพาะปลูกพืชในรอบต่อไป รวมทั้งได้มีการ ครบกำหนดในการที่จะต้องชำระหนี้ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ที่จะมีการ ชำระหนี้ในทุก ๆ ๓ เดือน แล้วในรอบนี้ก็คือสิ้นเดือนมีนาคมนั้น พี่น้องเกษตรกรจะต้องหา เงินมาชำระทั้งต้นทั้งดอกให้กับธนาคาร ธ.ก.ส. นี่คือเป็น ๕ ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเสนอญัตติ ในคราวนี้ แล้วเรื่องความต้องการของพี่น้องเกษตรกรที่ผมเองได้สดับตรับฟังแล้วก็เป็น ความรู้สึกนึกคิดของผมที่ได้รวบรวมข้อมูลมา นั่นก็คือว่าผมเองต้องการที่จะให้รัฐบาลนั้น ได้ช่วยเหลือในเรื่องของราคาข้าว ผมเองอยากจะให้มีการกำหนดราคาข้าวในลักษณะของ การพยุงราคาข้าวให้กับผู้เพาะปลูกข้าวในฤดูนาปรังปี ๒๕๖๗/๒๕๖๘ ในความชื้นที่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่ต่ำกว่า ๑๐,๐๐๐ บาท
๒. ในเรื่องของปัจจัยการผลิต คือจะขอให้รัฐบาลได้ช่วยในเรื่องของราคาปุ๋ย ที่ใช้ในการเพาะปลูกให้มีความยุติธรรม นั่นก็คืออย่างปุ๋ย Urea ยกตัวอย่างปุ๋ย Urea สูตร ๔๖-๐-๐ ขอให้มีราคาปุ๋ยไม่เกินกระสอบละ ๖๕๐ บาท แล้วก็มีการช่วยในเรื่องของน้ำมัน ที่จะไปใช้ทางด้านการเกษตร เพราะว่าในเรื่องของประมงยังมีน้ำมันเหล่านั้นที่จะช่วยพี่น้อง ประมงได้ เพราะฉะนั้นในส่วนของพี่น้องเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวซึ่งคราวนี้เป็นการร้องขอ ครั้งแรกก็ว่าได้ในฤดูเพาะปลูกข้าวนาปรัง เพราะปกตินั้นพี่น้องไม่ว่าจะราคาตกต่ำขนาดไหน พี่น้องก็ไม่ได้เคยที่จะออกมาขอร้องให้รัฐบาลช่วยในข้าวนาปรัง แต่เที่ยวนี้มันไม่ไหวจริง ๆ เพราะว่าเป็นการตกต่ำของราคาที่รวดเร็วเป็นอย่างมาก แล้วก็ตกต่ำลงจำนวนมากนะครับ
แล้วประการต่อมาที่อยากจะให้รัฐบาลได้ช่วย ก็คือว่าในเรื่องของมาตรการ ที่มีผลกระทบต่อการเพาะปลูก นั่นก็คือในเรื่องของมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับเรื่อง PM2.5 นั้น อยากให้รัฐบาลได้ผ่อนคลายในมาตรการเหล่านี้ เพราะว่ามาตรการที่ทางรัฐบาล ได้บอกมาว่าถ้ามีการเผาแล้วทำให้เกิดมลพิษในเรื่องของ PM2.5 แล้ว จะไม่ให้ชาวนาคนนั้น ได้รับการช่วยเหลือในโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งผมคิดว่ามัน ไม่ถูกต้อง
แล้วสุดท้ายอย่างที่ผมบอกไว้ ก็คืออยากจะให้รัฐบาลได้ช่วยในเรื่องของ งดดอกเบี้ยในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ สำหรับเกษตรกรที่กู้เงินของธนาคาร ธ.ก.ส. ในครั้งนี้ เพื่อที่จะให้รายได้ทั้งหมดนั้นไปจ่ายเป็นเงินต้นแทน แล้วก็ไม่เห็นด้วย คือจะได้ลดภาระ อีกอย่างหนึ่งก็คือว่าถ้าพี่น้องนั้นไม่สามารถที่จะหาเงินมาจากชำระดอกได้ ธ.ก.ส. ก็ใจดี แต่ว่าไปให้กู้ต่อ ให้กู้เงินต้นเพื่อมาชำระดอก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเองอยากจะให้รัฐบาลนั้น ได้ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในครั้งนี้ด้วย ท่านครับผมเองก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกัน ไม่เข้าใจ จริง ๆ ทำไมในเรื่องของราคาข้าวหรือมาตรการต่าง ๆ ที่จะช่วยเหลือพี่น้องชาวนาทำไม เลยเถิดมาถึงทุกวันนี้ได้ เพราะว่าสิ่งที่ผมเองหรือแม้แต่ผู้แทนหลาย ๆ คนในพรรคเพื่อไทย เราได้พยายามบอกกล่าว นั่นก็คือว่าในสถานการณ์ข้าวโลกที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบันนี้มันสุ่มเสี่ยง ต่อราคาที่จะเกิดขึ้นที่จะตกต่ำในอนาคต พวกเราได้บอกกันมาตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๖๗ แล้ว ตั้งแต่รัฐบาลของอินเดียได้มีการประกาศ ประกาศเฉย ๆ ว่าจะเริ่มมีการส่งออกข้าวหลังจาก ที่งดส่งออกข้าวมานานเป็นเวลา ๒ ปี โดยช่วงที่งดส่งออกข้าวยกเว้นข้าวบาสมาตินะครับ ราคาข้าวเปลือกเจ้าได้วิ่งขึ้นไปถึงตันละ ๑๒,๐๐๐ บาท ๑๓,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นแล้ว ในเรื่องเหล่านี้ก็ได้มีการพูดจากัน แต่ก็ไม่เข้าใจว่าเป็นองคาพยพของหน่วยงาน หรือว่าเป็น ของใครกันแน่ในกระทรวงพาณิชย์ที่ไม่ยอมที่จะได้ดูแลติดตามสถานการณ์จนเกิดเหตุการณ์ ทำให้พี่น้องนั้นได้เดือดร้อน เพราะฉะนั้นแล้วมีการตอบของผู้มีอำนาจบางท่านที่ผมได้ถาม ในเรื่องของกระทู้ถามสดเกี่ยวกับเรื่องของมาตรการในการช่วยเหลือว่าข้าวนาปรังนั้นไม่เคยมี รัฐบาลยุคไหนได้ช่วย ผมเองก็ยังได้บอกไปว่าปกติแล้วชาวนาก็ไม่เคยร้องขอถ้าราคานั้นลดลง มาด้วยเป็นเหตุเป็นผล แล้วก็ไม่ได้ลดลงมามากเหมือนอย่างปัจจุบันนี้ แต่เที่ยวนี้อย่างที่ได้ เกริ่นไว้ว่าสิ่งที่ชาวนาไม่ไหวแล้ว นั่นก็คือว่าสิ่งที่ทำให้พี่น้องนั้นเดือดร้อนจริง ๆ เพราะราคา นั้นได้เข้ามาในบางส่วนบางที่ต้นทุนแพงกว่าราคาข้าวที่ขายได้ เพราะฉะนั้นจึงได้เกิดตรงนี้ ขึ้นมา จริง ๆ แล้วทางกระทรวงพาณิชย์หรือแม้แต่หน่วยงานทุก ๆ หน่วยของทางราชการ มีตัวเลขทั้งหมดว่าการเพาะปลูกหรือว่าแนวโน้มการส่งออกทั้งหลายมันจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะในเรื่องของราคา ถ้าผมขอไล่เลียงย้อนหลังไปนิดหนึ่ง จริง ๆ แล้วประเทศไทย มีประสบการณ์ในเรื่องของข้าวมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๒๖๕ ตอนนั้นมีการค้าข้าวครั้งแรกโดยส่งข้าว ๓๐,๐๐๐ หาบ ให้กับประเทศจีน แล้วก็มีประวัติศาสตร์การค้าข้าวมานมนานมาก ล้มคว่ำ ล้มหงายกันมาไม่รู้จะกี่ยุคกี่สมัย แม้แต่เอาข้าวไปเป็นค่าชดเชยในเรื่องของสงครามก็เคยแล้ว แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ จนถึงปี ๒๕๕๓ ผมว่าช่วงนี้ปี ๒๕๒๓-๒๕๕๓ เป็น ๒๐ ปีที่ทำให้พวกเราทั้งหลายได้หลงระเริงกับความที่คิดว่าประเทศไทยนั้นคือเจ้าของข้าว ของโลก เพราะฉะนั้นอาจจะเป็นเหตุนี้ด้วยหรือเปล่าที่ทำให้พวกเราละเลยกันไปว่าข้าวนั้น เป็นสินค้าที่ไม่เหมือนสินค้าประเภทอื่นทางการเกษตร นั่นก็คือว่าทุกประเทศนั้นสามารถที่ จะปลูกได้ เพียงแต่ว่าอาจจะปลูกได้พอตามความต้องการหรือไม่อันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นแล้วความหลงระเริงตรงนี้ทำให้เราไม่ได้มีการพัฒนา ในเรื่องของผลผลิตต่อไร่ ถ้าดูจากผลผลิตต่อไร่ทุกวันนี้ประเทศไทยมีผลผลิตต่อไร่เพียง ๖๐๐ กว่ากิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอื่น อย่างของจีนนั้นได้ผลผลิตต่อไร่ ๑,๑๐๐ กว่ากิโลกรัมต่อไร่ อินเดียก็อยู่ที่ ๙๐๐ กว่าไร่ เวียดนามก็อยู่ที่เกือบ ๆ ๙๐๐ แต่ของไทยนั้นการคงอยู่คงที่รักษา มาตรฐานมาเป็น ๑๐ ปี เพราะฉะนั้นที่ผมไล่เลียงมาอย่างนี้เพราะผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า การตกต่ำของข้าวในขณะนี้ ทุกส่วนทุกองคาพยพจะต้องมีส่วนที่จะต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นแล้วในเมื่อทุกส่วนไม่ว่าจะราชการหรือว่าผู้บริหารกระทรวงก็ดีเป็นผู้ละเลย ผมเองไม่ได้เจาะจงว่าเป็นของรัฐบาลไหน เพราะถ้าว่ากันตามตรงถ้าทุกคนคงมีตัวเลขอยู่แล้ว ละว่าย้อนหลังไป ๑๐ ปี ๒๐ ปีที่ผ่านมา ราคาข้าวเกิดอะไรขึ้น ความที่ข้าวเป็นเบอร์ ๑ มันหายไปไหน แล้วอย่างข้าวหอมมะลิเคยเป็นข้าวที่ได้รับความนิยม เป็นข้าวระดับ Premium แต่เชื่อไหมว่าในระยะต่อมาความที่เป็นข้าว Premium ข้าวที่สุดยอดมันถดถอย ลงไป ถดถอยแม้กระทั่งในเรื่องของคุณภาพ คุณภาพอาจจะไม่ได้ถดถอยนะครับ แต่ว่า ในเรื่องของเราอยู่กับที่ แต่ว่าประเทศอื่น ๆ เขาสามารถที่จะพัฒนาข้าวของเขาขึ้นมา ทัดเทียมกับเราและแซงเราด้วยซ้ำ ข้าวไทยปี ๒๕๖๒ เคยเป็นที่ ๑ ทั้งคุณภาพและราคา แพงเท่าไรก็ซื้อ ตอนนั้นปีนั้น ปี ๒๕๖๒ ตกแล้ว ๑ ตันเท่ากับ ๑,๒๑๓ ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยครับ แต่พอปี ๖๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ปี ๒๕๖๖ ความเชื่อถือและความเป็น Premium ในรสชาติ ในคุณภาพด้อยลง จนปัจจุบันนี้ข้าวหอมมะลิไทย จากที่ ๑ หล่นลงมาเหลือที่ ๕ ประกอบกับราคาก็ร่วงลงมาด้วย เพราะในเมื่อคนอื่นเขาได้มีการพัฒนาทั้งคุณภาพ แล้วก็ ต้นทุนที่ต่ำ ทำให้ประเทศต่าง ๆ ที่ต้องการข้าวก็หันไปทดลองข้าวใหม่และติดอกติดใจ จนทุกวันนี้ ข้าวหอมมะลิไทยจะมามีที่อินเดียงดส่งออกเท่านั้นละครับที่โชคดีหน่อย ที่ราคา ขึ้นไปพันกว่าเหรียญ แต่ตอนนี้ก็จะตกลงมาเหลือแค่ ๗๐๐ กว่าเหรียญเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นแล้วในความเดือดร้อนเที่ยวนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาครัฐก็มีส่วนสำคัญในการที่ทำให้ ราคาข้าวเป็นเช่นนี้ แต่ในส่วนของเกษตรกรผมเองก็อยากจะใช้เวทีนี้ที่อยากจะบอก อย่างตรงไปตรงมา ผมไม่กลัวเกษตรกรเกิดหรอกครับ ผมรักเกษตรกรมากเพราะว่าผม เป็นผู้แทนมาได้ก็เพราะเกษตรกรให้ผมมาเป็น แต่ผมก็อยากจะขอบอกว่า ท่านครับ ท่านเกษตรกรครับ ในบทเรียนเที่ยวนี้ทั้งรัฐบาล ทั้งราชการ แล้วก็เกษตรกรต้องร่วมมือ ร่วมใจกัน เพราะฉะนั้นถ้าไม่ร่วมมือร่วมใจกันแล้ว ถ้าไม่รู้จักที่จะพัฒนาตัวเอง ราชการ ก็ไม่รู้จักที่จะได้ติดตามสถานการณ์ แล้วก็พยายามที่จะปกป้องดูแลผลประโยชน์ของพี่น้อง เกษตรกร หรือรัฐบาลก็ละเลย คิดว่าข้าวไทยยังเป็นที่ ๑ อยู่ ทุกอย่างนี้วันข้างหน้าข้าวไทย จะไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นแล้วผมเองก็อยากที่จะให้การตกต่ำของราคาครั้งนี้ได้ช่วยพัฒนา คุณภาพของข้าวไทย เพราะฉะนั้นแล้วโดยสรุปก็คือว่าในข้าวนาปรังเที่ยวนี้อย่างไรก็ขอให้ รัฐบาลต้องช่วยพี่น้องเกษตรกร เพราะถ้ารัฐบาลไม่ช่วยจะด้วยสาเหตุใด ๆ ก็ตามผมคิดว่า ไม่เหมาะสม และในวันนี้จะมีการประชุมของอนุกรรมการ นบข. เรื่องข้าว ที่จะออกมาตรการ ต่าง ๆ มา มาตรการที่ได้รับทราบตามสื่อมวลชนโดยคร่าว ๆ ว่าจะมี ๗ มาตรการนั้น ถ้าอยากจะทำผมก็ไม่ว่า ทั้งเรื่องของการเปิดตลาดนัดข้าว การส่งผู้แทนไปเจรจาค้าข้าว ไปขายข้าว ไปเซ็น MOU ทั้งหลาย ทำเถอะไม่เป็นอะไร แต่ว่านั่นคือมาตรการที่เป็นในเรื่อง ของอนาคต กว่าพี่น้องเกษตรกรนั้นจะได้รับอานิสงส์จากตรงนั้น ลองคำนวณดูก็แล้วกันครับ อย่าคำนวณเข้าข้างตัวเอง คำนวณอย่างตรงไปตรงมา เมื่อไรพี่น้องจะได้รับ แต่ว่าสิ่งที่พี่น้อง ต้องกินต้องใช้ สิ่งที่พี่น้องนั้นจะต้องเก็บเป็นทุนเป็นรอนในการเพาะปลูกข้าวในฤดูนาปี ก็จะมาถึงแล้ว เพราะฉะนั้นแล้วผมเองขอให้รัฐบาลนั้นได้ช่วยพี่น้องเกษตรกรในเรื่องของ ราคาตกต่ำในครั้งนี้ตามสิ่งที่ผมบอก นั่นก็คือ ๑. ราคาข้าว ความชื้นที่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ต้องไม่ต่ำกว่า ๑๐,๐๐๐ บาท ช่วยในเรื่องของปุ๋ยให้มีราคา เช่นปุ๋ย Urea ไม่เกินกระสอบละ ๖๕๐ บาท ควบคุมในเรื่องของราคาน้ำมันที่ให้พี่น้องเกษตรกรได้รับราคาน้ำมันในการที่จะไป ทำในการเพาะปลูกถูกลง ดีเซลเหลือลิตรละ ๒๐ บาท ในส่วนของมาตรการในการเผาฟาง ทั้งหลาย ขอให้มีการยืดหยุ่นแล้วก็ให้มีการชดเชยในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่จะมีขึ้นในการไม่เผา ตอซังทั้งหลาย แล้วก็ขอให้ได้ช่วยในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่จะงดเก็บในสำหรับปี ๒๕๖๘ นี้ สำหรับพี่น้องที่เพาะปลูกข้าวนาปรัง ปี ๒๕๖๗/๒๕๖๘ ในครั้งนี้ ผมแล้วก็ทุก ๆ คนที่เป็น ผู้แทนเราหวังว่าในวันนี้คงจะมีข่าวดีมากกว่าในเรื่องของ ๗ มาตรการที่ได้รับทราบกัน ตามสื่อมวลชน พวกเราจะรอดู แล้วก็อยากจะขอส่งสัญญาณไปถึงคณะกรรมการชุดใหญ่ ก็คือ นบข. อนุกรรมการนั้นจะมีมาตรการดีเท่าไรก็ช่าง แต่ถ้าความชักช้าในการที่จะส่งเรื่อง ทั้งหลายไปที่ นบข. มาตรการเหล่านั้นก็ยังไม่ได้ใช้กันสักทีเพราะฉะนั้นขอให้ไว ให้เหมือนกับ ครั้งหนึ่งที่เช้าประชุมอนุกรรมการ นบข. ในมาตรการต่าง ๆ แล้วบ่ายเปิดประชุมคณะกรรมการ ชุดใหญ่ของ นบข. พอจบเรื่องแล้วส่งเรื่องเหล่านั้นให้คณะรัฐมนตรีเพื่อที่จะให้มีมาตรการ ออกมาโดยด่วน กราบขอบพระคุณมากครับ