อนุสรณ์ เสนอเปลี่ยนความผิดเล็กน้อยเป็นโทษทางพินัย ยกเลิกหมิ่นประมาท

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘

อนุสรณ์ แก้ววิเชียร อภิปรายเรื่องกฎหมายอาญา โดยเสนอให้เปลี่ยนความผิดที่ไม่ร้ายแรงเป็นความผิดทางพินัย และยกตัวอย่างความผิดในตัวเอง (Mala in se) กับความผิดที่ละเมิดข้อห้ามของกฎหมาย (Mala Prohibita) อนุสรณ์ แก้ววิเชียร อภิปรายเรื่องความผิดอาญาเล็กน้อยที่ควรเปลี่ยนเป็นโทษทางพินัย เสนอแนวคิดยกเลิกความผิดฐานหมิ่นประมาทเพื่อลดต้นทุนกระบวนการยุติธรรม และเสนอระบบ Day-fine เพื่อแก้ปัญหาการบังคับใช้ค่าปรับแบบมีอัตราตายตัว

นายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร นนทบุรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม อนุสรณ์ แก้ววิเชียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี อำเภอบางกรวย ตำบลบางไผ่ พรรคประชาชน วันนี้ผมขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปราย ๒ ญัตตินะครับ ขอบคุณ ท่านประธานก่อนนะครับที่อนุญาตให้ผมอภิปรายเป็นคนแรกและเป็นคนเดียวนะครับ ในญัตตินี้ ญัตติก็คือมีการเปลี่ยนแปลงความผิดอาญาที่มีโทษไม่ร้ายแรงเป็นความผิด ทางพินัยนะครับ เสนอโดยท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง และญัตติการปฏิรูประบบค่าปรับ ในระบบกฎหมายไทย เสนอโดย ท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับ ผมดีใจและตื่นเต้นตั้งแต่ผมเรียนจบกฎหมายมาผมเห็นกฎหมายที่ก้าวหน้าอยู่ไม่กี่ฉบับ หนึ่งในกฎหมายที่ก้าวหน้าคือพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัยที่ออกโดยสภาของเรา ในปี ๒๕๖๕ ๒ ญัตตินี้ก็เป็น ๒ ญัตติที่เอากฎหมายที่ก้าวหน้ามาพิจารณานะครับ เนื่องจาก เนื้อหาในกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้เอาเหตุผลในทางหลักวิชาการกฎหมายซึ่งไม่ได้อยู่ในชั้น ปริญญาตรีด้วย อยู่ในชั้นกฎหมายอาญาชั้นสูงหรือกฎหมายอาญาเปรียบเทียบ ก็ถือว่าเป็น นิมิตหมายอันดีที่สภาของเราจะนำหลักวิชาการทางกฎหมายมาบัญญัติเป็นกฎหมายให้กับ ประชาชนของเรา ผมเริ่มต้นอย่างนี้นะครับท่านประธาน ก็คือตัวรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ ในมาตรา ๗๗ กำหนดไว้ว่าให้รัฐกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดที่ร้ายแรงเท่านั้นนะครับ ผมสันนิษฐานว่านี่น่าจะเป็นที่มาของญัตติของท่านสฤษฏ์พงษ์ที่เสนอให้เปลี่ยนความผิด อาญาที่มีโทษไม่ร้ายแรงเป็นความผิดทางพินัย ปัญหาต่อมาที่เราจะต้องพิจารณานะครับ ท่านประธาน อะไรคือความผิดร้ายแรง อะไรคือความผิดเล็กน้อยหรือความผิดไม่ร้ายแรง ตรงนี้ผมเรียนว่าในทางวิชาการกฎหมายหรือความเห็นในทางตำรายังเห็นไม่ตรงกัน ด้วยความเป็นนิติศาสตร์นะครับท่านประธาน มันมีระบบกฎหมาย มีหลักการ มีวิธีคิด แตกต่างกันในหลายประเทศ ทั้งในฝรั่งเศส ในเยอรมัน แล้วก็ในไทยนะครับ ผมเรียนสั้น ๆ อย่างนี้แล้วกันนะครับว่าถ้าให้ผมสรุป คำว่า ความผิดอาญาร้ายแรงอาจจะคือสันนิษฐาน ได้ว่าเป็นความผิดในตัวเอง หรือ Mala in se ในภาษาละตินนะครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ท่านประธาน ก็คืออย่างความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์อย่างนี้ครับ เราสันนิษฐาน ได้ว่าการกระทำอย่างนี้มันเป็นความผิดในตัวของมันเอง คราวนี้กลับมาที่ความผิดอาญา ที่ไม่ร้ายแรงหรือความผิดอาญาเล็กน้อยก็คือ Mala Prohibita ในภาษาละตินเป็นภาษา ในทางวิชาการก็คือความผิดที่ไปละเมิดต่อข้อห้ามของกฎหมาย เช่น ห้ามจอดในที่ห้ามจอด ห้ามเลี้ยวห้ามกลับรถอย่างนี้คือไปละเมิดอยู่ที่ว่ารัฐแต่ละรัฐจะออกกฎหมายมากำหนด ข้อห้ามของตนในลักษณะอย่างไร ถ้าให้ผมแบ่งแยกคร่าว ๆ ก็จะได้เป็น ๒ กรณีแบบนี้

ปัญหาต่อมาคือการเอาความผิดอาญาเล็กน้อยมาเปลี่ยนเป็นโทษทางพินัย ทั้งหมดจะทำอย่างไรนะครับ อันนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่ทางอนุกรรมาธิการในกรรมาธิการพัฒนา การเมืองจะต้องเอากลับไปคิด เพราะปัจจุบันนี้ครับท่านประธานกฎหมายอาญาในประเทศเรา เยอะมากจนเกิดสภาวะกฎหมายอาญาเฟ้อ จึงเป็นเหตุผลที่จะต้องเอาความผิดอาญา ไม่ร้ายแรงกลับเข้าไปสู่การปรับเป็นพินัย ซึ่งการปรับเป็นพินัยมีข้อดีก็คือไม่มีการบันทึก ประวัติ ไม่มีการเข้าสู่กระบวนการอาญาทางปกติไม่ต้องมีการขึ้นศาลในระบบปกติไม่ต้อง มีการประกันตัวซึ่งเป็นข้อดี แต่โจทย์ใหญ่คืออะไรคือความผิดอาญาร้ายแรง และอะไรคือ ความผิดอาญาไม่ร้ายแรง ในส่วนที่ท่านสฤษฏ์พงษ์เสนอมาในญัตติมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่ ๑ เรื่อง ครับท่านประธาน คือความผิดฐานหมิ่นประมาทที่ท่านเสนอว่าอาจจะปรับความเป็นโทษ ทางพินัยได้ แต่ผมเรียนอย่างนี้นะครับเพื่อนสมาชิกในพรรคประชาชนของผมกำลัง ร่างกฎหมายอยู่ ๑ ฉบับ ชื่อกฎหมายว่าป้องกันการฟ้องปิดปากหรือ Anti-SLAPP Law ผมอยากชวนท่านประธานคิดอย่างนี้นะครับว่าความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทมีหลักคิดอยู่ ๒ ด้านครับท่านประธาน ๑. คือการคุ้มครองการแสดงออกหรือการแสดงความคิดเห็นของ บุคคลซึ่งรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ อีกกรณีหนึ่งคือการคุ้มครองเกียรติศักดิ์ เกียรติยศ หรือศักดิ์ศรีของบุคคล วันหนึ่งที่หลัก ๒ หลักนี้มันมาปะทะกันรัฐจะต้องตอบคำถามว่า รัฐจะให้ความคุ้มครองกับใคร มันจึงเป็นที่มาของโทษทางอาญาความผิดฐานหมิ่นประมาท แต่ผมย้อนชวนท่านประธานคิดนะครับการคุ้มครองสิทธิทั้ง ๒ คน มันเกิดจากสิทธิ ของเอกชนกับเอกชนที่ปะทะกัน ผมชวนท่านคิดว่าถ้าเปลี่ยนจากโทษปรับเป็นพินัยเป็นการ ยกเลิกความผิดอาญา เพราะคำว่าหมิ่นประมาทมันคือการลงโทษคำพูดของบุคคล แต่เรา จะเอาคำพูดของบุคคลไปจำคุกซึ่งในทางนิติเศรษศาสตร์ครับท่านประธาน มันสิ้นเปลือง งบประมาณมีขั้นตอนตั้งแต่ในชั้นพนักงานสอบสวน ในชั้นพนักงานอัยการ และในชั้นศาล ถ้าเราปล่อยให้เอกชนกับเอกชนที่ถูกละเมิดไปดำเนินคดีทางแพ่งจะดีกว่าไหม อันนี้ เป็นข้อสังเกตของผมนะครับ ย้อนกลับมาอีกญัตติหนึ่งของท่านพริษฐ์ก็คือการปฏิรูป ระบบค่าปรับในประเทศไทย ระบบปรับของประเทศไทยเป็นระบบปรับแบบมีอัตราขั้นต่ำ และขั้นสูง การป้องปรามผู้กระทำความผิดโดยอาศัยโทษปรับเลยมีปัญหากับผู้กระทำ ความผิดที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดี ผมยกตัวอย่างห้ามจอดรถอาจจะปรับ ๕๐๐ บาท ถึง ๑,๐๐๐ บาท ถ้าผู้กระทำความผิดที่เห็นว่าตัวเองมีฐานะก็ยินยอมจ่ายค่าปรับนะครับ เพราะฉะนั้นการบังคับใช้กฎหมายอาญาที่มีอัตราโทษปรับที่ Fix ลงไปตายตัวแบบนี้มันเลย มีช่องว่างช่องโหว่ จึงเป็นที่มาที่ท่านพริษฐ์เสนอเป็น Day-fine ก็คือปรับตามเศษสถานะ โดยเอาฐานทางภาษีครับท่านประธานมาคิดว่า ๑ ปีท่านมีรายได้เท่าไรหารเป็นจำนวนวัน แล้วเอาตัวนั้นมาเป็นตัวตั้งต้น แล้วคูณด้วยจำนวนวันปรับที่ศาลลง ท่านจะสังเกตนะครับว่า Day-fine กับการปรับเป็นพินัยมันไม่ได้ไปด้วยกันนะครับท่านประธาน เพราะโทษปรับ ยังเป็นโทษทางอาญาอยู่ ยังอยู่ในกระบวนการอาญาปกติ แต่การเปลี่ยนระบบปฏิรูปค่าปรับ ให้เป็น Day-fine ต้องการตอบสนองต่อการบังคับใช้โทษปรับให้มันมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงเกิดเป็นแนวความคิด แต่ปัญหาที่ตามมาของ Day-fine ก็คือเราจะทราบอย่างไรครับว่า แต่ละคนมีฐานะทางเศรษฐกิจเท่าไร ประชาชนคนไทยก็ยังไม่ได้เสียภาษีเข้าสู่ระบบภาษี อย่างถูกต้อง และที่สำคัญคือการกระทำความผิดของนิติบุคคลเราจะทำอย่างไรกับ การกระทำความผิดของนิติบุคคลเพราะมีทั้งที่จ่ายภาษีและไม่ได้จ่ายภาษี ตรงนี้ผมจะฝาก ไปทางอนุกรรมาธิการของกรรมาธิการพัฒนาการเมืองช่วยพิจารณาในประเด็นนี้ด้วย วันนี้ก็ขอบคุณท่านประธานนะครับที่อนุญาตให้ผมในการอภิปรายถึงแม้จะเป็นคนเดียวและ คนสุดท้ายและคนแรก ขอบคุณครับ