นภินทร ศรีสรรพางค์ แสดงความยินดีกับผลผลิตข้าวไทยที่เพิ่มขึ้น 4% และขอให้รัฐบาลสนับสนุนเกษตรกรในการขายข้าว
เรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ โดยเฉพาะท่านนพพล เหลืองทองนารา ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทยจังหวัดพิษณุโลก ผม นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านพิชัย นริพทะพันธุ์ เนื่องจากท่านเดินทางไปราชการที่สหรัฐอเมริกา ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ผลผลิตข้าวไทยในปี ๒๕๖๗/๒๕๖๘ ปริมาณข้าวของเรานั้นเพิ่มขึ้น ๑.๓๘ ล้านตัน เป็น ๓๔.๘๗ ล้านตัน เพิ่มขึ้นมาประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์ด้วยกันจากปีที่แล้ว ซึ่งข้าวนาปีก็อยู่ ประมาณ ๒๗ ล้านตัน ช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวอยู่ระหว่างเดือนตุลาคมและธันวาคม ข้าวนาปรัง ปริมาณ ๗.๘๖ ล้านตัน ช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน ข้าวปีที่ผ่านมา ที่มีการเก็บเกี่ยวไปไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวปทุมธานี ขณะนี้ออกสู่ ตลาดหมดแล้ว ราคาที่ผ่านมาไม่มีปัญหาถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีด้วยกัน เพราะรัฐบาลมีมาตรการ ในการรักษาเสถียรภาพราคาของเกษตรกร โดยเฉพาะไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถาบันเกษตรกร ค่าเก็บเกี่ยว ตลอดจนการชะลอการขายของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งราคาอยู่ในที่พอใจนะครับ ขณะนี้จะเป็นข้าวนาปรังออกสู่ตลาด ซึ่งก็คงจะออกในช่วงนี้ปรากฏว่าราคา ณ วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ข้าวเปลือกหอมมะลิเฉลี่ยอยู่ประมาณ ๑๖,๐๐๐ บาทต่อตัน เพิ่มขึ้นจาก ปีที่แล้ว ๑๔,๘๑๐ บาทต่อตันบวกขึ้นมา ๘ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ข้าวเปลือกเหนียวเฉลี่ย ๑๓,๐๐๐ บาทต่อตันอยู่ในภาวะที่ทรงตัว ข้าวเปลือกปทุมธานีเฉลี่ยอยู่ที่ ๑๒,๖๕๐ บาท ปรับตัวลดลงจากเดิม ๑๔,๔๕๐ บาท ลดลงมา ๑๒ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ส่วนข้าวเปลือกเจ้า อันนี้ลดลงมาเยอะ ตอนนี้ราคาอยู่ประมาณ ๘,๙๐๐ บาทต่อตัน ปรับลดลงมาจากเดิม ๑๒,๙๕๐ บาทต่อตัน ลดลงมาถึง ๓๑ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน เรียนอย่างนี้ครับว่าสาเหตุที่มี การปรับตัวลดลงมาประเด็นสำคัญก็คือในปีที่แล้วประเทศอินเดียนั้นซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าว รายใหญ่มีมาตรการการห้ามส่งออกข้าวขาวที่ไม่ใช่ข้าว Basmati ทำให้ปริมาณการส่งออก ข้าวของอินเดียลดลงประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ จาก ๑๓ ล้านตันในปี ๒๕๖๕ เหลือเพียง ๑๑ ล้านตันเศษ ซึ่งทำให้ Supply ในตลาดโลกนั้นลดลง และประเทศที่อินเดียนั้นส่งข้าว ก็จะมีอิรัก ฟิลิปปินส์ โมซัมบิก แคเมอรูน หันมาซื้อข้าวไทย ส่งผลให้ข้าวเปลือกของไทย ในปี ๒๕๖๗ นั้นมีราคาเฉลี่ยที่สูงขึ้น ปัจจุบันประเทศอินเดียนั้นกลับมาส่งออกข้าวตามปกติ ส่งผลให้ข้าวในตลาดโลกนั้นปรับตัวลดลงทันที โดยปัจจุบันนั้นวันที่ ๒๙ มกราคม ข้าวเจ้า เฉลี่ยอยู่ที่ ๘,๙๐๐ บาทต่อตัน ซึ่งถือได้ว่าถ้าเทียบกลับไปในปี ๒๕๖๗ ถือว่าลดลง แต่ถ้า เทียบกลับไปในปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ก็ดี ซึ่งอินเดียนั้นส่งออกข้าวตามปกติก็อยู่ในเกณฑ์ ที่ใกล้เคียงกันนะครับ ถึงอย่างไรก็ตามแต่กระทรวงพาณิชย์ก็ให้ความสำคัญและเป็นห่วง เราได้จัดโครงการจัดตลาดนัดข้าวเปลือก โดยจะมีแหล่งการซื้อขายข้าวเปลือกระหว่างเกษตรกร กับผู้ประกอบการทำให้เกษตรกรนั้นมีช่องทางเลือก และมีอำนาจในการขายสินค้าเกษตร ให้ได้ราคาสูงขึ้น อีกทั้งจะทำให้เกษตรกรนั้นได้รับความเป็นธรรมในด้านราคา การชั่งน้ำหนัก และการตรวจสอบคุณภาพสินค้า ในส่วนของผู้ประกอบการที่จะเข้าไปซื้อข้าวเปลือกก็จะเกิด การแข่งขันที่เป็นธรรม แล้วการเจรจาจะดึงราคาข้าวเปลือกให้สูงขึ้นมาอย่างน้อย ๑๐๐ บาท ในจุดที่รับซื้อต่าง ๆ ซึ่งมีเป้าหมายทั้งหมด ๓๐ ครั้งด้วยกัน ผลการดำเนินการที่ดำเนินการ ผ่านมาเดือนมกราคมจัดตลาดนัดข้าวเปลือกไปแล้ว ๒๙ ครั้งใน ๒๒ จังหวัดด้วยกัน โดยเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจัดตลาดนัดข้าวเปลือกไป ๒ ครั้ง ระหว่างวันที่ ๑๗-๒๑ มีนาคม ที่ท่าข้าวเทพประสิทธิ์ และวันที่ ๒๔-๒๘ มีนาคม ที่ท่าข้าวสมถวิล นอกจากนี้รัฐบาล ยังได้สนับสนุนค่าบริหารจัดการพัฒนาคุณภาพผลผลิตการเกษตรสำหรับผู้ปลูกข้าว หรือที่เรารู้กันดีค่าเก็บเกี่ยว รัฐบาลได้มีมติไปวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๗ อนุมัติค่าเก็บเกี่ยว หรือค่าพัฒนาคุณภาพ ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๑๐ ไร่ต่อครอบครัว ซึ่งตอนนี้ก็เบิกจ่าย ไปแล้วถึง ๔.๔๖ ล้านครอบครัวด้วยกัน คิดเป็น ๙๔ เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ขึ้นทะเบียนไว้นะครับ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการ แล้วเราก็ติดตามราคาข้าว ณ ปัจจุบันนี้มาโดยตลอดนะครับ กำลังหาวิธีในการแก้ไขปัญหาข้าวนาปรัง ซึ่งพี่น้องประชาชนก็เสนอเงื่อนไขมาหลายประการ ด้วยกัน ซึ่งในสิ่งนี้อยู่ที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์กำลังพิจารณานะครับ และนำเข้าสู่คณะกรรมการบริหารจัดการข้าวแห่งชาติต่อไปนะครับ ก็ขอกราบเรียนเบื้องต้น ไว้เท่านี้ก่อนครับ ขอบคุณครับ