นภินทร เสนอแผนขยายตลาดผลไม้ไทยสู่จีนตอนใต้และตะวันตก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘

นภินทร ศรีสรรพางค์ เสนอแผนขยายตลาดสินค้าเกษตรเมืองร้อนของไทย โดยเฉพาะผลไม้สู่จีนตอนใต้และตะวันตก เพื่อลดการแข่งขันกับเวียดนาม โดยตั้งเป้าบุกตลาดใหม่ในปี ๒๕๖๘ พร้อมทั้งหารือเรื่องการขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรไปยังประเทศอินเดียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเน้นการเจรจาผ่านนักธุรกิจเพื่อผลักดันการนำเข้าผลไม้พรีเมียม และรายงานความสำเร็จเบื้องต้นจากการเซ็นสัญญาซื้อขายลำไยมูลค่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

เรียนท่านประธานสภาผ่านไปยังท่านสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สำหรับประเด็นแรกที่ท่านถาม มาว่าเราจะขยายตลาดการค้าไปที่ไหน อย่างไร ในขณะที่ประเทศอื่นก็มีสงครามการค้า แล้วก็เศรษฐกิจทั่วโลกนั้นไม่ดี ผมเรียนอย่างนี้ว่าเราเอาจุดแข็งของประเทศไทย สินค้าของ ประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่เราเป็นสินค้าเกษตรเมืองร้อน ซึ่ง SMEs ของประเทศไทยนั้นก็คือ อยู่ในภาคการเกษตร ประเทศไทยนั้นมีผลผลิตด้านผลไม้เมืองร้อนที่นับได้ว่าถ้าเราบอก ประเทศไทยเราเป็นที่ ๒ ก็ไม่มีประเทศไหนบอกเป็นที่ ๑ เพราะสินค้าผลไม้เมืองร้อนนั้น มีรสชาติที่นุ่ม หวาน หอม ทุกวันนี้ตลาดส่วนใหญ่ ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์เราส่งออก เราส่งออก ไปยังประเทศจีนคือฝั่งด้านทิศเหนือและตะวันออกมณฑลต่าง ๆ ซึ่งการแข่งขันเรายอมรับว่า สูงมาก เราแข่งขันกับเวียดนาม แข่งขันกับอินโดนีเซีย โดยเฉพาะเวียดนามนั้นได้เปรียบเรา ในเรื่องของมีพรมแดนติดกับประเทศจีน แต่เราก็ยังคงรักษาตลาดของประเทศจีนไว้ได้ โดยเฉพาะปีที่ผ่านมาประเทศจีนบริโภคสินค้าการเกษตรเพิ่มขึ้น โดยนำเข้าจากเวียดนามก็ดี อินโดนีเซียก็ดี แต่ประเทศไทยก็ไม่ได้ลดลง ปริมาณการส่งเรายังเหมือนเดิม แต่สิ่งหนึ่งที่ สำคัญก็คือประเทศไทยยังไม่ได้รุกไปตอนใต้และตะวันตกของประเทศจีน ซึ่งมีพรมแดนอยู่ ติดกับประเทศลาว ในมณฑลเหล่านี้มีประชากรอยู่ประมาณ ๕๐๐ ล้านคนในประเทศจีน ซึ่งเราได้เปรียบในเรื่องของการขนส่ง เราได้วางยุทธศาสตร์ไว้ว่าในปี ๒๕๖๘ เราจะบุก ประเทศจีนการตลาดในภาคใต้และตะวันตกของจีน ซึ่งมีประชากรอยู่ถึง ๕๐๐ ล้านคน นี่คือเป้าหมายที่ ๑

เป้าหมายที่ ๒ ประเทศอินเดียซึ่งมีประชากรเป็นอันดับหนึ่งของโลก ๑,๔๐๐ ล้านคน ประเทศอินเดียนั้นมีนโยบายในการกีดกันสินค้าเกษตรจากประเทศอื่น เพราะเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าของเกษตรกรในประเทศอินเดีย ผมเองได้พยายาม เจาะเข้าไปยังประเทศอินเดีย แต่การประสานงานระหว่างรัฐกับรัฐนั้นเป็นไปได้ไม่ง่ายนัก เพราะนโยบายของประเทศอินเดียนั้นกีดกัน ผมเองได้ประสานงานโดยนำผู้ประกอบการ ผู้ส่งออกรายใหญ่ของประเทศไทยไปเจรจากับนักธุรกิจรายใหญ่ซึ่งมีห้างสรรพสินค้าอยู่จำนวนมาก ในประเทศอินเดียชี้ให้เห็นว่าสินค้าของประเทศไทยนั้นเป็นสินค้า Premium เป็นผลไม้ Premium ซึ่งเข้าสู่คนชั้นสูงของประเทศอินเดียไม่กระทบกับพี่น้องเกษตรกร ปรากฏว่า นักธุรกิจซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อผู้บริหารของประเทศอินเดียนั้นผลักดันให้ประเทศไทยนั้น สามารถส่งออกสินค้าเกษตรไปได้ และเมื่อเดือนมกราคมนี้ได้มีการเซ็นสัญญาการนำเข้า ลำไยเบื้องต้น ๑,๐๐๐ ล้านบาทสู่ประเทศอินเดีย ซึ่งผมเองจะพยายามสานตรงนี้ต่อ และนำเข้าสินค้าเกษตรอื่น ๆ นอกจากนี้เรายังพยายามเจาะตลาด UAE นี่คือสิ่งที่เราทำ การตลาดใหม่เพิ่มขึ้น แล้วเชื่อเถอะว่าเรานำจุดแข็งของประเทศไทยไปเสนอ เชื่อครับว่า เราสามารถบุกตลาดเหล่านี้ได้

สำหรับคำถามที่ท่านได้ซักถามว่าสินค้าของประเทศจีนหรือประเทศอื่น ซึ่งมีปัญหาเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ปั๊บก็จะกระจายกลับมาในอาเซียนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเหล็ก ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าเกษตรแปรรูป ซึ่งผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า รัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องนี้ ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา คณะหนึ่งคือคณะกรรมการดูแลเรื่องสินค้าด้อยคุณภาพแล้วก็บริษัทที่เป็น Nominee ขึ้นมา โดยมีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานและตั้งอนุกรรมการขึ้นมา ๒ คณะ คณะแรกคือคณะอนุกรรมการ Nominee และคณะอนุกรรมการสินค้าไม่มีคุณภาพขึ้นมา ๒ คณะด้วยกัน โดยผมเองนั้นเป็นประธานและมีหน่วยงานจากกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้ามาร่วมกันทำงาน ในเบื้องต้นนั้นมีแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวด้วยกัน แผนระยะสั้น นั้นก็คือการใช้อำนาจที่เต็มที่ของทุกหน่วยงานอย่างเต็มที่ ซึ่งผลปรากฏเข้ามาว่าตั้งแต่ ดำเนินการมาสรุปถึงเดือนธันวาคมสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งในไตรมาสที่ ๔ ปกติแล้ว การนำเข้าจะสูงกว่าไตรมาสอื่น ๆ แต่ด้วยการทำงานอย่างเข้มข้นทำให้สินค้าในการนำเข้า จากต่างประเทศนั้นลดลง ๗ เปอร์เซ็นต์ แทนที่จะบวกเหมือนปีอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมี มาตรการในระดับกลางอื่น ๆ อีกมาก เช่น แพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ยังไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย เรียนว่าถ้าเขาใช้ภาษาไทยในการขาย ใช้เงินสกุลไทย ในการซื้อขายผมถือว่าต้องอยู่ในกฎหมายไทย เพราะฉะนั้นสินค้าต่าง ๆ ที่ขึ้นสู่แพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น อย. ก็ดี สมอ. ก็ดี สคบ. ก็ดีจะต้องตรวจสินค้าเหล่านั้นว่ามีคุณภาพหรือไม่ ถ้าเป็นเงื่อนไขบังคับว่าต้องขออนุญาต อย. หรือ สมอ. หากไม่มีเราได้ประสานงานกับ แพลตฟอร์มต่าง ๆ แสดงเจตจำนงร่วมกันเพิ่งเซ็นไปเมื่อ ๒-๓ วันที่ผ่านมา เขาพร้อมจะดึง ออกจากแพลตฟอร์มทันทีนะครับ ในขณะเดียวกันสินค้าที่เข้ามาสู่ประเทศไทยในทางบก เมื่อซื้อแล้วนี่เข้าสู่สินค้าในประเทศไทยทางบก ทางอากาศ หรือทางทะเลก็ดี เราได้เพิ่ม มาตรการการตรวจที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเดิมนั้นสุ่มตรวจอยู่ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เราเพิ่มขึ้น ในการสุ่มตรวจประมาณ ๓๐ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ โดยใช้คนเท่าเดิมเพิ่มวิธีการในการตรวจ สิ่งเหล่านี้ทำให้การนำเข้านั้นลดลง และที่สำคัญครับว่าสินค้าที่นำเข้าสู่ประเทศไทยที่สำคัญ ก็คือต้องมีฉลากภาษาไทยนี่คือเงื่อนไขบังคับ ผมเองได้ประสานกับ สคบ. ให้มอบอำนาจให้กับกรมศุลกากรตรวจสินค้าทั้งหมดที่เข้าสู่ ประเทศไทยต้องมีฉลากภาษาไทย ซึ่งกฎหมายเรานั้นให้ผู้ที่ติดฉลากอาจจะต้องเป็น ผู้ที่จัดส่ง ผู้ขาย ซึ่งในการผ่านด่านศุลกากรมานั้นในอดีตก็จะมา Pack ในประเทศไทยแล้วส่ง ซึ่งไม่มีการติดฉลาก แต่ปรากฏว่าทุกวันนี้การซื้อขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มวิธีการของ ประเทศเพื่อนบ้านก็คือคำสั่งเมื่อซื้อในแพลตฟอร์มก็จะยิงตรงไปยังบริษัทต่าง ๆ แล้วเขาก็ Pack ใส่ที่ส่งพัสดุจ่าหน้ามารวมที่เมือง ๆ หนึ่งในประเทศซึ่งติดกับเวียดนามแล้วก็ส่งมาเข้าสู่ ประเทศไทยที่จังหวัดมุกดาหารแล้วกระจายไปเลย เพราะฉะนั้นลักษณะแบบนี้จะถือว่า การนำเข้าไม่ได้เข้ามาเพื่อจำหน่ายไม่ได้การตีความเช่นนั้นไม่ได้เหมือนเช่นในอดีต เพราะว่า ผู้นำเข้าคือนำมาเพื่อจำหน่ายนะครับ เพราะฉะนั้นในอนาคตเขาจะตรวจอย่างละเอียด แกะภาชนะวัสดุที่หีบห่อเพื่อดูว่าในส่วนตรงนี้มีในเรื่องของฉลากภาษาไทยหรือไม่นะครับ ในส่วนของสินค้าเกษตรและการแปรรูปผมเรียนอย่างนี้ครับว่าตัวเลขของสินค้าเกษตร ที่นำเข้าสู่ประเทศไทยนั้นเราอาจจะเป็นห่วง เพราะเราเห็นสินค้าเกษตรนั้นเข้ามาสู่ ในประเทศไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้าน ผมเรียนอย่างนี้ถ้าเราดู ตัวเลขที่แท้จริงแล้วตัวเลขสินค้าเกษตรจริง ๆ โดยเฉพาะพืชสวนเข้าสู่ประเทศไทยเพิ่มขึ้น เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง เพราะว่าคนไทยอย่างที่ผมเคยกราบเรียนว่าคนไทยนั้นเรามี วัฒนธรรมอาหารของเรา เพราะฉะนั้นการบริโภคผัก สินค้าเกษตร เราจะบริโภคผักที่ผลิต จากประเทศเมืองร้อน ซึ่งมีรสชาติที่ฉุนสูงกว่า เหม็นเขียวกว่า ไม่หวาน ไม่กรอบ ไม่เอา เพียงแค่ผัด เรามีวัฒนธรรมอาหาร เรามีแกงเลียง แกงเผ็ด แกงส้ม ซึ่งต้องใช้วัตถุดิบประเภท ของสินค้าเกษตรที่เป็นพืชเมืองร้อนที่มีความฉุน เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมเชื่อว่าไม่น่าเป็น ห่วงแต่อย่างใด ก็ขอกราบเรียนเบื้องต้นในคำถามที่ ๒ เพียงเท่านี้นะครับ

ในส่วนของข้อมูลเรื่อง Nominee เราได้ดำเนินการอย่างเข้มนะครับ ปรากฏว่า ในระยะ ๒-๓ เดือนที่ผ่านมา เราดำเนินคดีกับบริษัท Nominee ไปได้ทั้งหมด ๘๐๐ กว่าคดี ด้วยกัน ทุนจดทะเบียน ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท และผมเองในฐานะประธานก็จะตั้งคณะทำงาน ขึ้นมาชุดหนึ่ง ตรวจเป็นจุด ๆ เข้าไปทุกร้านค้า ร้านค้านี้เป็นคนต่างด้าว จดทะเบียนนิติบุคคล หรือไม่ หรือค้าขายด้วยตัวเองเป็นธุรกิจที่ต้องห้ามคนต่างด้าวหรือไม่ สินค้าที่เข้ามามี คุณภาพหรือไม่ และมีการเสียภาษีหรือเปล่า ซึ่งผมเองจะประชุมคาดว่าน่าจะเป็นวันจันทร์นี้ และตั้งคณะทำงานขึ้นมา ในขณะเดียวกันก็จะมีมติเสนอต่อคณะกรรมการชุดใหญ่ให้มี หนังสือไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดให้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นมา ตรวจสอบเรื่อง Nominee ตรวจสอบเรื่องสินค้าไม่มีคุณภาพ แต่ในส่วนของส่วนกลางก็จะลงไปยัง กลุ่มเป้าหมายจังหวัดที่สำคัญ ๆ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร จังหวัดที่มีภาคการท่องเที่ยว เป็นเมืองหลัก ก็จะมีคณะกรรมการจากส่วนกลางลงไปตรวจในพื้นที่อย่างเข้มข้นต่อไปครับ ก็ขอกราบเรียนไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ขอบคุณครับ