นภินทร หารือภาพรวมเศรษฐกิจไทย เน้นส่งออก ตั้งเป้าขยายตัวปี ๒๕๖๗-๒๕๖๘

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘

นภินทร ศรีสรรพางค์ หารือภาพรวมเศรษฐกิจไทยโดยเน้นการส่งออก ตั้งเป้าขยายตัวปี ๒๕๖๗-๒๕๖๘ และชี้แจงประเด็นกำแพงภาษีสหรัฐว่าเกินดุลการค้าเกิดจากการลงทุนของนักลงทุนอเมริกัน นภินทร ศรีสรรพางค์ อภิปรายสถานการณ์การค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาภายใต้ความตึงเครียดเรื่องภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยเน้นย้ำถึงคำสั่งนายกรัฐมนตรีในการตั้งคณะทำงานนโยบายการค้าเพื่อรวบรวมข้อมูลและเตรียมกลยุทธ์รองรับ รวมถึงการติดตามผลกระทบในวงกว้างต่ออาเซียนและการขยายตลาดใหม่ ๆ เพื่อลดความเสี่ยง

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

เรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ โดยเฉพาะผู้ถามกระทู้ถามนี้ ท่านสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล จากพรรคประชาชน ผม นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ รักษาราชการแทนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เนื่องจากท่าน ไปปฏิบัติราชการที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เรียนอย่างนี้ครับว่าในส่วนภาพรวมเศรษฐกิจของ ประเทศไทยนั้นจีดีพีของประเทศครึ่งหนึ่งก็คือการบริโภคภายในประเทศ อีกครึ่งหนึ่งก็คงจะ มาภาคของการท่องเที่ยว การส่งออก และการลงทุน ซึ่งในภาพรวมของการส่งออกนั้น กระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่ในการดูแล ในปี ๒๕๖๖ ก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาบริหาร ภาพรวมของการส่งออกนั้นเราติดลบอยู่ประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน เมื่อรัฐบาลชุดนี้ เข้ามาบริหารในเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม เราทำให้สถานการณ์การส่งออกนั้นดีขึ้น จากลบ ๓ เปอร์เซ็นต์เหลือลบเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ในปี ๒๕๖๗ เราตั้งเป้าว่าจะขยาย การส่งออกสินค้าของประเทศไทยให้ไม่น้อยกว่า ๒ เปอร์เซ็นต์ ได้ดำเนินการโครงการต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ ยอดในปี ๒๕๖๗ เราสามารถเพิ่มการส่งออกได้มาถึง ๕.๔ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน และใน ปี ๒๕๖๘ เราตั้งเป้าไว้ครับว่าจะต้องเพิ่มยอดของการส่งออกให้ได้อย่างน้อย ๒ เปอร์เซ็นต์ ด้วยกัน สำหรับสถานการณ์ที่ท่านเป็นห่วงเรื่องของการตั้งกำแพงภาษีกีดกันการค้าของ สหรัฐอเมริกากับประเทศที่ได้ดุลการค้า ซึ่งประเทศไทยนั้นก็เป็นประเทศหนึ่งที่ได้ดุลการค้า กับประเทศสหรัฐอเมริกามาอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง ๑๐ ปีด้วยกัน เราอยู่อันดับที่ ๑๒ เราเกินดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกาเมื่อเทียบแล้วอยู่เพียง ๓.๘ เปอร์เซ็นต์ของการขาดดุล ของอเมริกาเท่านั้นเองนะครับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราเรียนครับว่าในอาเซียนไม่ว่าจะเป็นเวียดนามก็ดี มาเลเซียก็ดี อินโดนีเซียก็ดี ประเทศที่มีสินค้าคล้ายคลึงกันแล้วส่งไปขายยังอเมริกา ทุกประเทศเกินดุลการค้าทั้งสิ้นนะครับ ซึ่งถ้านโยบายท่านประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) นี่เราคือประเทศกลุ่มเสี่ยงประเทศหนึ่งที่นโยบายของสหรัฐอเมริกาจะขึ้นภาษีกับประเทศ ที่เกินดุลการค้า ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าในสิ่งนี้เราได้ตระหนักให้ความสำคัญ ข้อมูลส่วนหนึ่ง เราพบว่าการส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐอเมริกาเป็นนักลงทุนของสหรัฐอเมริกาส่วนหนึ่ง แล้วส่งออกไปยังประเทศอเมริกา ในขณะนี้เรารวบรวมข้อมูลการลงทุนของอเมริกาเองที่มา ลงทุนในประเทศไทยและส่งไปยังอเมริกาว่ามีข้อมูลอยู่เท่าไร เพราะฉะนั้นการเกินดุลการค้า ของประเทศไทยต่อสหรัฐอเมริกาก็เกิดจากนักธุรกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาเอง ซึ่งเรา กำลังรวบรวมข้อมูลในประการแรกเรียกมาพูดคุยแล้วก็ให้เขาได้เจรจากับทางสหรัฐอเมริกา เป็นข้อมูลประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่งในขณะนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านพิชัย นริพทะพันธุ์ ก็ได้เดินทางไปเยี่ยมสหรัฐอเมริกาพูดคุยกับนักธุรกิจของอเมริกาตลอดจน ผู้บริหารระดับสูงถึงเรื่องการขึ้นภาษีซึ่งมีแนวโน้มของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ซึ่งก็จะ พยายามเจรจาต่อรองให้ได้มากที่สุด แต่ถึงอย่างไรก็ตามครับรัฐบาลให้ความสำคัญสำหรับ เรื่องนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๘ ตั้งคณะทำงานนโยบาย การค้ากับสหรัฐอเมริกามาโดยตรง โดยมีท่านวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ท่านปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ท่านโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นเลขานุการ ทำหน้าที่ในการที่จะรวบรวมข้อมูลปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งท่าทีต่าง ๆ กลยุทธ์ ในการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา เตรียมการมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อ เตรียมรองรับมาตรการต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อประเทศไทยภายใต้นโยบายของ ท่านประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) นอกจากนี้กราบเรียนอีกครับว่าประเทศไทยได้พยายาม รักษาตลาดเดิมให้มากที่สุดโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาแล้วก็ตลาดอื่น ๆ พร้อมทั้งเพิ่มตลาดใหม่ ๆ ถ้าหากมีสถานการณ์ที่เรากำลังส่งออกไปยังอเมริกาแล้วปรากฏว่าไม่สามารถส่งออกได้ด้วย กำแพงภาษีเราก็จะเพิ่มตลาดอื่น ๆ ซึ่งเราได้เตรียมความพร้อมไว้แล้วในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นกราบเรียนครับว่าสำหรับสถานการณ์ตรงนี้เราติดตามอย่างใกล้ชิดแล้วก็เตรียม ความพร้อมในรูปของคณะทำงานติดตามพร้อมทั้งหาทิศทางท่าทีต่าง ๆ แล้วก็จะมีกลยุทธ์ อย่างไร ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนแต่เราก็ได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว การเพิ่มตลาดใหม่ การเจรจาทางการค้า แต่ถึงอย่างไรก็ตามแต่ในอาเซียนด้วยกันซึ่งค้าขายกับอเมริกานะครับ ทั้ง ๔ ประเทศเกินดุลการค้าทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ถ้าได้รับ ผลกระทบอาเซียนก็ได้รับผลกระทบร่วมกัน เพราะฉะนั้นถ้าการค้าในการแข่งขันไปยังประเทศอเมริกาแล้วก็อยู่ในฐานของต้นทุน ที่ใกล้เคียงกันนะครับ แต่เราก็ไม่นิ่งนอนใจเราได้เพิ่มตลาดใหม่ ๆ ซึ่งมีเป้าหมายของเรา ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของจีนตอนใต้แล้วตะวันตก ส่วนของอินเดียนะครับ ส่วนของ UAE ซึ่งประชากรส่วนใหญ่มีถึงเกือบ ๒,๐๐๐ ล้านคนนะครับ เพราะฉะนั้นเชื่อครับว่าผลกระทบ นโยบายของทรัมป์ (Trump) ในการขึ้นภาษีนี้ผมเชื่อว่าจะกระทบกับประเทศไทยไม่มากนัก และอาจจะไม่กระทบเลย ถ้าเราสามารถเจรจาได้หรือเราสามารถเพิ่มตลาดใหม่ ๆ ซึ่งเรามี สินค้าที่มีคุณภาพแล้วมีตลาดใหม่ ๆ ที่ต้องการสินค้าของประเทศไทย ก็ขอกราบเรียน ในเบื้องต้นไว้ตรงนี้ก่อนครับ ขอบคุณครับ